เสาชิงช้า
 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
เสาชิงช้ากับวัดสุทัศน์ ความงามที่อยู่คู่กันมานาน

เสาชิงช้า คือ เสาไม้ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ข้าง วัดสุทัศนเทพวราราม ถนนบำรุงเมือง เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เพื่อใช้โล้ชิงช้าในพิธีตรียัมปวาย ตามหลักศาสนาพราหมณ์ แม้สมัยนี้จะไม่มีพิธีดังกล่าวแล้ว แต่เสาชิงช้าก็ยังเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

คนทั่วไปมักจะพูดกันว่า "เสาชิงช้าวัดสุทัศน์" แต่จริงๆ แล้วเสาชิงช้าแห่งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดสุทัศน์ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เสาชิงช้าถูกสร้างขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2327 พร้อมๆ กับการสร้าง เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของพระนครในสมัยนั้น ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์
คติความเชื่อดังกล่าวคือ พระราชพิธีตรียัมปวาย ถือเป็นหนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน หรือพระราชพิธีสำคัญที่พระมหากษัตริย์จะต้องทรงร่วมประกอบพิธีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งพระราชพิธีตรียัมปวายนี้เป็นการบวงสรวงเพื่อต้อนรับ พระอิศวร ที่จะเสด็จมาเยี่ยมโลกมนุษย์ เป็นเวลา 10 วัน เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 7 ค่ำ เดือนยี่ (เดือนมกราคม) เป็นต้นไป ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ ในพระราชพิธีตรียัมปวายนี้จะกระทำกันที่เทวสถานพระอิศวร ซึ่งอยู่ในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ แล้วจะมีการโล้ชิงช้าถวายเทพเจ้าต่างๆ ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างเสาชิงช้าขึ้นคู่กับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เพื่อใช้โล้ชิงช้าในพระราชพิธีตรียัมปวาย

ส่วนคติความเชื่อเรื่องการโล้ชิงช้านั้นมาจาก คัมภีร์เฉลิมไตรภพ ที่กล่าวไว้ว่า พระนางอุมาเทวี พระมเหสีของพระอิศวร ทรงมีความวิตกว่าโลกจะถึงกาลแตกสลาย แต่พระอิศวรทรงมั่นพระทัยว่าโลกยังแข็งแรงดีอยู่ จึงเกิดการท้าพนันกันขึ้น โดยพระนางอุมาเทวีให้พญานาคขึงตนระหว่างต้นพุทรา 2 ต้นริมฝั่งแม่น้ำ แล้วให้พญานาคแกว่งไกวตัว โดยมีพระอิศวรทรงยืนขาเดียวในลักษณะไขว่ห้าง เมื่อพญานาคไกวตัว พระอิศวรทรงยืนอยู่ในลักษณะดังกล่าวได้ แสดงว่าโลกยังแข็งแรงมั่นคง ไม่เกิดการสั่นไหว พระอิศวรจึงทรงเป็นฝ่ายชนะ การโล้ชิงช้าก็จำลองมาจากเหตุการณ์นี้เอง โดยเสาชิงช้าเปรียบเป็นต้นพุทรา พราหมณ์นาลิวันผู้ทำหน้าที่โล้ชิงช้าเป็นพญานาค และพระยายืนชิงช้าที่ยืนไขว่ห้างก็เป็นพระอิศวร

เดิมทีพิธีโล้ชิงช้าจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี จนเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ก็เลื่อนมาจัดในช่วงเดือนมกราคม สำหรับขั้นตอนการโล้ชิงช้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับพระยาพานทองเป็นประธานในพิธี เรียกว่า พระยายืนชิงช้า ส่วนผู้โล้ชิงช้าเป็นพราหมณ์ เรียกว่า พราหมณ์นาลิวัน นั่งอยู่บนกระดานไม้ 4 คน จำนวน 3 กระดาน รวมเป็น 12 คน มีเสาไม้ไผ่ที่ผูกถุงเงินไว้ที่ปลายไม้ สำหรับกระดานแรก 12 บาท กระดานที่สอง 10 บาท และกระดานที่สาม 8 บาท

เมื่อพราหมณ์นาลิวันขึ้นนั่งบนกระดานแล้ว ก็ทำการโล้จนชิงช้าโยนแรง และลุกขึ้นยืน พราหมณ์คนหน้าคอยคาบถุงเงิน พราหมณ์คนหลังคอยบังคับกระดานให้ตรงกับเสาที่แขวนถุงเงิน เมื่อได้เงินครบทั้ง 3 กระดานแล้วก็เลิก ทำอย่างนี้เป็นเวลา 3 วัน ในวันสุดท้ายเมื่อได้เงินครบทั้ง 3 กระดานแล้ว พราหมณ์ทั้ง 12 คน จะยกขันที่เรียกว่า ขันสาคร ซึ่งใส่น้ำไว้เต็มขันออกมารำเขนงสาดน้ำกันครบทั้ง 3 เขนง ณ บริเวณใกล้ที่นั่งของพระยายืนชิงช้า หลังจากนั้นจึงตั้งขบวนแห่กลับเป็นอันเสร็จพิธีโล้ชิงช้า

ผู้คนแห่กันมาชมการโล้ชิงช้าที่เสาชิงช้าในอดีต

ความตื่นเต้นหวาดเสียวของการโล้ชิงช้าอยู่ตรงที่ต้องโล้ชิงช้าอย่างแรง เพื่อให้ชิงช้าลอยขึ้นสูงพอที่จะฉวยเอาถุงเงินไว้ได้ ซึ่งถือว่าสูงมากทีเดียว คนที่รอดูอยู่ด้านล่างก็พลอยลุ้นกันไปว่าพราหมณ์ที่นั่งบนชิงช้าจะตกลงมาหรือไม่ หรือจะคาบถุงเงินได้หรือไม่ จนทำให้มีคนคิดสนุกเอาไปแต่งเรื่องเป็นที่เล่าลือกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าถ้าใครโล้ชิงช้าแล้วตกลงมา ก็จะถูกฝังอยู่ใต้เสาชิงช้านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังไม่เคยมีใครตกลงมาเลย เนื่องจากจะมีเชือกผูกยึดพราหมณ์ทั้ง 4 คนกับแผ่นกระดานไว้อย่างแน่นหนา และยังมีเชือกให้จับอีกด้วย แต่บางคำเล่าลือก็ว่า ถ้าพราหมณ์คาบเงินได้ก็จะได้เงินนั้นไป แต่ถ้าคาบไม่ได้พราหมณ์นั้นจะต้องถูกฝังดิน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเช่นเดียวกัน

พิธีโล้ชิงช้าในแต่ละปีถือเป็นพิธีรื่นเริง มีชาวบ้านมาดูกันเป็นจำนวนมาก กระทำต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนกระทั่งรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำมาก ต้องปลดข้าราชการจำนวนมาก ต้องตัดงบที่ไม่จำเป็นบางส่วนออกไป ซึ่งการโล้ชิงช้าแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงได้เลิกประกอบพิธีโล้ชิงช้าลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 เป็นต้นมา

ด้านตัวเสาชิงช้าทั้ง 2 ต้นนั้น แต่เดิมตั้งอยู่ด้านหน้าเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เป็นเสาไม้สักทาสีแดงชาด สูง 21.15 เมตร ปักอยู่คู่กัน ด้านบนของเสามีกระจังและหูช้างเป็นโครงยึดเสาทั้งคู่เข้าด้วยกัน แกะสลักลวดลายไทยอย่างสวยงามที่กระจังและหูช้าง ฐานของเสาทั้งสองมีเสาตะเกียบคู่ประกบเพื่อเพิ่มความมั่นคงอีกเสาละ 1 คู่ จึงกลายเป็นเสา 6 ต้น ตั้งอยู่บนแท่นหินทรงกลมขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 10.50 เมตร พื้นปูกระเบื้องดินเผาสีแดง มีบันไดขึ้น 2 ด้าน ด้านข้างของแท่นหินติดแผ่นจารึกประวัติเสาชิงช้าเอาไว้

ในเดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2361 ตรงกับรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 2) ได้เกิดฟ้าผ่าลงบนยอดเสาชิงช้า ทำให้เสียหายไป แต่ก็ไม่ได้มีการซ่อมแซมเท่าใดนัก จนอีกร้อยปีต่อมา ในปี พ.ศ.2461 จึงได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ โดย บริษัทหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าไม้ ได้บริจาคไม้สักเพื่อใช้ทำเสาชิงช้าคู่ใหม่ โดยอุทิศบุญกุศลครั้งนั้นแก่ หลุยส์ ธอมัส เลียวโนเวนส์ การซ่อมแซมเสาชิงช้าสำเร็จลงเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2463 แต่ต่อมาในปี พ.ศ.2490 ก็เกิดไฟไหม้เสาชิงช้าจนชำรุดเสียหายอีก จึงได้มีการซ่อมแซมกันในปี พ.ศ.2513 จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2515

ต้นสักทองที่ถูกโค่นมาทำเสาชิงช้า และต้นกล้าสักพันธุ์เสาชิงช้าที่เพาะได้

หลังจากนั้นก็ว่างเว้นการบูรณะปฏิสังขรณ์มาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2547 กรุงเทพมหานครได้สำรวจพบว่า เสาชิงช้าผุกร่อนเสียหายจนไม่อาจจะซ่อมแซมให้มีความมั่นคงแข็งแรงดังเดิมได้ จึงต้องมีการหาเสาต้นใหม่มาทดแทน หลายฝ่ายโดยเฉพาะกรมป่าไม้ได้ช่วยกันค้นหาต้นสักลำต้นตรง ไม่มีตำหนิ สูงประมาณ 25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางตรงโคนประมาณ 80 เซนติเมตร และตรงปลายประมาณ 40 เซนติเมตร จนกระทั่งได้ไม้สักทองจำนวน 6 ต้น จากตำบลห้วยไร่ และตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ มาใช้ในการทำเสาชิงช้าต้นใหม่

เมื่อได้ทำพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว จึงได้เริ่มทำการโค่นต้นสักทองทั้ง 6 ต้น ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2549 แต่ก่อนที่จะโค่นก็ได้มีการเก็บกิ่ง ตา และเมล็ดของต้นสักทั้ง 6 ต้น เพื่อนำไปขยายพันธุ์เป็นต้นกล้า เรียกว่า สายพันธุ์เสาชิงช้า ให้ครบ 1 ล้านต้น และแจกให้กับประชาชนนำไปปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนลำต้นทั้ง 6 ต้น ก็ถูกนำไปทำเป็นเสาชิงช้าต้นใหม่ตามลักษณะและขนาดดังเดิม ส่วนพื้นที่โดยรอบและฐานของเสาชิงช้าก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ

ใน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาที่ลานเสาชิงช้า เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีฉลองเสาชิงช้าต้นใหม่ ท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ หลายหมื่นคน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงพระสุหร่ายฉีดที่เสาชิงช้า และพระราชทานผ้าสีชมพูให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัญเชิญไปผูกเสาชิงช้า จากนั้นทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก และเสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ เป็นอันเสร็จพระราชพิธีเฉลิมฉลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมฉลองเสาชิงช้า

ส่วน งานรื่นเริงมี 2 วัน 2 คืน ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2550 จัดที่บริเวณเสาชิงช้า และลานคนเมืองของกรุงเทพมหานคร ในวันแรกมีกิจกรรมบันเทิงเชิงวัฒนธรรมที่เน้นให้ประชาชนได้รับความรู้ถึงประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ และความสำคัญของการมีเสาชิงช้า แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ นิทรรศการเล่าเรื่องราวย้อนอดีตเมืองบางกอก การเสวนาโดยผู้มีความรู้เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครและย่านเสาชิงช้า การประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ "ย้อนรอย...ย่านเสาชิงช้า" การแสดงมหรสพเฉลิมฉลอง เช่น ลิเก ลำตัด ละครชาตรี วงมโหรี โขน เป็นต้น ส่วนในวันที่สองจะมีทั้งพิธีพุทธคือการทำบุญตักบาตร และพิธีพราหมณ์คือการชุมนุมเทวดาและพิธีบวงสรวง

ย่านเสาชิงช้าเป็นแหล่งร้านขายสังฆภัณฑ์แหล่งใหญ่
สำหรับในแง่ของชุมชน ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณเสาชิงช้ามีชุมชนขนาดใหญ่ชุมชนหนึ่ง และมีตลาดที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ตลาดเสาชิงช้า (ตั้งอยู่บริเวณศาลาว่าการกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน) ตลาดนี้เป็นแหล่งขายทองรูปพรรณแหล่งใหญ่ ทองที่มาจากที่นี่จะเรียกกันว่า ทองเสาชิงช้า ทำนองเดียวกับทองเยาวราชในปัจจุบัน นอกจากนั้นบริเวณเสาชิงช้ายังมี โรงบ่อน ซึ่งอนุญาตให้เล่นได้ตั้งแต่เวลา 7.00 - 23.00 น. โดยมีตำรวจคอยเฝ้าอยู่ทุกบ่อน เพื่อไม่ให้ชาวจีนเจ้าของบ่อนโกงคนมาเล่นได้ ส่วนเจ้าของบ่อนก็มักจะมีวิธีล่อใจลูกค้าให้เข้ามาเล่นด้วยการติดตลาด ร้านขายของ จัดงิ้วหรือละครมาเล่นหน้าโรงบ่อน สร้างความครื้นเครงให้กับลูกค้า

นอกจากบ่อนแล้ว บริเวณเสาชิงช้ายังมี โรงแก๊ส อีกหนึ่งแห่ง เป็นโรงแก๊สของ นายสก๊อตต์ เจ้าของห้างสก๊อตต์แอนด์โก ผู้ที่นำแก๊สเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นคนแรกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2409 โดยแรกทีเดียวนั้นตั้งโรงแก๊สอยู่ที่พระราชวัง แต่เมื่อ พ.ศ.2417 โรงแก๊สนั้นเกิดระเบิดขึ้น จึงต้องย้ายมาสร้างในบริเวณเสาชิงช้านี้ โดยก่อกำแพงทึบทั้ง 4 ด้าน และข้างในขุดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับเลี้ยงจระเข้ไว้ให้ผู้คนได้เข้าไปดู

ต่อมาเมื่อเริ่มมีการใช้ไฟฟ้า ก็มีการจัดตั้งบริษัทไฟ้ฟ้าขึ้นแทนโรงแก๊ส แล้วรื้อโรงแก๊สออกในปี พ.ศ.2444 พร้อมกับย้ายเสาชิงช้ามาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน คือ บนลานกว้างด้านทิศเหนือของวัดสุทัศนเทพวราราม ถนนบำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร

ทุกวันนี้บริเวณรอบเสาชิงช้าเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ มีร้านอาหารอยู่มากมายเพื่อรองรับบรรดาข้าราชการจำนวนมากจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น เป็นแหล่งขายเครื่องสังฆภัณฑ์และหล่อพระพุทธรูปแหล่งใหญ่ และเป็นจุดบรรจบของศาสนาพุทธที่วัดสุทัศนเทพวราราม และศาสนาพราหมณ์ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับเสาชิงช้ากันอย่างไม่ขาดสาย

ตึกแถวเก่าแก่ เสน่ห์ของย่านเสาชิงช้า
ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร