บทสัมภาษณ์ที่ 1 ประเทศ วิชาภาษาไทย (O-NET) ปี 2554
 19 กรกฎาคม 2562 14:12:22

น้องมิ้น : จิตติมา ธำรงคุณากร (ที่ 1 ประเทศ วิชาภาษาไทย (O-NET) ปี 2554)

 


 
 
พี่แอนน์ : แนะนำตัวหน่อยค่ะ 
มิ้น : ชื่อมิ้นค่ะ จิตติมา ธำรงคุณากร จบการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : การสอบมิ้นได้อะไร 
มิ้น : ได้ภาษาไทย 92 คะแนน ที่ 1 ประเทศค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : เป็นคนเดียวหรือเปล่า 
มิ้น : ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : ผลที่ออกมามิ้นพอใจมากน้อยแค่ไหน 
มิ้น : เกินคาดค่ะ (ตอนสอบมีแอบหวังมั๊ย) ไม่ได้หวังค่ะ แต่ทำเต็มที่ค่ะ 
 


 
พี่แอนน์ : การที่เราสอบได้ท๊อปประเทศอะไรทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ 
มิ้น : สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาจารย์และตัวเรา คือ 1. ต้องมีอาจารย์ที่สอนแล้วเราเข้าใจ หลักสูตรขึ้นอยู่กับอาจารย์ด้วยว่าเค้าเรียบเรียงมาให้เราเข้าใจได้ยังไง 2. ตัวเราต้องเรียนแบบให้เข้าใจและฝึกทำแบบฝึกหัดสามารถช่วยเราได้ค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นมีการเตรียมตัวสอบยังไง 
มิ้น : หนูเตรียมตัวสอบตั้งแต่ตอนสอบแพทย์ กสพท.แล้วค่ะ เรียนไปตามปกติ มีทำแบบฝึกหัดแยกเป็นบทๆ พอใกล้สอบจริงๆ ฝึกทำแบบฝึกหัดของอ.ปิงที่รวมหลายๆ พ.ศ. ค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : วิชาที่ได้ท๊อปเป็นวิชาที่มิ้นถนัดหรือเปล่า 
มิ้น : ภาษาไทยหรือคะ เป็นวิชาที่เรียนแล้วเข้าใจและทำได้นะคะ แต่ไม่ถึงกับถนัดมาก (ถนัดวิชาอะไร) หนูชอบวิชาเลขค่ะ (คะแนนได้เท่าไหร่) ได้ 100 คะแนน (เก่งจัง) 
 
 
พี่แอนน์ : เรียนวิทย์อะไร 
มิ้น : วิทย์-ประยุกต์ค่ะ คือสายวิทย์ทุกสายเรียนเหมือนกันหมดจะมีต่างกันแค่อาทิตย์ละ 2 ช.ม. ม.4 เรียนแกะสลักไม้ทำกล่องซีดี พอม.5 เรียนประดิษฐ์หุ่นยนต์ เรียนโครงสร้างก่อนแล้วมาเขียนโปรแกรมค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : เรียนเรื่องพวกนี้ไม่ชอบหรือ 
มิ้น : ชอบนะคะ (ชอบแล้วไม่ต่อทางนี้หรือ) ไม่ค่ะ หนูเคยถามอาจารย์เรื่องการเรียนและอาจารย์บอกว่าให้เรียนในสิ่งที่เราชอบสิ่งที่เราอยากจะเป็น คือเรียนในระดับนี้แล้วควรเลือกในสิ่งที่อยากจะเป็น แต่บางคนก็เรียนในสิ่งที่ชอบเรียน แต่หนูอยากเป็นหมอค่ะ หนูทำอะไรที่ชอบแล้วหนูสามารถทำได้ตลอดทำได้เรื่อยๆ ค่ะ อย่างหุ่นยนต์หนูก็ชอบนะ แต่หนูจะใช้ชีวิตอยู่กันมันไปได้ตลอดหรือเปล่าคงไม่ได้ค่ะ 
 


 
พี่แอนน์ : อยากเป็นหมออะไรเป็นแรงบันดาลใจ 
มิ้น : ตอนเด็กๆ หนูสุขภาพไม่ค่อยดี ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข แต่จะมีความสุขหลังจากไปหาหมอกลับมา เวลาไปอยู่คลินิกหมอจะมีเครื่องเล่น หลังจากกลับมาอาการมันดีขึ้นค่ะ หนูรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีความสุขและรู้สึกดีขึ้นมาก รู้สึกอยากเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : อยู่โรงเรียนทำกิจกรรมอะไรบ้างไหม 
มิ้น : ทำค่ะ ส่วนใหญ่เป็นพวกกีฬาสี หรือเวลามีกิจกรรมต่างๆ หนูก็ไปค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นเคยไปแข่งพวกงานวิชาการบ้างไหม 
มิ้น : ไม่เคยค่ะ ที่เตรียมฯ มีคนเก่งกว่าหนูเยอะค่ะ (แบบเก่งขึ้นเทพ) หัวเราะ คือมีพวกที่เก่งมากๆ ถึงได้ไปแข่งค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นคิดว่าเด็กที่เก่งจำเป็นมั๊ยที่ต้องอยู่กลับตำราตลอด 
มิ้น : ไม่ค่ะ อย่างหนูเป็นตัวอย่างเลยค่ะ ส่วนใหญ่เวลาเรียนหูนเน้นเรียนในห้องเรียนมากกว่า เรียนให้เข้าใจแล้วฝึกทำแบบฝึกหัดช่วยทำให้เข้าใจมากขึ้น เราไม่ต้องอ่านเยอะมากมาย สำหรับหนูถ้าไม่เข้าใจต่อให้อ่านเยอะยังไงมันก็ไม่เข้าใจค่ะ เพราะมันไม่ใช่หลักค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นมีเคล็ดลับในการเรียนยังไง 
มิ้น : เคล็ดลับคือการฟังอาจารย์ให้เข้าใจค่ะ เวลาเรียนให้ตั้งใจเรียน มันไม่ได้เน้นไปที่การอ่านหนังสือเยอะ การเรียนต้องเน้นไปที่การเรียนให้เข้าใจมาก่อนแล้วมาอ่านหนังสือทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ อย่างหนูไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือเยอะ แต่เน้นเรียนในห้องมากกว่าค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : ข้อสอบภาษาไทยของโอเน็ตกับกสพท.เหมือนกันมั๊ย 
มิ้น : ในความคิดหนูของกสพท.ยากกว่าค่ะ เพราะเน้นการวิเคราะห์มาก ไม่ค่อยมีพวกหลักภาษาเท่าไหร่ แต่ถ้ามีข้อนึงเราไม่ได้คะแนนง่ายๆ นะคะ เพราะข้อนึงคำตอบจะเยอะมากจะไม่ ก. คำนึง ข. คำนึง จะเป็น ก. มี 8 คำ ข. มี 5 คำ ซึ่งยากกว่าค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : การทำข้อสอบเก่าๆ มีประโยชน์มั๊ย 
มิ้น : มีคะ ช่วยเราได้มากเลยอย่างภาษาไทย-สังคม ทำให้เรารู้แนวข้อสอบว่าเค้าจะออกมายังไงค่ะ เพราะบางทีเราเรียนเนื้อหายังไม่รู้ว่าเป็นยังไง พอมาเจอโจทย์ทำให้เรารู้ว่าต้องเอามาใช้อย่างนี้อย่างนี้นะ 
 
 
พี่แอนน์ : การเป็นหมอมิ้นวางอนาคตไว้อย่างไรบ้าง 
มิ้น : หลังจากจบ 6 ปี คงต้องดูอีกที มีคนบอกหนูว่ามันแล้วแต่โอกาส แต่หนูคงเรียนต่อเฉพาะทาง อาจใช้ทุนเสร็จแล้วมาเรียนหรือใช้ทุนไปเรียนไปต้องดูอีกค่ะ 
 


 
พี่แอนน์ : อยากเรียนเฉพาะทางด้านไหน 
มิ้น : หนูอยากเรียนเกี่ยวกับการผ่าตัดหัวใจ (ทำไม) รู้สึกมันท้าทายดีค่ะ หนูไม่ชอบทำงานนั่งโต๊ะชอบปฏิบัติมากกว่าค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : เรียนหมอใช้เวลาเรียน 6 ปีแต่คณะอื่นๆ เรียน 4 ปีตรงนี้มิ้นมีการปรับตัวยังบ้าง 
มิ้น : คือเค้าต้องการให้เราปรับอะไรยังไงหนูก็ทำได้ค่ะ เพราะเราสอบเข้าแพทย์มาเราไม่ได้สอบตามกระแส แต่เราสอบเข้ามาเพราะเราชอบ แล้วถ้าอยู่กับสิ่งที่ชอบเราสามารถทำได้ไม่ว่าจะหนักแค่ไหนก็ทำได้ค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นเคยศึกษาชีวิตนักเรียนแพทย์มั๊ยว่าในวันหนึ่งๆ เค้าทำอะไรบ้างหรือเคยสัมผัสมั๊ย 
มิ้น : ไม่เคยค่ะ หนูเพิ่งมารู้เกี่ยวกับชีวิตนักศึกษาแพทย์ตอนเข้ามาแล้วค่ะ แต่ส่วนใหญ่ที่หนูดูจะเกี่ยวกับหมอเลยค่ะ อย่างที่บอกคือหนูดูที่การทำงานมากกว่าค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นมีอุดมการณ์ในการเป็นหมออย่างไร 
มิ้น : เหมือนกับตอนที่หนูเด็กๆ หนูคิดว่าการที่ช่วยให้คนหายจากอาการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือดีขึ้นได้เป็นสิ่งดี และจะไม่เน้นทางด้านธุรกิจค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นคิดว่าหมอที่ดีควรเป็นยังไง 
มิ้น : คำถามเดียวกับตอนที่หนูสัมภาษณ์เลยค่ะ หนูตอบว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ มีหลายอย่างแต่ว่าสำคัญที่สุดสำหรับหนูคือความทุ่มเทกับงาน ส่วนใหญ่งานอะไรที่เราทุ่มเทแล้วมันก็ออกมาดี แต่สำหรับความเก่งถ้าเราไม่ได้สนใจหรือทุ่มเทมันก็ออกมาไม่ได้เท่าที่ควรค่ะ แต่จริงๆ เป็นข้อนึงที่ควรมีค่ะ แต่ที่สุดคือความทุ่มเทค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มิ้นบอกว่าการเรียนหมอไม่ได้เรียนตามค่านิยมแต่สังคมไทยนิยมให้ลูกเรียนหมอมิ้นคิดยังไง 
มิ้น : หนูก็เข้าใจนะคะว่ามันเป็นความเป็นห่วงของผู้ปกครอง หมอถ้ามองกันจริงๆ เป็นอาชีพที่รายได้ดีถึงแม้ต้องแลกกับการทำงานหนักมันก็คุ้ม ในสายตาพ่อ-แม่มองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง การที่เราเรียนดีไม่จำเป็นต้องเป็นหมอเสมอไป ขอให้เรียนในสิ่งที่เราชอบดีกว่าค่ะ 
 


 
พี่แอนน์ : มิ้นมีใครเป็นไอดอลในการเรียนหรือการดำเนินชีวิตมั๊ย 
มิ้น : ไม่มีค่ะ ส่วนใหญ่เป็นด้านกำลังใจจากพ่อ-แม่มากกว่าค่ะ อย่างเราเคยได้ที่ 1 มาตลอดแต่พอมาถึงวันนึงถ้าเราไม่ได้หรือต่ำลงสำคัญคือกำลังใจมากกว่าค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : เวลาเครียดหรือท้อมิ้นทำยังไง 
มิ้น : ตอนที่หนูอ่านหนังสือสอบหมอมันก็หนักนะคะ ปกติหนูไม่ค่อยอ่านหนังสือ (หัวเราะ) มันก็ท้อนะคะ แต่หนูนึกถึงจุดหมายที่เราต้องการถ้าเราพยายามตรงนี้เราจะได้อะไรกลับมา และนึกถึงคนที่ต้องส่งเสียให้เราเรียนด้วยค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : ครอบครัวมีใครเป็นหมอมั๊ย 
มิ้น : ไม่มีค่ะ มีแต่พี่ชายเรียนหมอค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มีคติประจำใจมั๊ย 
มิ้น : คงเหมือนคนอื่นที่ว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้อนาคต เมื่อถึงวันนั้นเราจะได้ไม่ย้อนกลับมาเสียใจว่า ณ ตรงนี้ยังไม่ได้ทำค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : การเรียนมหาวิทยาลัยเราต้องปรับตัวในการดำเนินชีวิตยังไงบ้าง 
มิ้น : หนูว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ของหนูคือ พยายามนอนให้น้อยที่สุดค่ะ เพราะหนูเป็นคนนอนเยอะ อย่างตอนม.ปลายเราทำอะไรก็เพื่อจุดประสงค์ของเราเอง แต่พอเราเรียนหมอสิ่งที่เราเรียนมันไม่ได้ใช้กับตัวเรา แต่มันเป็นการรับผิดชอบชีวิตคนอื่นค่ะ มันต้องทุ่มเทให้มากขึ้น มันจะเรียนๆ เล่นๆ เหมือนเด็กๆ ไม่ได้ค่ะ เราต้องมีความรับผิดชอบเยอะขึ้นค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : เวลาว่างมิ้นทำอะไร 
มิ้น : หนูทำหลายอย่างค่ะ ทั้งเล่นกีฬา ดูซีรีย์ อ่านหนังสือนิยายค่ะ 
 


 
พี่แอนน์ : มิ้นเรียนดาว้องก์สาขาไหน 
มิ้น : สาขาสยาม คอร์สอินเทนซีปค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : รู้สึกยังไงที่ได้มาเรียนที่นี่ 
มิ้น : หนูชอบอาจารย์ปิงมากๆ ค่ะ คือหนูไม่เคยเรียนมาก่อนใช่มั๊ยค่ะ คิดว่ามาเรียนภาษาไทย-สังคมคงเบื่อๆ เหมือนเรียนที่โรงเรียน พอถึงเวลาเรียนมันไม่เบื่อมันเรียนสนุก มีครั้งนึงหนูมาเรียนสายครึ่งชั่วโมงหนูเสียดายมากเลยค่ะ ความรู้สึกหนูอยากมาเรียนจริงๆ ค่ะ และหนูชอบอาจารย์ในหลายๆ ด้าน การเรียนที่นี่มันเรียนเป็นขั้นเป็นตอน วิธีการสอนที่ไม่น่าเบื่อสอนสนุก และเราจำได้ด้วย ปกติวิชาสังคมเป็นอะไรที่หนูเบื่อมากไม่ชอบเรียนค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : มีเคล็ดลับแนะนำน้องๆ ในการเรียนหรือการสอบมั๊ย 
มิ้น : อย่างแรกแลยทั้งที่โรงเรียนและที่เรียนพิเศษต้องตั้งใจเรียนที่สำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจตั้งแต่ในห้องเรียน สองกลับมาทบทวนและทำแบบฝึกหัดแยกบท การทำแบบฝึกหัดแยกบททำให้เรารู้ว่าบทไหนเราไม่เข้าใจเราจะได้ไปย้ำที่บทนั้นๆ สุดท้ายมาทำรวมอีกที และถ้าสงสัยอะไรให้ถามอาจารย์เพราะเราไม่สามารถเข้าใจอะไรได้หมดค่ะ 
 
 
พี่แอนน์ : อย่างเรียนวิดีโอเคยแบบเรียนแล้วไม่เข้าใจคิดมั๊ยว่าเราจะถามอาจารย์ยังไง 
มิ้น : สำหรับวิชาภาษาไทยนะคะ ส่วนใหญ่มันไม่ค่อยสงสัยมันเรียนแล้วเข้าใจไปเรื่อยๆ จะมาสงสัยตอนทำโจทย์ค่ะ แต่ที่ดาว้องก์มีช่องทางที่จะถามอาจารย์นะคะ แต่ถ้าสงสัยหนูจะถามอาจารย์ที่โรงเรียนค่ะ (หัวเราะ) 
 
 
พี่แอนน์ : ฝากอะไรถึงอาจารย์มั๊ย 
มิ้น : อยากขอบคุณอาจารย์ที่สอนค่ะ หนูรู้สึกดีทุกครั้งที่อาจารย์เป็นห่วงนักเรียน ทำให้หนูประทับใจมากจริงๆ ค่ะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ 
 

loading
loading
เพิ่มในกระเป๋าแล้ว
×
ชื่อคอร์ส
ราคา บาท
พริ้ง
×
สวัสดีค่ะ มีข้อเสนอแนะหรือคำถาม ฝากส่งผ่าน "พริ้ง" ได้เลยนะคะ
ถาม "พริ้ง"
×