"พระเจ้าเหา" คือใคร มีใครรู้บ้าง...
 
พระเจ้าเหา
พระเจ้าเหา


คำว่า "พระเจ้าเหา" นี้ใช้อ้างอิงกันบ่อยมาก

ในกรณีที่ผู้พูดต้องการเน้นว่าเรื่องที่ตนพูดเป็นเรื่องโบราณเต็มที

แต่มักไม่ใคร่มีใครทราบว่า

"พระเจ้าเหา" นั้นมีองค์จริง หรือเรื่องราวปรากฎอยู่จริงหรือไม่


ซึ่งคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีความว่า



พระเจ้าเสียวเหา
หรือ พระเจ้าเหา(น้อย)

เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าหว่างตี้ ราชวงค์ที่1 ปฐมกษัตริย์ของจีน

ครองราชย์ 2145-2055 ปี ก่อนพุทธศักราช

อยู่ในราชสมบัติ 100 ปี มีพระอัครชายา 5 องค์

พระนางชีเลงสี พระมารดาพระเจ้าเหา(น้อย) เป็นพระอัคนชายาที่1


มีพระโอรส 3 องค์ คือ
 

1. ชังฮี

2. พระเจ้าเหา(น้อย)

3. หล่งเมี้ยว


พระเจ้าเหา(น้อย)เป็นพระโอรส อันดับที่ 2

พระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อปีมะโรง 2045 ปี ก่อนพุทธศักราช

และสวรรคตเมื่อ ปีเถาะ 1971 ปี ก่อนพุทธศักราช
พระองค์เป็นต้นตระกูลไทย

ในบันทึกประวัติศาตร์จีน มีชัดแจ้งอยู่ว่า


เชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหานี้ ได้รับพระราชทานตราตั้ง ราชกูล "ไทไท"

เป็นฐานันดรศักดิ์ประจำตระกูล

ฉะนั้นพระเจ้าเหาจึงนับว่าทรงเป็น ต้นตระกูลไทย

และว่าเป็น บรรพบุรุษของไทย
ดังที่บรรพบุรุษไทยแต่โบราณกาลมักอ้างเสมอว่า
“ คนไทยนี้เป็นลูกหลานพระเจ้าเหา ”

ที่น่าสังเกตคือ มีคำพูดอันหมายถึงเก่าแก่เหลือเกิน ติดปากคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า “ โอ๊ย เก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาโน่น ”


รูปถ่ายพระบรมศพ พระเจ้าเหา (น้อย)
พระมหากษัตริย์ ต้นตระกูลไทยพระบรมศพนี้อยู่ ณ เมืองจูฟู มณฑลซานตุง (ซัวตัง)

 

ที่มา :Teenee.com

***********************************************************

"พัดยศ" เครื่องประกอบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์
  พัดยศ คือ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ที่พระสงฆ์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว พร้อมกับการทรงตั้งสมณศักดิ์ เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกชั้นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานนั้นๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามอย่างโบราณราชประเพณี

รูปแบบของพัดยศ
รูป ลักษณะและการเรียกชื่อพัดยศของไทยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ คือ พัดหน้านาง พัดพุดตาน พัดเปลวเพลิง และพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์


  • พัดหน้านาง เชื่อกันว่าได้แบบอย่างมาจากลังกา เป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด ใบพัดเป็นรูปไข่ หรือคล้ายเค้าหน้าของสตรี มีด้ามตรงกลาง ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร พัดหน้านางส่วนมากมักจะเป็นพัดรอง พัดเปรียญธรรมทุกชั้น และพัดยศฐานานุกรมบางตำแหน่ง


  • พัดพุดตาน ใบพัดมีลักษณะวงกลม แต่ริมขอบหยักเป็นแฉกรวม 16 แฉก คล้ายกลีบดอกบัวบาน หรือดอกพุดตานบาน เป็นพัดที่ทำด้วยโครงเหล็กหุ้มแพร หรือผ้าสักหลาดกำมะหยี่ สีเดียวกันบ้าง สลับสีบ้าง ตามชั้นของสมณศักดิ์ ส่วนมากเป็นพัดของพระครูสัญญาบัตร หรือพัดของพระครูฐานานุกรมบางตำแหน่ง


  • พัดเปลวเพลิง มีลักษณะเป็นพัดยอดแหลม ใบเป็นแฉกคล้ายเปลวเพลิง ด้ามงายอดงา (แต่ปัจจุบันพัดยศทุกชั้น ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ทำด้วยพลาสติกผสมเรซินทั้งหมดแล้ว เนื่องจากประเทศต่างๆ ได้ร่วมกันลงนามในสัตยาบรรณที่จะป้องกันรักษาสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้จะ สูญพันธุ์) สำหรับพัดเปลวเพลิงใช้เฉพาะพระครูสัญญาบัตร ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกเท่านั้น


  • พัดเเฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ คำว่า ข้าวบิณฑ์ แปลตามตัวว่า ก้อนข้าว คือ ข้าวสุกที่เขาปั้นเป็นก้อนใส่ลงในกรวย สอดไว้กับพุ่มดอกไม้ หรือกระทงขั้นบายศรี ใช้เซ่นไหว้บูชาในพิธีกรรมบางอย่าง อีกอย่างหนึ่งคำว่าข้าวบิณฑ์เป็นชื่อของลายไทยชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นพุ่ม ช่วงล่าง เรียวแหลมขึ้นไปช่วงบน ส่วนพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นั้น ใบพัดมีลักษณะส่วนล่างเป็นพุ่มและเรียวแหลมขึ้นไปถึงส่วนยอดเหมือนลายข้าว บิณฑ์ของไทย หรือคล้ายดอกบัวตูมขอบนอกคล้ายกลีบ บัวที่ประกบแนบอยู่กับดอก มีกลีบอย่างน้อย 5-9 กลีบ มีการปักลายไทยชนิดต่างๆ ด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง ทองแล่ง และอุปกรณ์การปักอื่นๆ อย่างประณีตสวยงามตามความสูงต่ำของชั้นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน พัดแฉกเป็นของสำหรับพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป จนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ

นอกจากนี้ ยังมีพัดยศเปรียญ อันเป็นเครื่องหมายสำหรับพระภิกษุผู้สอบได้บาลีเปรียญ 3 ประโยคขึ้นไป และมีคำเป็นเครื่องสมณศักดิ์ว่า "พระมหา" เวลาทรงตั้งเรียกว่า "ทรงตั้งเปรียญ" ไม่ใช้คำว่า "พระราชทานสมณศักดิ์ - พัดยศ" สำหรับผู้สอบได้ประโยค ป.ธ.3 ทรงพระราชทานให้สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้ง โดยประทานประกาศนียบัตร พัดยศ ชื่อว่า ทรงตั้งแล้ว ส่วน ผู้สอบได้ประโยค ป.ธ.6 ถึงประโยค ป.ธ.9 จะเสด็จพระราชทานประกาศนียบัตรพัดยศ และไตรจีวรด้วยพระองค์เอง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ลักษณะพัดยศเปรียญเป็นพัดหน้านาง ประโยค ป.ธ.3 - ป.ธ.5 มีพื้นสักหลาดสีแดงปักดิ้นเลื่อมมีเลขประโยคอยู่ตรงกลางพัด ประโยค ป.ธ.6 - ป.ธ.8 มีพื้นสักหลาดสีเหลืองด้ามสีดำ ปักดิ้นเลื่อมมีเลขประโยคอยู่ตรงกลาง ประโยค ป.ธ.9 พื้นสักหลาดสีเหลืองด้ามสีขาว ปักดิ้นเลื่อมตรงกลางว่าง ไม่มีเลขประโยคกำกับ

 

ที่มา :Astv ผู้จัดการ

***********************************************************

10 อันดับแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในโลก
 


เคย สงสัยไหมว่าในโลกนี้มีแม่น้ำตั้งมากมายแล้วแม่น้ำสายใดที่มีความยาวที่สุด ตั้งอยู่ที่ไหน ไหลผ่านประเทศใดบ้าง และในทวีปเอเชียของเราจะมีแม่น้ำที่มีความยาวติดอันดับโลกบ้างหรือเปล่า แต่ต่อไปนี้คงไม่ต้องสัยกันอีกแล้ว เพราะวันนี้เราได้รวบรวม 10 อันดับแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในโลกมาให้แล้ว ลองมาดูกันว่าจะมีแม่น้ำสายใดบ้าง เริ่มกันที่

  1. แม่น้ำไนล์ (Nile River)



    ระยะทาง 4,135 ไมล์ หรือ 6,655 กม.
    ต้นกำเนิด ทะเลสาบวิคตอเรีย ประเทศอูกันดา และทะเลสาบทาน่า ประเทศเอธิโอเปีย
    ปากแม่น้ำ ไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียนที่ประเทศอียิปต์
    ประเทศที่ไหลผ่าน อียิปต์, ซูดาน, อูกันดา, เอธิโอเปีย, ซาเอียร์, เคนยา, แทนซาเนีย, รวันดา และบุรุนดี
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน ไคโร, กาทูม, อัสวาน, ลุกซอร์ และอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์
    ที่มาของชื่อ เป็นภาษากรีก มาจากคำว่า "Nelios" ซึ่งหมายถึง "River Valley"


  2. แม่น้ำอะเมซอน (Amazon River)



    ระยะทาง 3,980 ไมล์ หรือ 6,405 กม.
    ต้นกำเนิด เมืองอิกิโตส ประเทศเปรู
    ปากแม่น้ำ ไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกที่ประเทศบราซิล
    ประเทศที่ไหลผ่าน บราซิล และเปรู
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน มาเนาส์ และมากาปา ประเทศบราซิล และอิกิโตส ประเทศเปรู
    ที่มาของชื่อ Amazon เป็นชื่อนักรบผู้หญิงในวัฒนธรรมกรีก


  3. แม่น้ำแยงซีเกียง (Chang Jiang (Yangtze River))



    ระยะทาง 3,917 ไมล์ หรือ 6,304 กม.
    ต้นกำเนิด มณฑลชิงไห่ ในเขตที่ราบสูงทิเบต ประเทศจีน
    ปากแม่น้ำ ไหลลงสู่ทะเลจีนตะวันออกใกล้นครเซี่ยงไฮ้
    ประเทศที่ไหลผ่าน จีน
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน เซี่ยงไฮ้, ฉงชิ่ง, อู่ฮั่น และหนานจิง
    ที่มาของชื่อ เป็นภาษาจีน มาจากคำว่า "Chang-jiang" ซึ่งหมายถึง "Long River"


  4. แม่น้ำมิสซิสซิปปี้-มิสซูรี่ (Mississippi-Missouri River)



    ระยะทาง 3,870 ไมล์ หรือ 6,228 กม.
    ต้นกำเนิด ทะเลสาบไอแทสกา รัฐมินนิโซตา
    ปากแม่น้ำ ไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก
    ประเทศที่ไหลผ่าน สหรัฐอเมริกา
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน เซนต์ปอล รัฐมินนิแอโพลิส, เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี่, แมมฟิส รัฐเทนเนสซี่ และนิวออร์ลีนส์
    ที่มาของชื่อ เป็นคำในภาษาอินเดียแดง ซึ่งหมายถึง "Father of Waters"


  5. แม่น้ำเยนิซีย์-แองการา (Yenisey-Angara River)



    ระยะทาง 3,434 ไมล์ หรือ 5,526 กม.
    ต้นกำเนิด เทือกเขาในประเทศมองโกเลีย
    ปากแม่น้ำ ทะเลคารา มหาสมุทรอาร์กติก
    ประเทศที่ไหลผ่าน มองโกเลีย และรัสเซีย
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน ครัสโนยาสค์ และอิการ์คา ประเทศรัสเซีย


  6. แม่น้ำฮวงเหอ (Huang He River) หรือแม่น้ำเหลือง



    ระยะทาง 3,395 ไมล์ หรือ 5,464 กม.
    ต้นกำเนิด เทือกเขาคุนลุ้น ประเทศจีน
    ปากแม่น้ำ อ่าวป๋อไห่
    ประเทศที่ไหลผ่าน จีน
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน หลานโจว ไคฟง และจี่หนาน
    ที่มาของชื่อ สีของตะกอนที่ไหลตามกระแสน้ำ


  7. แม่น้ำอ็อบ-เออร์ทิช (Ob-Irtysh River)



    ระยะทาง 3,354 ไมล์ หรือ 5,398 กม.
    ต้นกำเนิด เทือกเขาอัลไต
    ปากแม่น้ำ อ่าวอ็อบ
    ประเทศที่ไหลผ่าน รัสเซีย
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน โนโวซีบีสค์ และบาร์นาอุล


  8. แม่น้ำคองโก (Congo River)



    ระยะทาง 2,914 ไมล์ หรือ 4,690 กม.
    ต้นกำเนิด จุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำ Lualaba และแม่น้ำ Luvua
    ปากแม่น้ำ มหาสมุทรแอตแลนติก
    ประเทศที่ไหลผ่าน คองโก, ซาเอียร์, แองโกล่า, แซมเบีย, คาเมรูน และแทนซาเนีย
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน โนโวซีบีสค์ และบาร์นาอุล


  9. แม่น้ำอามูร์ (Amur River)



    ระยะทาง 2,744 ไมล์ หรือ 4,116 กม.
    ต้นกำเนิด มองโกเลีย
    ปากแม่น้ำ ช่องแคบทาทาร์ (มหาสมุทรแปซิฟิก)
    ประเทศที่ไหลผ่าน รัสเซีย
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน ฮาบารอฟสค์ คอมโซมอล์สก
    ที่มาของชื่อ เป็นภาษารัสเซีย ซึ่งหมายถึง "Black water"


  10. แม่น้ำเลียนา (Lena River)



    ระยะทาง 2,734 ไมล์ หรือ 4,400 กม.
    ต้นกำเนิด เทือกเขาไบคาล ประเทศรัสเซีย
    ปากแม่น้ำ ทะเลลัปเตฟ (มหาสมุทรอาร์กติก)
    ประเทศที่ไหลผ่าน รัสเซีย
    เมืองหลักที่ไหลผ่าน -

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************

จตุสดมภ์
  สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๒ อธิบายว่า จตุสดมภ์ แปลว่า เสาหลักทั้ง ๔ เป็นลักษณะการปกครองส่วนกลาง ระดับสูงของไทย แบ่งออกเป็น ๔ กรม คือ เมือง (เวียง) วัง คลัง นา เป็นรูปแบบที่ใช้ในสมัยอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ทั้ง ๔ กรมนี้มีหัวหน้า เรียกว่า ขุน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับเสนาบดี มีหน้าที่ดังนี้ ขุนเมือง (ขุนเวียง) เป็นผู้ปกครองท้องที่ รักษาความสงบสุข ดูแลราษฎร ขุนวัง เป็นผู้ดูแลราชสำนัก ดูแลคดีความ แต่งตั้งยกกระบัตรไปประจำตามหัวเมือง เพื่อรายงานความเป็นไปมายัง ส่วนกลาง ขุนคลัง เป็นผู้เก็บรักษาและจ่ายพระราชทรัพย์ที่ได้จากส่วยสา อากรเพื่อใช้ในงานราชการ ขุนนา เป็นผู้ตรวจตราการทำไร่นา ออกสิทธิในที่นาให้แก่ราษฎร และเก็บหางข้าว คือ ส่วนแบ่งข้าวจากการทำนาสำหรับใช้ในราชการไว้ในฉาง หลวง
ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ตั้งกรมใหญ่ขึ้น ๒ กรมซึ่งมีอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้ดูแลคือ กรมกลาโหม มีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้ดูแลกิจการฝ่ายทหาร และกรมมหาดไทย มีสมุหนายกเป็นผู้ดูแลกิจการฝ่ายพลเรือน โดยให้จตุสดมภ์มาขึ้นกับกรมมหาดไทย แล้วเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่ดัง นี้ ขุนเมืองเป็น พระนครบาล มีหน้าที่ปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดูแลการดับเพลิงในราชธานีและเมืองใกล้เคียง ตัดสินคดีความที่เป็นมหันตโทษ (โทษร้ายแรง) ขุนวังเป็น พระธรรมาธิกรณ์ รับผิดชอบงานพระราชพิธีต่าง ๆ ในราชสำนัก งานธุรการ การตัดสินคดีความ การแต่งตั้งยกกระบัตรไปปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ ขุนคลังเป็น พระโกษาธิบดี มีหน้าที่ดูแลการรับ-จ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ ได้จากส่วยสาอากร การค้าต่างประเทศ บัญชีวัสดุอุปกรณ์ทั้งอาวุธและ เครื่องใช้ในราชการ   ต่าง ๆ พระคลังหลวง การรับรองคณะทูตจากต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของชาวต่างชาติ ขุนนาเป็น พระเกษตราธิบดี มีหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำไร่นาของราษฎร เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงเพื่อใช้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความของราษฎรเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ยังมีการเพิ่มกรมต่าง ๆ ให้อยู่ในความดูแลของกรมทั้ง ๔ อีกด้วย จตุสดมภ์ยกเลิกไปเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 ก.ค. 53

***********************************************************

อุบาสก-อุบาสิกา
 
ในพระพุทธศาสนานั้น  อุบาสกและอุบาสิกาจัดเป็นสาวกอีกก ลุ่มหนึ่งที่พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญในฐานะเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาอุบาสกและอุบาสิกามีความสำคัญอย่างไร ใครคืออุบาสกและอุบาสิกาคนแรก พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ ๓ อธิบายไว้ตามลำดับว่า
   
อุบาสก เป็นคำที่ใช้เรียกชายผู้อยู่ใกล้พระรัตนตรัย หมายถึง คฤหัสถ์หรือผู้ครองเรือนผู้ชายที่ประกาศขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก 
   
อุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา  คือ ตปุสสะกับภัลลิกะ จัดอยู่ในประเภทเทฺววาจิกะ แปลว่า ผู้มีวาจา ๒ หมายถึง ผู้เปล่งวาจาระบุรัตนะ ๒ รัตนะ คือ พระพุทธเจ้ากับพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ ระลึก เนื่องจากเวลานั้นพระพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้ ยังไม่มีภิกษุ
   
ต่อ มาเมื่อมีภิกษุบริษัทเกิดขึ้น  อุบาสกผู้มีศรัทธาเลื่อมใสก็จะ เปล่งคำขอถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก  และเรียกอุบาสกประเภทนี้ว่า เตวาจิกะ แปลว่า ผู้มี วาจา ๓ หมายถึง ผู้เปล่งวาจาระบุรัตนะ ๓ รัตนะเป็นที่พึ่งที่ระลึก  บิดาของพระยสะเป็นอุบาสกคนแรกของประเภทนี้
   
นอกจากนี้  ยังมีการค้าขาย ๕ อย่าง  ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุบาสกต้องไม่ทำ คือ  การค้าขายศัสตรา  การค้าขายสัตว์มีชีวิตรวมทั้งมนุษย์  การค้าขายเนื้อสัตว์  การค้าขายของมึนเมา  และการค้าขายยาพิษ
   
อุบาสิกา เป็นคำที่ใช้เรียกหญิงผู้อยู่ใกล้พระรัตนตรัย หมายถึง คฤหัสถ์หรือผู้ครองเรือนผู้หญิงที่ประกาศขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก  ซึ่งมารดาและภรรยาเก่าของพระยสะเป็น อุบาสิกาคู่แรกและอยู่ในประเภทเตวาจิกา
 

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 ก.ค. 53

***********************************************************

แรกสุด-ใหญ่สุด-สูงสุด-ฮิตสุด ฯ 7 ที่สุด...อุทยานแห่งชาติไทย
 

http://pics.manager.co.th/Images/553000009428004.JPEG

น้ำตก เหวนรก เขาใหญ่ อุทยานแรกสุดของไทย

 

นิยมที่สุด
อุทยาน แห่งชาติที่เป็นที่นิยมที่สุดแน่นอนเป็นที่อื่นไม่ได้นอกจาก "ภูกระดึง"จ.เลย ขุนเขามหัศจรรย์แห่งเมืองเลยอาจนับเป็นสุดยอดของภูหินทรายบน เทือกเขาเพชรบูรณ์ที่มีรอยเท้าของนักเดินทางเหยียบย่ำขึ้นไปมาก ที่สุด

ส่วนบนสุดของภูกระดึงมีลักษณะเป็นทุ่ง ราบกว้างใหญ่ ถูกปกคลุมด้วยทุ่งหญ้า ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบเขา สลับกับเนินเตี้ยๆ โดยมีภูกุ่มข้าว เป็นยอดเขาสูงสุด ความโดดเด่นด้านหนึ่งของภูกระดึงคือสุดยอดพรรณไม้ เขตหนาวที่กระจายพันธุ์ลงมาถึง เช่น กุหลาบขาว กุหลาบแดง และก่วมแดง ที่มีชื่ออื่นว่าเมเปิ้ลแดง หรือไฟเดือนห้า ลักษณะเป็นไม้ต้นสูงใหญ่ ชอบขึ้นอยู่ริมลำธารในป่าดงดิบที่ความสูง 1,300-2,400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

ก่วมแดงจะ ผลัดใบเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน น่าตื่นตาเป็นที่สุด โดยเฉพาะในป่าปิดซึ่งมีน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกขุนพอง น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกเพ็ญพบใหม่ และน้ำตกธารสวรรค์ เป็นต้น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่มีชื่อเสียง มาก โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะเห็นทะเลหมอกห่มคลุมอยู่ทั่วหุบเขา ไม่ไกลกันนัก คือ "ผา หมากดูก"ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้สวย งาม และ "ผาหล่มสัก" ชะง่อนหินที่ยื่นล้ำออกไปจากหน้าผา และต้นสนขนาดใหญ่ เป็นจุดชมดวงอาทิตย์ตกที่สวยงามจับตา


http://pics.manager.co.th/Images/553000009428001.JPEG

ผา หล่มสัก ภูกระดึง อุทยานฯยอดนิยมที่สุด

อุดมสมบูรณ์มาก ที่สุด
อาณาจักร แห่งใบไม้สีทอง บนเทือกเขาสันกาลาคีรี ทางกั้นพรมแดนไทยและมาเลเซียดุจปราการ ธรรมชาติอันอุมดมสมบูรณ์เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ"บู โด-สุไหงปาดี" จ.นราธิวาส เปรียบเสมือนแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญอย่างยิ่ง ดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์อย่างหนึ่งของผืนไพรแห่งนี้คือการสำรวจพบ นกเงือกไม่ต่ำกว่า 6 ชนิด เช่น นกเงือกหัวแรด นกชนหิน นกเงือกหัวงอก นกเงือกหัวดำ ฯลฯ ภาพวิถีชีวิตของพวกมันจะยิ่งน่าประทับใจมากขึ้นเมื่อ ถึงเวลาจับคู่ ทำรัง และเลี้ยงลูกอ่อนในโพรงบนแม่ไม้ใหญ่ ผืนป่าแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ป่าบูโดและป่าสุไหงปาดี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

โดยมีที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ อยู่ในเขตอำเภอบาเจาะ ไม่ห่างจากน้ำตกปาโจ บนเทือกเขาบูโด ที่มีการสำรวจพบพรรณไม้หายากของโลกชนิดหนึ่งเป็นครั้งแรกในเมือง ไทย คือ ใบไม้สีทอง หรือ ที่เรียกกันตามภาษาท้องถิ่นว่า ย่านดาโอ๊ะ ใบไม้สีทองจะสะท้อนเรืองสุกปลั่งอยู่ทามกลางเรือนยอดป่าดิบเขียวชอุ่ม พงไพรดิบทึบในแถบนี้ยังได้ให้กำเนิดปาล์มหายากระดับโลกขึ้นอีกชนิด หนึ่ง คือปาล์มบังสูรย์ ที่นี่จึงเป็นเสมือนสวรรค์ที่แท้จริงของนักดู นก นักท่องป่า และผู้ที่รักการศึกษาพรรณไม้


http://pics.manager.co.th/Images/553000009428003.JPEG

ภาพ เขียนสี อุทยานฯผาแต้มที่มีภาพเขียนสีโบราณกลุ่มใหญ่และยาวที่สุดในไทย

ที่สุดภาพเขียน พันปี
ที่ "อุทยานแห่งชาติผาแต้ม"จ.อุบลราชธานี คือสถานที่ศึกษาถึงภาพเขียนสีอันล้ำค่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีภาพความงามอันเด่นชัดของภูหินทราย ดอกไม้กินแมลง ผืนป่าเต็งรังอุดมสมบูรณ์ ขนานไปกับริมฝั่งโขง กั้นพรมแดนไทย-ลาว ตรงส่วนชะง่อนผาด้านล่างยาว ประมาณ 180 เมตร สูงราว 40 เมตร มีการสำรวจพบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติ ศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปี เป็นจำนวนกว่า 300 ภาพ นับเป็นกลุ่มภาพเขียนสีโบราณที่ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศไทย ลักษณะของภาพแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพมือ ภาพสัตว์ ภาพคน ภาพวัตถุ และภาพทรงเรขาคณิต

และในช่วงปลายฝนบนลานหินทราย ของผาแต้มจะผลิบานด้วย ดอกไม้ ทั้งสร้อยสุวรรณา ดุสิตา สรัสจันทร ทิพย์เกสร หญ้าขาวก่ำ หยาดน้ำค้าง ฯลฯ เหล่านี้ต่างมีเผ่าพันธุ์เป็นพืชกินแมลง ที่ดำรงชีวิตอยู่บนลานหินทราย ซึ่งขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำได้ โดยสร้างอวัยวะพิเศษคล้ายกระเปาะไว้ดักแมลงเล็กๆ มาย่อยสลายกินเป็นอาหารได้อย่างน่าฉงน

ที่สุดโลกไดโนเสาร์
หลง ยุคมายังโลกไดโนเสาร์กันที่ "อุทยาน แห่งชาติภูเวียง" อ.ชุมแพ กิ่งอ.นาคำ จ.ขอนแก่น ลักษณะทางภูมิประเทศ ของ อุทยานแห่งชาติภูเวียง เป็นเทือกเขาสูง โดยมีลักษณะเป็นวงแหวนสองชั้น บริเวณตรงกลาง จะมีลักษณะคล้ายๆ กับแอ่งกระทะ ซึ่งบริเวณแห่งนี้ได้มีการค้นพบ ซากของสิ่งมีชีวิตนับล้านปี คือมีการค้นพบซากกระดูก และรอยเท้าของไดโนเสาร์ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2519

นอกจากจะพบฟอสซิลของ ไดโนเสาร์แล้ว ยังค้นพบซากหอย ซากจระเข้ขนาดเล็ก ที่มีอายุมากว่า 150 ล้านปี มีหลักฐานว่าป่าภูเวียงเคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่มีอารยธรรม เมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้ว มีการขุดพบกระดูกมนุษย์โบราณ เครื่องมือ เครื่องใช้ โลหะสำริด พระนอนสมัยทวาราวดี รวมทั้งภาพเขียนสี สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ ถ้ำหลืบเงินบนเทือกเขาภูเวียง

 

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2553

***********************************************************
ฃ ขวด กับ ฅ คน หายไปตั้งแต่เมื่อไร
 
รศ. ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล ผู้เขียนหนังสือ ฃ, ฅ หายไปไหน ?
ได้ศึกษา ความเป็นมาของพยัญชนะทั้งสองตัวนี้ และชี้ให้เห็นว่า

หาก เริ่มนับตั้งแต่ที่พบ ฃ, ฅ ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยเป็นครั้งแรก
จน ถึงการประกาศเลิกใช้ ฃ, ฅ ในปทานุกรม พ.ศ. 2470
และพจนานุกรม พ.ศ. 2493 เป็นเกณฑ์
พยัญชนะทั้งสองมีที่ใช้อยู่ในภาษาไทย นานถึง 700 ปี
หากแต่อัตราการใช้และความแม่นยำที่ใช้แตกต่างกันไปตามยุคสมัย

เดิม ฃ, ฅ เป็นพยัญชนะแทนเสียง ซึ่งเคยใช้กันมาแต่เดิม
(ซึ่งแตกต่างจากเสียง ข และ ค)
แต่เสียงนี้ได้หายไปในระยะหลัง
เป็นเหตุให้พยัญชนะทั้งสองตัวหมด ความสำคัญลงในภาษาไทยปัจจุบัน

เมื่อครั้งที่มีการประดิษฐ์พิมพ์ ดีดภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2434
ผู้ประดิษฐ์ ได้ตัดตัว ฃ, ฅ ทิ้งไปด้วยเหตุว่า พื้นที่บนแป้นพิมพ์ดีดไม่เพียงพอ
และยังให้ เหตุผลว่า เป็นพยัญชนะที่
"ไม่ค่อยได้ ใช้ และสามารถทดแทนด้วย ตัวพยัญชนะอื่นได้"

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พยัญชนะ ฃ, ฅ ถูก "ตัดทิ้ง" อย่างเป็นทางการ
ส่วนครั้งต่อ ๆ มาก็คือ การประกาศงดใช้ ฃ, ฅ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เมื่อครั้งปรับปรุงภาษาไทยให้เจริญ ก้าวหน้าในยุครัฐนิยม
รวมถึงการประกาศ เลิกใช้ในปทานุกรม และพจนานุกรม ดังกล่าวแล้ว

มีข้อน่าสังเกตว่า แต่ก่อนพยัญชนะ ฅ ไม่ได้ใช้ในคำว่า คน เลย
(ฅ ใช้ในคำ ฅอ ฅอเสื้อ เป็นอาทิ) 
ความสับสนในเรื่องนี้ คงเกิดมาจาก ก ไก่ คำกลอน ผลงานของ ครูย้วน ทันนิเทศ
(ในหนังสือ แบบเรียนไว เล่มหนึ่ง ตอนต้น, พ.ศ. ๒๔๗๓) ที่แต่งว่า "ฅ ฅนโสภา" 

แล้วต่อมา หนังสือ ก ไก่ ฉบับประชาช่าง ก็แต่งว่า "ฅ ฅนขังขึง" ซึ่งเป็น ก ไก่คำกลอน
ฉบับที่คน รุ่นปัจจุบันคุ้นเคยที่สุด แล้วก็เลยพลอยเข้าใจว่า ฅ ใช้ในคำว่า คน

 

ที่มา :Teenee.com

***********************************************************

ประทิ่น-ประทิน
 
ในปัจจุบันแม้จะมีน้ำหอม โคโลญ มากมายหลายกลิ่น หลายยี่ห้อ แต่น้ำอบไทยก็ยังเป็นประทิ่นที่สำคัญในสังคมและวัฒนธรรมไทยอยู่ โดยเฉพาะการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ ที่ดูเหมือนว่าจะขาดน้ำอบไทยมิได้เลย
   
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามคำ น้ำอบ ว่า นํ้าที่อบด้วยควันกํายานหรือเทียนอบ และปรุงด้วยเครื่องหอม
   
การปรุงน้ำอบไทยตามแบบโบราณมีกรรมวิธี ในการปรุง ๓ ขั้นตอน คือ การต้มน้ำ การอบน้ำ การปรุงน้ำ แต่ละขั้นตอน ประกอบด้วยเครื่องปรุงทั้งสดและแห้ง ที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมหลายชนิด เช่น ผิวมะกรูด ดอกมะลิ ดอกกระดังงา ดอกพิกุล ดอกกุหลาบ ดอกจำปา ดอกลำเจียก ใบเตย ผงไม้จันทน์หอม ผงกำยาน เปลือกชะลูดแห้ง พิมเสน ชะมดเช็ด อุปกรณ์ที่ใช้ในการอบ ก็เฉพาะเจาะจง เช่น ตะคันสำหรับใส่กำยาน ทวนใช้เป็นที่ตั้งถ้วยตะคัน โถอบ เตาเผาตะคัน กรรมวิธีก็แสนจะยุ่งยาก เหน็ดเหนื่อย ยุคแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดิน นั้น น้ำอบน้ำปรุงทำใช้กันเฉพาะชาววัง แต่สมัยนี้น้ำอบมีขายตามห้างสรรพ สินค้าน้อยใหญ่ ราคาเกินคุ้มเมื่อเทียบกับกรรมวิธีการผลิต
   
น้ำ อบจัดเป็นประทิ่นชนิดหนึ่ง พจนานุ  กรมฯ นิยามคำ ประทิ่น ว่าเป็นคำนามแปลว่า เครื่องหอม ส่วนคำ ประทิน นั้น ตัวสะกดและความหมายคล้าย ๆ กัน เพราะเครื่องประทิน   ผิว เครื่องประทินโฉมต่าง ๆ หมายถึง เครื่องสำอางซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับ เครื่องหอม พจนานุกรมฯ นิยามคำ ประทิน ว่า เป็นคำกริยา แปลว่า ทําให้สะอาดหมดจด เช่น ประทินผิว

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 มี.ค. 53

***********************************************************

การแสดงปาง
 
การแสดงปาง (มุทรา) ด้วยพระหัตถ์ของพระพุทธรูปเป็นที่ยอมรับและใช้สืบ ต่อกันมาช้านาน จนกลายเป็นแบบอย่างที่กระทำขึ้นเพื่อแสดง ทิพยกิริยา การแสดงปางของพระพุทธรูปในประเทศต่าง ๆ มีปางที่นิยมสร้างขึ้นตรงกัน ๖ ปาง ดังที่หนังสือ ศิลปกรรมไทย : พระพุทธปฏิมา พระบรมมหาราชวัง วัด เรือนไทยภาคกลาง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  กล่าวถึงไว้ มีดังนี้
   
๑. ปางประทานพร หรือ วรธะมุทรา ใช้กับพระพุทธรูปยืน แสดงท่าห้อยพระหัตถ์ขวาลงหงายฝ่าพระหัตถ์ออกยื่นไปข้างหน้าเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายมีทั้งแบบที่ยกขึ้นจับชายจีวรไว้ และแบบที่ห้อยลงข้างพระวรกายหรืออาจทำกลับกัน
   
๒. ปางประทานอภัย หรือ อภยะมุทรา ใช้กับพระพุทธรูปยืน แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวายื่นอ อกไปข้างหน้า ฝ่าพระหัตถ์หันออกและเหยียดพระกรตรง มีทั้งที่ยกเพียงพระหัตถ์เดียวและ ยก ๒ พระหัตถ์ ท่าที่ยกทั้ง ๒ พระหัตถ์นั้นตรงกับ ปางห้ามสมุทร
   
๓. ปางเทศนา หรือ วิตารกะมุทรา แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวาขึ้น หันฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า นิ้วหัวแม่มือบิดเข้าแตะโคนนิ้วชี้ แสดงท่าสั่งสอน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระวรกาย
   
๔. ปางปฐมเทศนา หรือ ธัมมะจักรามุทรา แสดงท่ายกพระหัตถ์ขวาขึ้น ฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า กรีดนิ้วพระหัตถ์เป็นวงในลักษณะธรรมจักร และยังมีที่ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นเป็น เชิงประคองพระหัตถ์ขวา
   
๕. ปางมารวิชัย หรือ ภูมิผัสสะมุทรา แสดงท่าทอดพระหัตถ์ขวาลงพาดพระชานุ (เข่า) ที่แสดงชี้อ้างเอาพระธรณีเป็นพยานในคราวตรัสรู้ พระหัตถ์ซ้ายทอดวางบนพระเพลา แบฝ่าพระหัตถ์ในท่าปรกติ
   
๖. ปางสมาธิ หรือ ธยานะมุทรา แสดงท่าวางพระหัตถ์ประสานกันบนพระเพลา ส่วนมากพระหัตถ์ขวาวางทับพระหัตถ์ ซ้าย มักใช้กับพระพุทธรูปนั่งทั้งสมาธิราบและสมาธิเพชร
   
นอก จากนั้นยังมีท่าปลีกย่อยอีก ๒ ท่า คือ ท่าพิจารณาธรรม และ อัญชลีมุทรา คือท่าพนมมือ ซึ่งโดยมากใช้กับพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าในอดีตและ พระสาวก ตลอดจนพระโพธิสัตว์ของฝ่ายมหายาน.

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 มี.ค. 53

***********************************************************

ขอมดำดิน
 
ขอมดำดิน เป็นแท่งหินทรายสีแดง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า เป็นหลักเมืองเก่าของเมืองสุโขทัย เมื่อครั้งสร้างวัดมหาธาตุขึ้นนั้น คงไม่ได้ย้ายหลักเมืองออกไป จึงเหลือแท่งหินอยู่ เดิมแท่งหินนี้อยู่ใกล้พระเจดีย์ประธานในวัด มหาธาตุ ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเกรงว่าจะถูกทำลายเสีย หาย จึงให้ย้ายมาไว้ที่ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ย้ายไปไว้ที่ศาลแม่ย่า จังหวัดสุโขทัย จนถึงปัจจุบัน
   
สารานุกรม ประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า ตำนานเกี่ยวกับ “ขอมดำดิน” มีปรากฏอยู่ ๒ เรื่องคล้ายคลึงกัน  เรื่องแรก อยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๖ กล่าวถึง พระร่วงราชกุมาร โอรสของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้ครองเมืองสุโขทัย กับนางนาค ชายา พระร่วงราชกุมารเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ เมื่อเจริญวัยได้ออกบวช ขณะนั้นเมืองต่าง ๆ ล้วนต้องส่งส่วยน้ำต่อพระเจ้ากรุงกัมพูชา โดยนำตุ่มใส่น้ำบรรทุกเกวียนไป พระภิกษุร่วงจึงให้สานภาชนะขนาดใหญ่สำ หรับใส่น้ำแทนตุ่ม ปรากฏว่าน้ำไม่รั่วออกมา พระเจ้ากรุงกัมพูชาทรงทราบว่ามีผู้มีฝีมืออยู่ในเมืองสุโขทัย จึงคิดกำจัด โดยส่งผู้ที่มีฝีมือแก่กล้าไปจับตัว เมื่อใกล้ถึงก็ดำดินไปผุดขึ้นที่วัดมหาธาตุ พบพระร่วงกำลังกวาดลานวัดแต่ไม่รู้จักจึงถามหา พระร่วงทราบว่าเป็นผู้จะมาปองร้าย จึงกล่าวว่า ท่านจงรออยู่ที่นี่ วาจานั้นเป็นวาจาสิทธิ์ ชายผู้นั้นก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ และกลายเป็นหินไป
   
เรื่องที่ ๒ ปรากฏในพงศาวดารเหนือ กล่าวถึง นายร่วงผู้มีวาจาสิทธิ์ บุตรชายนายคงเคราพ่อเมืองละโว้ เมื่อบิดาเสียชีวิต นายร่วงได้เป็นนายกองส่งส่วยน้ำแทนบิดา เห็นว่าการขนส่งส่วยน้ำนั้นลำบาก จึงให้คนสานชะลอมแล้วเอาไปจุ่มในน้ำ และสั่งให้น้ำขังอยู่ในนั้น เมื่อกษัตริย์เขมรทราบเรื่อง เกรงว่านายร่วงจะกลายเป็นศัตรูสำคัญในอนาคต จึงให้ผู้มีฝีมือไปจับ นายร่วงหนีไปบวชอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ฝ่ายผู้ที่ตามมาก็ดำดินมาผุดใกล้ที่พระร่วงกวาดลานวัดอยู่แล้วถาม หา พระร่วงจึงสั่งให้คอยอยู่ที่นั่น จนกลายเป็นหินไป.

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มี.ค. 53

***********************************************************

เมือง กับ มหานคร
 
ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า “เมือง” กับ “มหานคร” ต่างกันอย่างไร เหตุใดเมืองบางเมืองจึงได้ชื่อว่าเป็นมหานคร มีหลักเกณฑ์อย่างไรจึงเรียกว่า มหานคร
   
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำนิยามของ “เมือง” (town) ว่า พื้นที่ตั้งชุมชนซึ่ง มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้าน มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลและจัดการ อาจเรียกเมืองต่าง ๆ ตามลักษณะกิจกรรมที่สำคัญในเมืองนั้น ๆ เช่น เมืองการค้า เมืองอุตสาหกรรม หรือตามสถานที่ตั้ง เช่น เมืองชายทะเล หรือเมืองท่าทางทะเล 
   
ส่วนคำว่า “มหานคร” ราชบัณ ฑิตยสถานบัญญัติจากคำว่า metropolis  หมายถึง เมืองขนาดใหญ่มากหรือเมืองแม่ของ รัฐหรือประเทศ มีความสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ลักษณะสำคัญของมหานคร คือ ประการแรก เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจการเงิน สังคมและวัฒนธรรม สามารถที่จะดึงเอาผลผลิตของประเทศนั้น ๆ มาอยู่ภายในเขตเมืองใหญ่ เพื่อการเก็บรวบรวม การค้าขายและการขนส่ง ตามปรกติแหล่งอุตสาหกรรมจะตั้งอ ยู่ภายในหรือใกล้มหานครด้วย ประการที่ ๒ ตั้งอยู่โดด ๆ ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับมหานครอื่น ๆ ถ้าติดต่อกับชุมชนเมืองอื่น ๆ จะกลายเป็นอภิมหานคร (megalopolis) ซึ่งก็คือ เขตที่มีเมืองและนครใหญ่ ๆ อยู่หนาแน่นติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น ทางชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาด้านมหาสมุทร แอตแลนติก ตั้งแต่ทางใต้ของเมืองบอสตันลงมาถึง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีเมืองเรียงรายเป็นจำนวนมาก และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น
   
ตัวอย่างมหานครที่เห็นได้ชัดเจน คือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังมีลักษณะของความเป็น “เอกนคร หรือ เมืองโตเดี่ยว” (primate city) ด้วย คือ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และใหญ่กว่าเมืองในระดับรองลงมามากกว่า ๒-๓ เท่า ทั้งนี้ เนื่องจากมีการขยายตัวของเมืองมากกว่าเมืองอื่น ๆ จนเกิดความแตกต่างใน ขนาดของประชากรอย่างเห็นได้ชัด มีผู้เปรียบเทียบเมืองเอกนครนี้ว่าเป็นมหานคร

ที่มา : เดลินิวส์ 16 มี.ค. 53

***********************************************************


เผยผลตรวจดีเอ็นเอ "ตุตันคาเมน" ไม่ใช่โอรสแห่งราชินีเนเฟอร์ติตี
 
บรรยากาศการแถลงข่าวผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอและซีทีสแกนพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.53 ซึ่งมีสื่อมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจร่วมรายงานข่าวการค้นหาอดีตแห่งดินแดนไอยคุปต์ (เอเอฟพี)
นักอียิปต์วิทยาเผยข้อมูลใหม่แห่งราชวงศ์ไอยุปต์ ผลดีเอ็นเอชี้ "ฟาโรห์ตุตันคาเมน" สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรียตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และไม่ใช่พระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตีผู้โด่งดัง แต่เป็นพระขนิษฐาของฟาโรห์ผู้เป็นพระบิดา
       
        มีข้อค้นพบใหม่ๆ เกี่ยวกับฟาโรห์ "ตุตันคาเมน" (Tutankhamun) มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอ และการทำซีทีสแกนพระศพบ่งชี้ว่า ยุวกษัตริย์แห่งอียิปต์พระองค์นี้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมาลาเรีย ไม่ใช่ถูกปลงพระชนม์อย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อนหน้านี้
       
        อีกทั้งยังพบว่า ตุตันคาเมนมีอาการเท้าแปข้างหนึ่งด้วย ซึ่งซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านอียิปต์วิทยา แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์อียิปต์ (Egyptian museum) ในกรุงไคโร
       
        ฮาวาสส์เปิดเผยว่า พบร่องรอยการบาดเจ็บบริเวณด้านหลังของกะโหลกศีรษะของฟาโรห์หนุ่ม ซึ่งเป็นหลักฐานให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ แต่ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแต่งพระศพ
       
        "เราพบหลักฐานจากดีเอ็นเอที่พิสูจน์ว่า พระองค์ได้รับเชื้อโรคมาลาเรียอย่างรุนแรง พระองค์ประชวร พระวรกายไม่แข็งแรง และต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 19 พรรษา และได้รับเชื้อมาลาเรีย พระองค์ทรงลื่นล้ม ซึ่งเราอาจไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่ บางทีอาจลื่นล้มในห้องน้ำก็เป็นได้" ฮาวาสส์เผย
       
        "เมื่อพระองค์ทรงลื่นล้ม และพระวรกายที่อ่อนแอเนื่องจากโรคมาลาเรีย จึงเป็นเหตุให้พระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร" ฮาวาสส์ กล่าว ซึ่งนักอียิปต์วิทยาสันนิษฐานว่าฟาโรห์ตุตันคาเมนสิ้นพระชนม์ในขณะมีพระชนมายุได้เพียง 19 พรรษา หลังจากปกครองอียิปต์ได้เพียง 10 ปี ตั้งแต่ช่วง 1333-1324 ปีก่อนคริสต์ศักราช และในเวลานั้นพระองค์อาจกำลังมีรัชทายาท เนื่องจากผลการพิสูจน์ศพของทารก 2 ศพ ที่พบในสุสานของพระองค์พบว่ามีเชื้อสายของฟาโรห์ตุตันคาเมน และน่าจะเกิดจากพระชายาอัคเซนปาอามุน (Ankhsenpaamon)
       
        ทีมนักวิจัยยังได้นำผลการตรวจดีเอ็นเอของฟาโรห์ตุตันคาเมนและมัมมีอื่นๆ รวม 11 ศพ ที่พบในสุสาน มาร่างเป็นแผนภูมิลำดับเครือญาติ ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระบิดาของตุตันคาเมนคือฟาโรห์อาเคนาเตน (Akhenaten) ที่ปกครองอียิปต์ในช่วง 1351-1334 ปีก่อนคริสต์ศักราชอย่างแน่นอน
       
        นอกจากนั้น มัมมี่ที่เคยพบในหลุมศพที่ 55 ของหุบผากษัตริย์ (Valley of Kings) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นร่างของบุคคลใด แต่ล่าสุดทีมวิจัยสามารถระบุได้แล้วว่าร่างดังกล่าวคือพระศพของราชินีตียี (Queen Tiye)
       
        ส่วนมัมมีอีกร่างหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ระบุไม่ได้เช่นกัน แต่รู้จักกันในนาม "หญิงสาวผู้อ่อนเยาว์" (Younger lady) ซึ่งถูกค้นพบในหุบผากษัตริย์เมื่อปี 1898 โดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส บัดนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าคือร่างของพระมารดาที่แท้จริงของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งล้มล้างทฤษฎีเดิมที่ว่าตุตันคาเมนเป็นพระโอรสของพระนางเนเฟอร์ติตี (Queen Nefertiti) ทว่ายังไม่มีผู้ใดทราบพระนามของพระนาง
       
        "พระนางเป็นพระธิดาในฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) และราชินีตียี ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นพระนางเนเฟอร์ติตี" ฮาวาสส์ กล่าว ฉะนั้นพระมารดาของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็คือพระขนิษฐาของฟาโรห์อเคนาเตน ซึ่งก็คือพระบิดาของตุตันคาเมนนั่นเอง ซึ่งการแต่งงานระหว่างพี่กับน้องไม่ใช่เรื่องผิดปกติของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์
       
        "ข้อมูลนี้ทำให้เราได้ข้อมูลด้านใหม่ของราชวงศ์แห่งไอยคุปต์ หลังจากที่ไม่สามารถมีพระโอรสกับพระนางเนเฟอร์ติตี มเหสีเอก และเจ้าหญิงกียา (Kiya) พระชายาอีกพระองค์ได้ ฟาโรห์อเคนาเตนก็ทรงได้พระขนิษฐาของพระองค์เป็นพระชายาอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งให้กำเนิดพระโอรสในเวลาต่อมา" มาร์ค กาบอร์ด(Marc Gabord) นักอียิปต์วิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญด้านฟาโรห์ตุตันคาเมน กล่าวในเอเอฟพี


พระพักตร์ของฟาโรห์ตุตันคาเมน (เอเอฟพี)


ที่บรรจุพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ (เอเอฟพี)


พระศพของฟาโรห์อเคนาเตน พระบิดาแห่งฟาโรห์ตุตันคาเมน (เอเอฟพี)


พระศพของพระมารดาของฟาโรห์ตะตันคาเมน ซึ่งยังไม่มีใครทราบพระนามที่แท้จริงของพระองค์ แต่รู้จักกันดีในนาม "The Younger Lady" (เอเอฟพี)


พระมารดาที่แท้จริงของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งไม่ใช่พระนางเนเฟอร์ติตีอย่างที่เคยเข้าใจกันตามทฤษฎีเดิม (เอเอฟพี)


พระศพของพระราชินีตียี พระอัยยิกาของฟาโรห์ตุตันคาเมน (เอเอฟพี)

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2553

***********************************************************




10 อันดับประเทศที่เป็นเกาะที่เล็กที่สุดในโลก


 

10.  แอนติกัว และ บาร์บูดา Antigua and Barbuda
ที่ตั้ง : ในกลุ่มเกาะลีวาร์ด (Leeward Archipelago) ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติค
เมืองหลวง : กรุงเซนต์จอห์น (St.John)
พื้นที่ : 442 ตารางกิโลเมตร

9.  บาร์บาโดส Barbados
ที่ตั้ง : ในกลุ่มเกาะวินวาร์ด (Windward Archipelago) ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติค
เมืองหลวง : กรุงบริดจ์ทาวน์ (Bridgetown)
พื้นที่ : 431 ตารางกิโลเมตร

8.  เซนต์วินเซนต์แอนเดอะเกรนาดีนส์ St.Vincent and The Grenadines
ที่ตั้ง : กลุ่มเกาะวินวาร์ด ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติค
เมืองหลวง : กรุงคิงส์ทาวน์ (Kingstown)
พื้นที่ : 388 ตารางกิโลเมตร

7.  เกรนาดา Grenada
ที่ตั้ง : กลุ่มเกาะวินวาร์ด ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติค
เมืองหลวง : กรุงเซนต์จอร์เจส (St.Geroge's)
พื้นที่ : 344 ตารางกิโลเมตร
ป.ล. เกรนาดาเป็นบ้านเกิดของเจสัน โรเบิร์ต (Jason Roberts) กองหน้าของแบล็คเบิร์น โรเวอร์

6.  มอลตา Malta
ที่ตั้ง : ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปยุโรป
เมืองหลวง : กรุงวัลเลตตา (Valletta)
พื้นที่ : (รวมทั้ง 2 เกาะ คือ โกโซ และ มอลตา) 316 ตารางกิโลเมตร

5.  มัลดีฟส์ Maldives
ที่ตั้ง : ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย ทางตะวันตกของประเทศศรีลังกา ในมหาสมุทรอินเดีย ทวีปเอเซีย
เมืองหลวง : กรุงมาเล่ (Male')
พื้นที่ : (มีเกาะทั้งหมด 1,190 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาน 300 เกาะ) 300 ตารางกิโลเมตร

4.  เซนต์คริสโตเฟอร์และเนวิส St.Christopher (St.Kitts) and Nevis
ที่ตั้ง : กลุ่มเกาะลีวาร์ด ทะเลแคริบเบียน มหาสมุทรแอตแลนติค ทวีปอเมริกาเหนือ
เมืองหลวง : กรุงบาสแตร์ (Basseterre)
พื้นที่ : 261 ตารางกิโลเมตร

3.  หมู่เกาะมาร์แชลล์ Marshall Islands
ที่ตั้ง : ในกลุ่มเกาะไมโครนีเซีย ทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก
เมืองหลวง : กรุงเดลับ-อูริก้า-ดาร์ริท (Delap-Uriga-Darrit) หรือรู้จักกันในนาม กรุงมาจูโร (Majuro)
พื้นที่ : 181 ตารางกิโลเมตร

2.  ตูวาลู Tuvalu
ที่ตั้ง : ในกลุ่มเกาะคิริบาติ (Kiribati) ทางตอนกลางของทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก
เมืองหลวง : กรุงฟองกาฟาเล่ (Fonga Fale') หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม กรุงฟูนะฟูตี (Funafuti)
พื้นที่ : 26 ตารางกิโลเมตร

ป.ล. ตูวาลู จะเป็นประเทศแรก ที่น้ำท่วมพื้นที่ทั้งประเทศ เนื่องมาจากผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

1.  นาอูรู Nauru
ที่ตั้ง : ในกลุ่มเกาะเมลานีเซีย (Melanesia) ทางตอนกลางของทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก
เมืองหลวง : ไม่มีเมืองหลวง แต่ทำเนียบรัฐบาลของประเทศตั้งอยู่ที่ตำบลยาเร็น (Yaren District)
พื้นที่ : 21 ตารางกิโลเมตร

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553

***********************************************************



ย้อนเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่รอบโลกช่วงหลายปีที่ผ่านมา


 

เอเอฟพี - จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 7.0 ริกเตอร์ ที่ถล่มเฮติ ประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนในวันอังคาร (12) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งทำให้อาคาร บ้านเรือนพังพินาศเสียหายอย่างกว้างขวาง และสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วเมือง และต่อไปนี้คือการย้อนลำดับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รวมถึงสึนามิ ที่เกิดขึ้นรอบโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

30 กันยายน 2009 แผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์ถล่มเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 คน

29 กันยายน 2009 คลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งเกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวรุนแรง 8.0 ริกเตอร์ ได้ซัดเข้ากวาดหมู่บ้าน และรีสอร์ตจำนวนมากในซามัว และหมู่เกาะข้างเคียงในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงตองกาทางตอนเหนือ จนราบเป็นหน้ากลอง มีผู้เสียชีวิต 186 คน

2 กันยายน 2009 เกาะชวา ซึ่งเป็นเกาะหลักของอินโดนีเซียถูกเขย่าด้วยแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ คร่าชีวิตผู้คนไป 123 คน ทั้งยังทำให้เกิดโคลนถล่มอีกด้วย

6 เมษายน 2009 ธรณีพิโรธ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 5.8 ริกเตอร์ สังหารผู้คนไปเกือบ 300 คนในเมืองลาควิลา และเมืองใกล้เคียงของอิตาลี


เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว

29 ตุลาคม 2008 แผ่นดินไหว 6.4 ริกเตอร์ ถล่มทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน และอีกหลายหมื่นคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย

12 พฤษภาคม 2008 ธรณีพิโรธรุนแรงครั้งใหญ่ 8.0 ริกเตอร์โจมตีมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีผู้คนต้องล้มตาย และสูญหายไม่น้อยกว่า 87,000 ชีวิต

3 กุมภาพันธ์ 2008 แผ่นดินไหว ที่ความรุนแรง 6.1 ริกเตอร์ เกิดขึ้นที่ทางตะวันออกของประเทศคองโก และทางตะวันตกของรวันดา มีผู้เสียชีวิต 45 คน และอีกหลายพันคนไร้ที่อยู่อาศัย

2 เมษายน 2007 หมู่เกาะโซโลมอนตะวันตกเจอภัยสึนามิ จากแผ่นดินไหวรุนแรง 8.0 ริกเตอร์ คร่าชีวิตชาวเกาะไปมากกว่า 50 คน และอีกนับพันคนต้องอพยพย้ายถิ่น

6 มีนาคม 2007 แผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ ถล่มเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้บ้านเรือนพังราบ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน

17 กรกฎาคม 2006 แผ่นดินไหวใต้ทะเลรุนแรง 7.7 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งเกาะชวาของอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ สังหารผู้คนไปไม่ต่ำกว่า 596 คน บาดเจ็บอีกกว่า 9,500 คน ผู้คนต้องไรที่อยู่อาศัยอีกร่วม 74,000 คน

27 พฤษภาคม 2006 ธรณีพิโรธ วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.3 ริกเตอร์ในยอร์กยาการ์ตา ของอินโดนีเซีย คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 6,000 คน และอีก 1.5 ล้านคนต้องกลายเป็นคนไร้ที่อยู่

8 ตุลาคม 2005 แผ่นดินไหว 7.5 ริกเตอร์คร่าชีวิตชาวปากีสถานมากกว่า 75,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจังหวัดนอร์ท เวสต์ ฟรอนเทียร์ และรัฐแคชเมียร์ โดยอีกกว่า 3.5 ล้านคนกลายเป็นคนไม่มีที่อยู่

28 มีนาคม 2005 แผ่นดินไหวรุนแรง 8.6 ริกเตอร์ในเกาะเนียส นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา มีผุ้เสียชีวิตอย่างน้อย 900 คน

26 ธันวาคม 2004 แผ่นดินไหวใต้ทะเล ความรุนแรงถึง 9.1 ริกเตอร์ เกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะสุมาตรสุมาตรา และยังก่อให้เกิดสึนามิคร่าชีวิตคนไปถึง 220,000 คนในหลายๆ ประเทศแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะที่ในอินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตถึง 168,000 คน

26 ธันวาคม 2003 แผ่นดินไหวเมืองแบม ของอิหร่าน วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.7 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 31,884 คน บาดเจ็บอีกว่า 18,000 คน

26 มกราคม 2001 ภาคตะวันตกของรัฐคุชราต อินเดีย ถูกถล่มด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิต 25,000 คน บาดเจ็บอีก 166,000 คน

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553

***********************************************************



10 อันดับตึกสูงที่สุดในโลก ทะยานแยงแทงเสียดฟ้า



ตึกเบิร์จ คาลิฟา ตึกที่สูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน

ใครที่ชื่นชอบความสูงเร่เข้ามา เพราะฉันจะพาไปเล่นของสูง แต่ไม่ใช่แบบเพลงเล่นของสูงของบิ๊กแอสหรอกนะ แต่เป็นพาไปรู้จักกับตึกที่สูงมากถึงสูงที่สุดในโลกในยุคนี้ พ.ศ.นี้ต่างหาก เพราะเมื่อเร็วๆนี้ที่ดูไบได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของตึกใหม่ตึกที่สูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน (ไม่นับรวมหอคอยชมเมืองและหอส่งสัญญาณโทรทัศน์) ซึ่งก็คือตึก "เบิร์จ ดูไบ" และแน่นอนเมื่อมีการเปิดตัวตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ก็ทำให้ตึก "ไทเป 101" ที่เคยสูงที่สุดในโลกได้ถูกทำลายสถิติไปอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน

"เบิร์จ ดูไบ" (Burj Dubai ) หรือในปัจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "เบิร์จ คาลิฟา" (Burj Khalifa) หรือชื่อเต็มๆว่า "ชีค คาลิฟาร์ บิน ซาย์เอ็ด อัล-นาห์ยัน ทาวเวอร์" ซึ่งตั้งชื่อตามประธานาธิบดีของ UAEเพื่อเป็นการให้เกียรติในฐานะผู้นำประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และผู้นำของนครรัฐอาบู ดาบี

สำหรับสิ่งก่อสร้างที่ฉันมองแล้วมีรูปทรงเรียวยาวแหลมสูงคล้ายจรวดแห่งนี้ เริ่มก่อสร้างขึ้นเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาขนาดยักษ์ของเมืองดู ไบ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2547 ออกแบบโดยเอเดรียน สมิธ สถาปนิกชาวชิคาโก ซึ่งเป็นเจ้าเดียวกับผู้ออกแบบ วิลลิสทาวเวอร์ อาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เบิร์จ คาลิฟา สร้างแล้วเสร็จในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา ด้วยความสูง 818 เมตร สูงกว่าอาคารไทเป 101เจ้าของสถิติเดิมถึง 309 เมตร ถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกใหม่ล่าสุดในขณะนี้ ไม่เพียงเท่านั้น เบิร์จ คาลิฟา ยังครองสถิติอาคารที่มีจำนานชั้นมากที่สุดคือ 162 ชั้นอีกด้วย


ตึกไทเป 101ไต้หวัน

 นอกจากนี้ยังได้ทำลายสถิติหอคอยที่สูงที่สุดในโลกคือหอคอยซีเอ็น ที่โทรอนโท ประเทศแคนาดา ซึ่งมีความสูง 553.3 เมตร และแซงหน้าสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา นั่นคือ เสาอากาศโทรทัศน์ KVLY-TV Mast ที่สหรัฐอเมริกาด้วย และเป็นแชมป์สถิติตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกนับถึงชั้นหลังคา โดยสูงถึง 546 เมตร จากเจ้าของสถิติเดิมคืออาคารไทเป 101 ซึ่งสูง 449.2 เมตร อีกทั้งยังได้ครองสถิติปั๊มคอนกรีตทางดิ่งที่สูงที่สุดในโลกสำหรับการก่อสร้างอาคาร ซึ่งสูงถึง 512.1 เมตร โค้นแชม์อาคารไทเป 101 ที่เคยสูง 439.2 เมตร และยังครองสถิติปล่องลิฟต์ที่ยาวที่สุดในโลกคือ 514 เมตร อีกด้วย

แน่นอนว่าตึกที่สูงรองลงมาก็คือ "ไทเป 101" แห่งไต้หวัน ที่สูง 509 เมตร มีจำนวนชั้นทั้งหมด 101 ชั้น ออกแบบโดย ซี.วาย. ลี สถาปนิกชาวไต้หวัน เริ่มสร้างในปี พ.ศ.2543 แล้วเสร็จและเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2547 ไทเป 10เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีลดอันตรายจากแรงลมอันทันสมัยตามหลักวิทยาศาสตร์ กับการตกแต่งด้วยรูปหัวมังกรที่มุมอาคารทั้ง 4 ด้านทุกปล้องเพื่อขับไล่ภูติผีปิศาจ ตามหลักความเชื่อทางไสยศาสตร์จากคำบอกเล่าของซินแส


เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์(สูง)
สูงลำดับที่ 3 ตั้งคู่กับตึกจินเหมาทาวเวอร์(ต่ำ)
ที่สูงลำดับที่ 10 ของโลก

ตึกระฟ้าสูงอันดับ 3 ของโลก คือ "เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตึกแห่งนี้สูง 492 เมตร ประกอบด้วยชั้น 101 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น สร้างในปี พ.ศ.2540-2551 ถือเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศจีน แซงหน้าอาคารจินเหมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง


ตึกอินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์ ฮ่องกง

ลำดับ 4 เป็นตึก "อินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์" บนเกาลูนตะวันตก ในฮ่องกง มี 118 ชั้น สูง 484 เมตร ก่อสร้างในช่วงปี พ.ศ.2550-2553โดยที่ตั้งของตึกนี้เรียกว่า ยูนิออนสแควร์เฟส 7 ส่วนชื่ออินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์นั้น ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2548


ตึกแฝดเปโตรนาส ครองอันดับที่ 5 และ6 ร่วม

สำหรับตึกสูงลำดับที่ 5 และ 6 คือตึก"เปโตรนาส" ที่มีความสูง 452 เมตร จำนวน88 ชั้น ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2541 ตั้งอยู่บริเวณใจกลางย่านธุรกิจของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นอาคารแฝดมี 2หอคอย ได้รับแรงบันดาลใจจากเสาหินทั้ง 5 ของศาสนาอิสลาม ผสมผสานกับโครงเหล็กที่ห่อหุ้มในแต่ละจุด ทำให้เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตามีสะพานเชื่อมลอยฟ้า (Sky Bridge) ในบริเวณชั้นที่ 41 และ 42ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิวทิวทัศในมุมสูงสุดหวาดเสียวได้ฟรี วันละประมาณ 1,000คน โดยจะต้องมารับตั๋วในตอนเช้าก่อนขึ้นชมในแต่ละรอบ และเนื่องจากอาคารแห่งนี้เป็นตึกแฝดมี 2 หอคอย จึงครองอันดับที่ 5 และ 6 ร่วมกัน อีกทั้งยังครองอันดับตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย


หนานจิงกรีนแลนด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์
ตึกระฟ้าที่สูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก

 ตึกสูงอันดับ 7คือตึก "หนานจิงกรีนแลนด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์" มีความสูง 450 เมตร 89 ชั้น ซึ่งเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2551และกำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยสถาปนิกคนเดียวกับผู้สร้าง เบิร์จ คาลิฟา ตึกหลังนี้จะมีดาดฟ้าชมวิวบนชั้นที่ 72 ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน 287 เมตร สามารถมองเห็นภาพมุมกว้างของเมืองหนานกิงและแม่น้ำแยงซี ทะเลสาบสองแห่ง และภูเขาหนิงเจิงได้เป็นอย่างดี


ตึกวิลลิสทาวเวอร์ ในอเมริกา
สูงเป็นลำดับที่ 8ของโลก

ตึกสูงอันดับ 8 ได้แก่"วิลลิสทาวเวอร์"หรือมีชื่อเดิมที่คุ้นหูว่า"เซียรส์ทาวเวอร์"ตั้งอยู่ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา สร้างในปี พ.ศ.2513 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2517 มีความสูง 442 เมตร และมีจำนวนชั้นทั้งสิ้น 108 ชั้น เคยครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดของโลกตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2518 จนถึงปีพ.ศ. 2548 ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับตึกแฝดเปโตรนาสของมาเลเซีย


ตึกกว่างโจวเวสต์ทาวเวอร์ ตึกที่สูงเป็นอันดับที่ 9 ของโลก

ลำดับที่ 9 ได้แก่ “กว่างโจวเวสต์ทาวเวอร์”ตั้งอยู่ที่ เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตึกระฟ้าขนาด 103 ชั้น สูง 440.2 เมตร ตึกได้เริ่มสร้างในปี พ.ศ.2548 และสร้างถึงจุดสูงสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และมีการเปิดตัวในปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา

ส่วนตึกสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก ได้แก่ "จินเหมาทาวเวอร์" ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มีความสูง 421 เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2541 มีจำนวนชั้นทั้งหมด 88 ชั้น ซึ่งคนจีนถือว่าเลข 8 เป็นเลขดีเลขนำโชค รูปแบบการก่อสร้างอาคารแห่งนี้เหมือนกับเจดีย์โบราณของจีน จุดที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวได้สูงสุดคือโรงแรมเซี่ยง ไฮ้แกรนด์ไฮแอท ในชั้นที่ 53-87 และชั้นที่ 88 จะไม่ใช่พื้นที่ของโรงแรม แต่เป็นส่วนที่เรียกว่า สกายวอล์ค เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเล่นเพื่อดูวิวมุมสูงได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว

เมื่อรู้จักกับ 10 อันดับตึกระฟ้าที่สูงที่สุดของโลกปัจจุบันนี้แล้ว ใครที่อยากจะท้าทายความสูงก็สามารถเดินทางไปพิชิตกันได้ ส่วนใครที่ยังกล้าๆกลัวๆก็ลองไปชิมลางกันก่อนได้ที่ "ใบหยก 2 ทาวเวอร์" มหานครกรุงเทพฯ ประเทศไทยของเราได้ ซึ่งตึกใบหยก 2 แห่งนี้สูงเป็นลำดับที่ 47ของโลก ด้วยความสูง 304 เมตร จำนวน 88 ชั้นรวมชั้นใต้ดิน ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2540 ในชั้นที่ 77 และ 84 เป็นชั้นสำหรับชมวิว โดยที่ชั้น 84 เป็นดาดฟ้าหมุนได้รอบ ทั้งสองชั้นนี้เปิดให้เข้าชมระหว่างเวลา 10.30 ถึง 22.00 น.

แต่ในปี 2553 นี้ตึกใบหยก 2 ที่สูงที่สุดในประเทศไทยอาจจะถูกทำลายสถิติ โดยตึก "โอเชี่ยนวัน" (Ocean 1 Tower) คอนโดใจกลางพัทยา ซึ่งปัจจุบันกำลังก่อสร้างมีความสูง91 ชั้น 327 เมตร สูงกว่าตึกใบหยก 2 ถึง 23 เมตร คาดว่าจะเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยและเป็นที่พักอาศัยที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

หมายเหตุ : ข้อมูลลำดับ 10 ตึกสูงที่สุดในโลกอ้างอิงจากวิกิพีเดีย

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2553

***********************************************************



7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทั้ง 3 ยุค


ยุคโบราณ    1. พีรามิดแห่งเมืองกิเซห์ 2. โบสถ์แห่งเดียนา 3. สุสานของกษัตริย์มอโซลุส 4. สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน 5. เทวรูปซีอูส 6. เทวรูปโคโลสซูส 7. ประภาคารฟาร์โรห์

ยุคกลาง   1. หอเอนเมืองปิซา  2. โคลอสเซียมแห่งโรม  3. สุสานแห่งอเล็กซานเดรีย  4. สุเหร่าเซ็นต์โซเฟีย  5. กำแพงเมืองจีน  6. เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง  7. กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์ 

ยุคปัจจุบัน   1. ปราสาทหินนครวัต นครธม  2. ทัชมาฮาล  3. พระราชวังแวร์ซายส์  4. เรือควีนแมรี่  5. สะพานโกลเด้นเกท  6. ตึกเอมไพรสเตรท  7. เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์ 

การจัดแบ่งสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม สามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ

1. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
2. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง
3. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน

1. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ (อายุตั้งแต่ 5,000 ปี ก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 500)

ประมวลและจัดโดยนักปราชญ์กรีก ชื่อ แอนติเพเตอร์( Antipater ) แห่งไซดอน ( Sidon )ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล สิ่งมหัศจรรย์ของโลก 7 อย่าง ยุคโบราณเป็นผลงานของมนุษย์ทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม จากยุคสมัยแรกเริ่มอารยธรรมของโลกในแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ ในประเทศอียิปต์ ถึงยุคความรุ่งเรืองของอารยธรรมกรีกโบราณและยุคสมัยอาณาจักรโรม ันเรืองอำนาจ อันได้แก่

1) พีระมิดแห่งเมืองกิเซห์ ( The Pyramids of Giza, Egypt )

 

สถานที่ตั้ง เมืองกิเซห์ ประเทศอียิปต์ ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

พีระมิดเป็นที่เก็บพระศพของกษัตริย์อียิปต์ในสมัยโบราณ ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ห่างไปทางตอนใต้ของเมืองอ เลกซานเดรีย ประมาณ 160 กิโลเมตร สร้างด้วยหินเป็นรูปกรวยเหลี่ยม เมื่อประมาณ 3500 ปี ก่อนคริสตกาล กินเนื้อที่ในบริเวณพีระมิด 131 เอเคอร์ พีระมิดนี้ สูงถึง 147 เมตร ฐานกว้างด้านละ 230 เมตร ใช้ก้อนหินในการก่อสร้าง 2500000 ก้อน หนักก้อนละ 2 ตันครึ่ง บางก้อนหนักถึง 16 ตัน รวมน้ำหนักกว่า 6,000,000 ตัน มีการเตรียมการสร้างถึง 10 ปี ใช้กรรมกรก่อสร้างประมาณ 100000 คน มาใช้แรงงานถึง 20 ปี เพื่อสร้างพีระมิดดังกล่าวให้สำเร็จจนลุล่วง ปัจจุบันส่วนยอดของพีระมิดทรุดโทรมลงจนมีความสูงเพียง 137 เมตร

2) โบสถ์แห่งเดียนา ( The Temple of Artemis at Ephesus )

 

สถานที่ตั้ง เมืองเอฟฟิอุส ประเทศกรีก ปัจจุบัน ยังมีซากหลงเหลืออยู่บ้าง

โบสถ์แห่งเดียนา สร้างขึ้นโดยชาวเอฟฟิเซียนด้วยฝีมือของบรรดาสถาปัตย์กรีกผู้มีชื่อเสียง ซึ่งสร้างได้งามวิจิตรพิสดารมากทั้งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึง อาร์เทมิส ผู้มาจากสวรรค์ผู้ที่ได้ช่วยกู้ความหายนะของเมืองไว้ได้ถึง 2 ครั้ง เมื่อศตวรรษที่ 5 ก่อนคริศตกาล ยาวถึง 425 ฟุต กว้าง 225 ฟุต มีเสาหินอ่อนรวม 127 ต้น แต่ละต้นสูง 60 ฟุต หลังคาใช้กระเบื้องหินอ่อน ส่วนประตูประดับประดาไปด้วยงาช้างและทองคำ

3) สุสานของกษัตริย์มอโซลุส ( The Tomb of Mausolus, Mausoleum of Mausolus or Mausoleum at Halicarnassus )

 

สถานที่ตั้ง เมืองฮาลคาร์นาซัส ประเทศตุรกี ปัจจุบัน ยังมีซากหลงเหลือ

สุสานของมอโซลุสหรือสถานที่เก็บพระศพของพระเจ้ามอโซลุสกษัตริย์แห่งเอเซียไมเนอร์ ซึ่งพระนางเตมีเซีย บรมราชินีได้ขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระราชสวามีและได้เป็นผู้สร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ฝังพระศพของพระราชสวามี ที่เมืองซาเรีย (เมืองฮาลคาร์นาซัสในปัจจุบัน)โดยใช้ช่างออกแบบ ฟิดิอัส ซาติรัส บรายอาซีส สโคปาส ทิโมทิอัส ที่มีชื่อเสียง ฝีมือเยี่ยมในกรีก ทั้งหมดมาช่วยกันสร้างด้วยหินอ่อน แต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จพระนางก็สิ้น พระชนม์เสียก่อน สร้างเมื่อประมาณ 352 ปีก่อนคริสตกาล มีความสูง 140 ฟุต วัดฐานโดยรอบยาว 111 ฟุต แบ่งเป็น 5 ชั้น บนยอดมีรูปปั้นมอโซลุส ประทับบน

4) สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน


 

สถานที่ตั้ง กลางทะเลทราย เมืองแบกแดด ประเทศอิรัก ปัจจุบัน ทั้งสวนและผนังดังกล่าวทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือซากแล้ว

สวน ลอยแห่งกรุงบาบิโลนนี้ กินเนื้อที่ 4 เอเคอร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 63 โดยพระเจ้าเนบูชาดเนสซาร์ที่ 2 กษัตริย์แห่งเปอร์เซียหลังจากการพิชิตปราบปรามเมืองใกล้เคียงมาอยู่ในอำนาจ แล้วก็กวาดต้อนประชาชนพลเมือง มาใช้เป็นทาสให้สร้างสวนลอยนี้ขึ้นบนทะเลทราย มีกำแพงดินกั้นล้อมรอบและประกอบด้วยลานกว้างๆเป็นหลายๆส่วนบนพื้นที่โค้ง มีความสูงมากและปลูกต้นไม้ ดอกไม้สีสันสดใสสร้างสระน้ำสีต่างๆทำน้ำตก น้ำพุ โดยทำท่อเอาน้ำมาจากลุ่มแม่น้ำยูเฟตีส สวนลอยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประพาส หย่อนพระทัยของพระมเหสีเซมีรามีส

5) เทวรูปซีอูส

 

สถานที่ตั้ง เมืองโอลิมเปีย ประเทศกรีก ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

เทวรูปซีอูส ตั้งอยู่ในวิหารโอลิมเปีย ประเทศกรีก เป็นเทวรูปของ ซีอูส ลักษณะประทับอยู่บนบัลลังก์ทอง ซึ่งแกะสลักโดยช่างที่มีชื่อเสียง ในสมัยนั้นมีชื่อว่า ฟีดีอัส ประมาณศตวรรษที่ 5 โดยกล่าวกันว่า ตัวเทพซีอูส แกะสลักด้วยงาช้าง สูง 40 ฟุต พระหัตถ์ซ้ายทรงคธา พระหัตถ์ขวารองรับรูปปั้นแห่งชัยชนะ มีเครื่องประดับกายทำด้วยทองคำล้วนๆ นับว่าเป็นเทวรูปแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดและถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชา ของชาวกรีก

6) เทวรูปโคโลสซูส

 

สถานที่ตั้ง เกาะโรดส์ ประเทศกรีก ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

เป็นรูปสำริดขนาดใหญ่ของพระอาทิตย์หรือรูปหล่อของพระเจ้าอปอลโล หล่อด้วยทองบรอนซ์ ในท่ายืน สูง 100 ฟุตโดยเฉพาะฐานที่รองรับรูปหล่อนั้นสูงกว่าตึก 5 ชั้น พระหัตถ์ขวาถือดวงประทีป ตั้งอยู่หน้าเมืองโรดส์ประเทศกรีก สร้างโดยกษัตริย์แชรัสแห่งลินดัส เชื่อกันว่าเป็นรูปปั้นที่คอยกั้นอ่าวของเกาะแห่งนี้ของกรีกใน ทะเลเอเจียน สร้างเสร็จหลังจากใช้เวลา 12 ปี แล้วเสร็จเมื่อประมาณ 280 ปีก่อนคริสตกาล และต้องพังทลายลง เพราะแผ่นดินไหว ถูกทอดทิ้งเป็นเวลา 900 ปี จึงถูกขายเป็นเศษเหล็ก ให้แก่ชาวเมืองซาราเซน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสงคราม

7) ประภาคารฟาห์โรห์

 

สถานที่ตั้ง เกาะฟาห์โรห์ เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ปัจจุบัน ไม่เหลือซาก

ประภาคารฟาห์โรห์ ตั้งอยู่บนเกาะฟาห์โรห์ในอ่าวหน้า เมืองอเลกซานเดรีย สร้างเมื่อประมาณ 280 ปี ก่อนคริสตกา โดยพระเจ้าปโตเลมีที่ 2 กษัตริย์แห่งประเทศอียิปต์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สังเกตแก่ชาวเรือที่จะเข้าเมืองท่าอียิปต์ สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสลักลวดลายวิจิตรงดงาม สูงประมาณ 400 ฟุต บนยอดมีตะเกียงจุดไฟแก๊สขนาดใหญ่ ในสมัยนั้นอียิปต์เป็นประเทศที่เจริญในวิทยาการต่างๆใครๆก็ชอบที่จะติดต่อทำการค้าด้วย เหตุนี้จึงต้องสร้างประภาคารขึ้นจุดตะเกียงแก๊สตลอดทั้งคืน เพื่อให้ผู้ที่ไม่เคยเดินเรือใช้เป็นที่สังเกตจะได้ไม่หลง นอกจากนั้นแล้ว ยังใช้เป็นหอคอยไว้ดูข้าศึกที่จะมารุกรานอีกด้วย หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ประภาคารนี้ก็พังทลายลงมาตั้งแต่ ค.ศ. 955 และถูกทำลายโดยสมบูรณ์ในช่วงศตวรรษที่ 14

2. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง (อายุตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 5 - คริสตศตวรรษที่ 16)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ถูกจัดขึ้นและเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายในเวลาต่อมา หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณแทบทั้งหมด ยกเว้นพีระมิดล้วนแต่เสื่อมโทรมเสื่อมสลายไปแล้วทั้งสิ้น คงเหลือแต่เพียงร่องรอยหลักฐานหรือแบบจำลองให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเท่านั้น อันได้แก่

1) หอเอนเมืองปิซา

 

สถานที่ตั้ง ประเทศอิตาลี ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

หอ เอนแห่งเมืองปิซา สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 181 ฟุต มี 8 ชั้น แต่ละชั้นมีเสาหินอ่อนรองรับ ได้ลงมือสร้างเมื่อ ค.ศ. 1174 ไปเสร็จในปี ค.ศ. 1350 ใช้เวานานถึง 176 ปี ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก พอสร้างเสร็จฐานก็ทรุดลงไปข้างหนึ่ง ทำให้เอียงออกไปจากเส้นดิ่ง 4 เมตร แต่ที่ไม่ล้มลงมา เพราะแรงที่จุดศูนย์ถ่วง เมื่อลากดิ่งลงมาไม่ออกนอกฐานจึงไม่ล้มยังทรงตัวอยู่ได้ และหอเอนเมืองปิซานี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จ

2) โคลอสเซียมแห่งโรม

 

สถานที่ตั้ง ประเทศอิตาลี ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

โคลอสเซียมแห่งโรม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่ใหญ่โตที่สุดในสมัยโบราณ ตั้งอยู่ที่กรุงโรมประเทศอิตาลีพระเจ้าเวชเปเซียนทรงโปรดให้สร้างขึ้นในราว ค.ศ. 72 - ค.ศ. 80 สถานที่แห่งนี้พระเจ้าเวชเปเซียนเสด็จมาประทับทอดพระเนตรการแสดงกีฬาต่างๆในสมัยโบราณ ตัวสนามสร้างเป็นวงกลมก่อด้วยอิฐและ หินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้นจุคนดูประมาณ 80,000 คน มีห้องใต้ดินสำหรับขังนักโทษ และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่แสดงกีฬา ประลองฝีมือ ในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาส ให้ต่อสู้กันเอง และบรรดาเหล่านักโทษ ให้ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกันมาก ปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

3) สุสานแห่งอเลกซานเดรีย

 

สถานที่ตั้ง เมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ที่ ฝังศพแห่งอเลกซานเดรีย อยู่ที่เมืองอเลกซานเดรีย ประเทศอียิปต์ป็นอุโมงค์ใต้ดิน ใช้สำหรับเก็บทรัพย์สมบัติโบราณ เรียกว่า อุโมงค์คาตาคอมส์ เป็นอุโมงค์ที่สร้างด้วยหินก้อนใหญ่ๆและขุดลึกลงไปใต้ดินหลายชั้น ทางเดินกว้าง 3-4 ฟุต ตามช่องริมผนังอุโมงค์ขุดเป็นช่องลึกๆเข้าไป เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระศพของพวกศาสนาคริสต์

4) สุเหร่าเซ็นต์โซเฟีย

 

สถานที่ตั้ง เมืองคอนสแตนติโนเปิลหรือ เมืองฮิสตันบูล ประเทศตุรกี ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

สุเหร่าเซนต์โซเฟีย เป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ตั้งอยู่ที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล(เมืองฮิสตันบูล ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) สร้างเมื่อ ค.ศ. 532 พระเจ้าจักรพรรดิ์คอนสแตนตินเป็นผู้สร้างเพื่อเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์แต่ถูกผู้ก่อการร้ายเผาเสียวอดวายจนถึงสมัยพระเจ้าจัสตินเนียนจึงได้สร้างขึ้นใหม่ เมื่อประมาณปี ค.ศ 1453 ในเนื้อที่ 700 ตารางเมตร ประกอบด้วยเสางามสลักอย่างวิจิตร 108 ต้น (ชั้นบน 68 ต้น ชั้นล่าง 40 ต้น) มียอดเป็นโดมคล้ายซาลาเปา มีหอมินาเรสท์เป็นยอดแหลมๆมากมายและประดับประดาด้วยสิ่งของมีค่าอย่างเหลือล้นจนถึงสมัยพระเจ้าโมฮัมหมัดที่ 2 ของตุรกีจึงเปลี่ยนแปลงโบสถ์ให้เป็นสุเหร่าทางศาสนาอิสลาม ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์

5) กำแพงเมืองจีน

 

สถานที่ตั้ง ประเทศจีน ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

กำแพงเมืองจีนหรือกำแพงยักษ์ เป็นกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างประเทศจีนกับธิเบตเป็นกำแพงที่ยาว ใหญ่มหึมา สร้างเมื่อ พ.ศ. 215 สูงจากพื้นดิน 20-30 ฟุต กว้าง 15-20 ฟุต ยาวประมาณ 1400 ไมล์ บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร จะมีหอหรือป้อมสำหรับตรวจเหตุการณ์ สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวนเพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำทุกหอรวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ เริ่มสร้างระหว่างปี พ.ศ. 300-329 (243-252 ปีก่อนคริสตกาล) ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปีเสียชีวิตมนุษย์นับพันเป็นสิ่งก่อสร้างชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นเมื่อมองจากดวงจันทร์

6) เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง

 

สถานที่ตั้ง เมืองนานกิง ประเทศจีน ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิงเป็นเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม สูง 9 ชั้น สูง 60 เมตร มีระฆัง 152 ลูกและโคมไฟอีกหลายร้อยผูกแขวนไว้ตามชายคาเวลาลมพัดมีเสียงดังไพเราะมาก จักรพรรดิ์หยุงโล้ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เพื่อระลึกคุณมารดา เมื่อระหว่างปี ค.ศ. 1413-1442 กล่าวกันว่าบนยอดเจดีย์มีลูกบอลทำด้วยทองติดอยู่มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง มีไข่มุกขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายเป็นเครื่องรางบอกความมีโชคชัยของกรุงนานกิงแต่เป็นที่น่าเสียดายที่บางส่วนถูกพวกกบฎไต้เผ็ง ทำลายเมื่อปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) เสียหายมากถึงกระนั้นก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่ทำด้วยกระเบื้องเคลือบวิจิตรงดงามมีค่าสูงยิ่ง

7) กองหินประหลาดสโตนเฮนจ์

 

สถานที่ตั้ง เมืองซัลลิสเบอรี่มณฑลวิลไซร์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ที่ทุ่งนาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนออกไปประมาณ 90 ไมล์มีแนวหินเรียงราย ราวๆ 3 กิโลเมตรและมีกลุ่มหินใหญ่ประมาณ 30 ก้อนตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่งนาเป็นรูปวงกลม กว้าง 30 เมตรโดยไม่มีร่องรอยของความเป็นมาและไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนย้ายสิ่งปรักหักพังในการก่อสร้างคาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ก่อน ค.ศ. ประมาณ 2,000 ปี ซึ่งหิน 16 ใน 30 ก้อนที่ตั้งอยู่รอบนอกเฉลี่ยแล้วสูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน

3. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน (สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 17 - ศตวรรษที่ 20)

1) ปราสาทหินนครวัตนครธม

 

สถานที่ตั้ง ประเทศกัมพูชา ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

นครวัตเป็นสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์ยิ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1643 กษัตริย์เขมรชื่อชัยวรมันที่ 2 ทรงสร้างขึ้นปราสาทนี้กว้างด้านละ 5 เส้น รอบ ๆ ปราสาทมีคู สร้างเป็น 3 ตอน ทางเข้าปราสาทด้านหน้าปูด้วยหินขนาดใหญ่มีราวกำแพงสลักเป็นพญานาคซุ้มประตูสร้างเป็นพระปรางค์ 3 ยอดผ่านประตูเข้าไปข้างในถึงตอนกลางเป็นปราสาทก่อเป็นพระปรางค์มี 5 ยอดมีภาพแกะสลักลงในเนื้อหินอย่างวิจิตรทุกส่วนสร้างด้วยศิลาแลง

นครธมเป็นนครโบราณที่ประกอบไปด้วยปราสาทหินเป็นรูปสี่เหลียมจตุรัสมีคูเมืองกำแพง ป้อมปราการอันสวยงาม สร้างด้วยศิลาและหิน เนื้อที่ประมาณ 5500 ไร่

2) ทัชมาฮาล

 

สถานที่ตั้ง ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ทัชมาฮาล เป็นสุสานฝังศพตั้งอยู่ที่ตอนโค้งของแม่น้ำยมนาฝั่งขวา เมืองอัคระ ประเทศอินเดีย ชาห์ชะฮานสร้างเป็นศรีสง่าแก่บริเวณพระราชวัง สำหรับเก็บศพมุมทัชมา ฮาลพระมเหสี สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 ด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอยสีฟ้า หินสีฟ้า โมรา หินทองแดงหินลาย พลอยสีเขียว นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับที่ได้มาจากนานาประเทศที่เป็นมิตรซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และวิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร มีผู้ร่วมสร้างเป็นผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ภายหลังที่สร้างทัชมาฮาลชาห์ชะฮานใฝ่ฝันที่จะสร้างที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆแต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปีก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209(ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่ ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้ (รายละเอียดเพิ่มเติม)

3) พระราชวังแวร์ซายส์

 

สถานที่ตั้ง ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

เป็นสถานโบราณอันมีคุณค่าและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งใน โลก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โปรดให้สร้างด้วยหินอ่อน เมื่อปี ค.ศ. 1661(พ.ศ. 2204) เสียค่าใช้จ่ายไปทั้งสิ้น 500 ล้านฟรังค์ สามารถจุคนได้ 10000 คน กินเวลา 30 ปี ใช้คนงาน 30,000 คน ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็นห้องๆมีห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องโถงสำหรับออกว่าราชการฯลฯ แต่ละห้องมีเครื่องประดับมีค่ามากมายทั้งวัตถุและภาพศิลปะ ห้องที่มีชื่อที่สุดคือห้องกระจกที่เคยใช้ลงนามเซ็นสัญญาสงบศึกในคราวมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้ต่อเยอรมันจึงต้องประกาศให้ปารีสเป็นเมืองปลอดทหารไม่มีการต่อสู้ใดๆทั้งสิ้นจึงไม่มีการเสียหาย ทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวไปชมความงามไม่น้อยกว่า 900,000 คน

4) เรือควีนแมรี่ ( Queen Mary Liner )

 

สถานที่ตั้ง เมืองลองบีช ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

เรือเดินสมุทร "ควีนแมรี่"ของอังกฤษลำนี้สร้างบนฝั่งแม่น้ำไคลด์ในประเทศสกอตแลนด์ หนักทั้งสิ้น 80,773 ตัน มีความยาว 300 เมตร สูง 54 เมตร เครื่องยนต์ขับเคลื่อนมีกำลังทั้งหมด 200,000 แรงม้า อัตราความเร็วชั่วโมงละ 30 นอต มีหม้อน้ำขนาดใหญ่ต้มน้ำ 400 ตันให้เดือดอยู่ทุกๆชั่วโมง บรรจุคนได้ประมาณ 2,000 คน บนดาดฟ้ามีที่ว่างทำสนามเล่นกีฬาได้ถึง 3 เอเคอร์ ภายในเรือมีร้านขายอาหาร สนามเด็กเล่น สำนักพิมพ์ เครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเคยทำสถิติความเร็วโดยได้เดินทางจากเมืองท่าลิเวอร์พูล อังกฤษถึงเมืองท่านิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาในเวลา 9 วัน

5) สะพานโกลเดนเกต ( Golden Gate Bridge )

 

สถานที่ตั้ง เมืองซานฟรานซิศโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน สามารถเยี่ยมชมได้

สะพานโกลเดนเกตเป็นสะพานที่มีช่วงยาวที่สุดในโลกทอดข้ามปากอ่าวทางตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก สร้างใน ค.ศ. 1937 ช่องกลางระหว่างตอม่อยาว 4200 ฟุตริมทั้งสองข้าง ยาวข้างละ 1125 ฟุต กว้าง 90 ฟุต สร้างเป็นแบบโครงแขวน แขวนอยู่บนหอคอยสูง 215 เมตรใช้เหล็กสายโยงขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น รวม 4 เส้น ยาว 107,000 ไมล์และยังมีเส้นลวดเล็กยึดสายโยงอีกรวม 27,572 เส้น มีทางรถยนต์ 6 ทาง ทางรถบรรทุก 3 ทาง ทางรถไฟ 2 ทาง สูงกว่าระดับน้ำประมาณ 66 เมตร

6) ตึกเอมไพรสเตรท ( The Empire State Building )

 

สถานที่ตั้ง บนเกาะแมนฮัดตัน นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ตึกเอมไพรสเตรทเป็นตึกที่สูงที่สุด ในโลก ตั้งอยู่ที่ประเทศอเมริกา มีทั้งหมด 102 ชั้น สูงจากพื้นดิน 1248 ฟุต มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2158000 ตารางฟุต จุคนได้25000 คน บนยอดสุดมีโดมสูงขึ้นไปอีก 60 เมตร จากชั้นล่างถึงชั้นที่ 86 มีโครงเหล็กเสริมอย่างดี คิดเป็นน้ำหนัก 730 ตัน เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2472 สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2480

7) ทำนบยักษ์ฮูเวอร์ ( Hoover Dam )

 

สถานที่ตั้ง หุบเขาแบลกแคนยอน ระหว่าง รัฐเนวาดา กับ รัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้

ทำนบโบลเดอร์หรือเขื่อนยักษ์ฮูเวอร์ เป็นทำนบที่สูงที่สุดในโลกกักเก็บน้ำในแม่น้ำโคโรลาโดไว้ใช้ตลอด ปีสำเร็จมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ตัวทำนบสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันทำนบข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีตเฉพาะสร้างตัวทำนบ 3,250,000 ลูกบาศก์หลาและส่วนอื่นๆอีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องทำไฟฟ้าจากน้ำตกรวม 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ การสร้างทำนบมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัย กักน้ำไว้ใช้ในการกสิกรรม สงวนพันธ์ปลา สร้างกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ

 

ที่มา : FW

***********************************************************



รัฐธรรมนูญของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน


นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศมาแล้วถึง 16 ฉบับ (เป็นการนับเฉพาะรัฐธรรมนูญที่สำคัญประกาศใช้เป็นหลัก ไม่นับแก้ไขเพิ่มเติม) มีทั้งที่เป็นฉบับชั่วคราวและฉบับถาวร แต่ละฉบับจะมีหลักการใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน และแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียดสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ทั้ง 16 ฉบับ มีดังนี้

  1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

    จำนวนมาตรา 39 มาตรา

    วันเดือนปี 27 มิถุนายน 2475 - 10 ธันวาคม 2475

    รวมเวลา 5 เดือน 12 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475


  2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2485

    (1) แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช 2482

    (2) แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล พุทธศักราช 2483

    (3) แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2485


    จำนวนมาตรา 68 มาตรา

    วันเดือนปี 10 ธันวาคม 2475 - 9 พฤษภาคม 2489

    รวมเวลา 13 ปี 4 เดือน 29 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489


  3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

    จำนวนมาตรา 96 มาตรา

    วันเดือนปี 10 พฤษภาคม 2489 - 8 พฤศจิกายน 2490

    รวมเวลา 1 ปี 5 เดือน 29 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรัฐประหาร


  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490

    (1) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2490

    (2) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2491

    (3) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2491


    จำนวนมาตรา 98 มาตรา

    วันเดือนปี 9 พฤศจิกายน 2490 - 23 มีนาคม 2492

    รวมเวลา 1 ปี 4 เดือน 14 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492


  5. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492

    จำนวนมาตรา 188 มาตรา

    วันเดือนปี 23 มีนาคม 2492 - 29 พฤศจิกายน 2494

    รวมเวลา 2 ปี 8 เดือน 6 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรัฐประหาร


  6. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495

    จำนวนมาตรา 123 มาตรา

    วันเดือนปี 8 มีนาคม 2495 - 20 ตุลาคม 2501

    รวมเวลา 6 ปี 7 เดือน 12 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิวัติ


  7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502

    จำนวนมาตรา 20 มาตรา

    วันเดือนปี 28 มกราคม 2502 - 20 มิถุนายน 2511

    รวมเวลา 9 ปี 4 เดือน 23 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511


  8. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

    จำนวนมาตรา 183 มาตรา

    วันเดือนปี 20 มิถุนายน 2511 - 17 พฤศจิกายน 2514

    รวมเวลา 3 ปี 4 เดือน 28 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิวัติ


  9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515

    จำนวนมาตรา 23 มาตรา

    วันเดือนปี 15 ธันวาคม 2515 - 7 ตุลาคม 2517

    รวมเวลา 1 ปี 9 เดือน 22 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517


  10. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

    (1) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2518

    จำนวนมาตรา 238 มาตรา

    วันเดือนปี 7 ตุลาคม 2517 - 9 ตุลาคม 2519

    รวมเวลา 2 ปี

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน


  11. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519

    จำนวนมาตรา 29 มาตรา

    วันเดือนปี 22 ตุลาคม 2519 - 20 ตุลาคม 2520

    รวมเวลา 11 เดือน 28 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะปฏิวัติ


  12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520

    จำนวนมาตรา 32 มาตรา

    วันเดือนปี 9 พฤศจิกายน 2520 - 22 ธันวาคม 2521

    รวมเวลา 1 ปี 1 เดือน 13 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521


  13. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521

    (1) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2528

    (2) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2532

    จำนวนมาตรา 206 มาตรา

    วันเดือนปี 22 ธันวาคม 2521 - 23 กุมภาพันธ์ 2534

    รวมเวลา 12 ปี 2 เดือน 1 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ


  14. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

    จำนวนมาตรา 33 มาตรา

    วันเดือนปี 1 มีนาคม 2534 - 9 ธันวาคม 2534

    รวมเวลา 9 เดือน 8 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534


  15. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534

    (1) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2535

    (2) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2535

    (3) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2535

    (4) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535

    (5) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538

    (6) แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539


    จำนวนมาตรา 233 มาตรา

    วันเดือนปี 9 ธันวาคม 2534 - 11 ตุลาคม 2540

    รวมเวลา 5 ปี 10 เดือน 2 วัน

    สาเหตุการสิ้นสุด ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540


  16. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540

    จำนวนมาตรา 336 มาตรา

    วันเดือนปี 11 ตุลาคม 2540 - ปัจจุบัน


  17. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2550

    จำนวนมาตรา 309 มาตรา

    วันเดือนปี 24 สิงหาคม 2550 - ปัจจุบัน

ที่มา : http://phetchaburi.ect.go.th/e.htm

***********************************************************



รายพระนาม – รายชื่อ บุคคลสำคัญของประเทศไทยที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกย่อง


        1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในวาระฉลองพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        2. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในวาระฉลองพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        3.พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในวาระฉลองพระราชสมภพครบ 200 พรรษา
       
        4. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระฉลองพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        5. สุนทรภู่ ในวาระฉลองครบชาตกาล 200 ปี
       
        6. พระยาอนุมานราชธน ในวาระฉลองครบชาตกาล 100 ปี
       
        7. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ในวาระฉลองประสูติครบ 200 พรรษา
       
        8. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        9. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        10. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวาระฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
       
        11. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา
       
        12. ปรีดี พนมยงค์ ในวาระฉลองครบชาตกาล 100 ปี
       
        13. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 150 พรรษา
       
        14. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในวาระฉลองครบชาตกาล 100 ปี
       
        15. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา
       
        16. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในวาระฉลองครบชาตกาล 100 ปี
       
        17. พุทธทาสภิกขุ ในวาระฉลองครบชาตกาล 100 ปี
       
        18. พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ในวาระฉลองวันพระราชสมภพครบ 200 พรรษา
       
        19. ครูเอื้อ สุนทรสนาน ครบวาระ 100 ปีชาตกาล (วันที่ 21 มกราคม 2553)
       
        20. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ครบวาระ 100 ปีชาตกาล (วันที่ 20 เมษายน 2554)

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2552

***********************************************************



ทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักหรือความตาย?



ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักบันลือโลกถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรทุกสัดส่วน

อนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ หรือสุสานแห่งความตายของประชาชน?!? เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ฟังพระผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ "อนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาล" ว่าแท้จริงแล้วอนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นอนุสรณ์แห่งความรักหรือความตายกันแน่?

"ทัชมาฮาล" 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แห่งประเทศอินเดีย สถานที่นี้คนทั่วไปต่างรู้กันว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ เกิดจากความรักที่ไม่ลืมหูลืมตาและความเศร้าที่สุดแสนจะคณานาของจักรพรรดิชาห์ ชหาน กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล(Mughal Empire India) ที่ปกครองอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 16 จนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 พระเจ้าชาห์ ชหาน ได้พบกับบุตรสาว อรชุมันท์ พานุ เพคุม บุตรสาวของรัฐมนตรีเมื่ออายุ 14 พรรษา และหลงรักนางตั้งแต่แรกเจอต่อมาในอีก 5 ปี พระองค์และอรชุมันท์ พานุ เพคุมก็ได้อภิเสกสมรสกันในปี พ.ศ.2155 นับตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ก็ไม่เคยอยู่ห่างกันอีกเลย


ประตูทางเข้าด้านหน้าก่อนจะมองเห็นตัวทัชมาฮาล

ตลอดระยะที่อยู่ร่วมกันพระมเหสี หรือนามที่พระเจ้าชาห์ ชหาน ตั้งให้ว่า "มุมตัช มาฮาล" อันแปลว่าอัญมณีแห่งราชวัง เป็นภรรยาที่สุดแสนประเสริฐ ทั้งติดตามพระเจ้าชาห์ ชหานไปออกรบ ช่วยงานราชการ คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ อีกทั้งยังมีความเมตตาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ทั้งหมดนั้นทำให้กษัตริย์ชาห์ ชหานทรงประทับใจและรักพระมเหสีอย่างที่สุด

แต่เมื่อครองคู่กันมาเป็นเวลา 18 ปี มุมตัช มาฮาลก็ได้ให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 แต่หลังจากให้กำเนิดพระธิดาพระนางตกเลือดมาก อยู่ได้เพียงไม่นานพระนางก็สิ้นพระชนม์ในอ้อมกอดของพระเจ้าชาห์ ชหาน ซึ่งการสิ้นพระชนม์นี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่พระเจ้าชาห์ ชหานอย่างมากมายมหาศาล พระองค์ทรงหมกมุ่นอยู่ในความทุกข์เศร้าโศกเสียใจตลอดเวลาไม่ทรงยิ้มไม่ทรงหัวเราะใดๆ ปล่อยพระวรกายจนผมที่ดำกลายเป็นสีขาวทั้งศีรษะ ในทุกวันพระองค์จะทรงนุ่งขาวห่มขาวไปนั่งรำพันถึงพระมเหสีของพระองค์ข้างหลุมศพอย่างกับคนเสียสติ


โรงศพของพระเจ้าชาห์ ชหาน และพระนางมุมตัช มาฮาลส้รางด้วยหินอ่อนสีขาวนวล

ด้วยความเศร้าโศกอย่างหาที่สุดไม่ได้พระองค์จึงทรงสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์กับพระมเหสี โดยทรงเลือกทำเลที่ดีที่สุดบริเวณริมโค้งแม่น้ำยมุนาเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์แห่งรักนี้ และพระองค์ก็ทรงทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการวางแผนเขียนแปลนก่อสร้างด้วยพระองค์เอง และก็ได้ทรงจ้างสถาปนิกและช่างชาวอาหรับที่มีฝีมือมากมายเพื่อระดมสติปัญญาและกำลังในการก่อสร้างอนุสรณ์แห่งนี้ให้สำเร็จ

การสร้างครั้งนี้ใช้แรงงานผู้คนมากมายกว่า 20,000 คน ราชสมบัติส่วนใหญ่ที่มีได้สูญเสียไปกับการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ กินเวลานานถึง 22 ปี อนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ก็เสร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม และพระองค์ก็ทรงให้ชื่อว่า "ทัชมาฮาล" (Taj Mahal)


ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่

หลายปีต่อมาหลังจากสร้างอนุสรณ์แห่งความรักทัชมาฮาลเสร็จสิ้น ได้เกิดศึกชิงราชบัลลังก์ระหว่างพระโอรสของพระองค์เอง ในระหว่างนั้นเจ้าชายโอรังเซบ (Aurangzeb) พระโอรสของพระองค์ก็ได้จับพระเจ้าชาห์ ชหาน ไปกักขังอยู่ที่ป้อมเมืองอัคราซึ่งอยูฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับทัชมาฮาล ด้วยข้อกล่าวหาว่าพระองค์เสียสติ และขึ้นครองบัลลังก์แทน

ระหว่างที่ถูกกักขังพระองค์ทรงมองทัชมาฮาลและรำพันถึงพระมเหสีของพระองค์ตลอด 8 ปี จนกระทั่งในปี ค.ศ.1666 ในวันสุดท้ายก่อนสวรรคตพระเจ้าชาห์ ชหานใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล หลังจากนั้นพระโอรสก็ได้นำพระศพของพระองค์มาฝั่งไว้เคียงข้างพระมเหสีที่พระองค์รักใคร่มิเคยลืมเลือน


อีกหนึ่งมุมอันสวยงามของ ทัชมาฮาล

เรื่องราวที่ฉันเล่ามานั้นเป็นหนึ่งในหลายตำนานของทัชมาฮาล ซึ่งนอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าว่า หลังจากที่สร้างทัชมาฮาลเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าชาห์ ชหานทรงหลงใหลในความงามของทัชมาฮาลและเกรงว่าเหล่าสถาปิกผู้ร่วมออกแบบและผู้สร้างทั้งหลายจะไปออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามเช่นนี้อีกจึงได้ทรงสั่งประหาร หรือตัดมือ ตัดขา ควักลูกตา ช่างทุกคนไม่ให้มีโอกาสได้สร้างผลงานที่สวยเท่านี้อีก


ป้อมอัคราดูสูงใหญ่มั่นคงแข็งแกร่ง

นี่คืออนุสรณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ หรืออนุสรณ์แห่งความตายของประชาชนมากมายที่ต้องล้มตายเพื่อบูชาความรักของตนเองเพียงคนเดียว ซึ่งตามหลักศาสนาแล้วถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และฉันก็คิดเช่นเดียวกับที่พระท่านนี้ได้พูดไว้ แต่หากไม่ได้ความรักอันหน้ามืดตามัวของพระเจ้าชาห์ ชหานก็คงไม่มีทัชมาฮาล มรดกโลกที่สร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ และมหัศจรรย์ของโลกให้เราได้โจษขานกันเช่นนี้

นับเป็นความขัดแย้งทางความรู้สึกของทัชมาฮาลที่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองมุมไหน หรือมองทั้ง 2 มุมแล้วนำมาเป็นอุทาหรณ์

เมื่อมีทัชมาฮาลแล้ว เราก็มาว่ากันต่อเรื่องความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อบรรลือโลก ซึ่งนอกจากพระเจ้าชาห์ ชหานจะออกแบบเลือกแบบที่ดีที่สุดสวยที่สุดแล้ว ยังเลือกวัสดุที่ใช้อย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ทุกสิ่งอย่างถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรลงตัว ตั้งแต่ทางเดินนำสู่ตัวอาคารจะเริ่มต้นด้วยสวนขนาดใหญ่ซึ่งแบ่งเป็น 4 ส่วนที่สมมาตรโดยใช้ธารน้ำ 2 สายที่ก่อสร้างด้วยหินอ่อนเป็นตัวแบ่ง ในธารน้ำมีน้ำพุเป็นระยะ ตลอดแนวธารน้ำยังมีต้นสนปลูกเป็นแนวเรียงรายสวยงามนำสายตาไปสู่ตัวอาคาร


ป้อมอัคราสร้างด้วยหินทรายแดง

ตัวอาคารล้อมรอบด้วยหออะซานทั้ง 4 ด้าน ทางเข้าด้านหน้าของอาคารตรงกลางเป็นหลังคาโค้งขนาดใหญ่ขนาบด้วยหลังคาโค้งขนาดเล็กทั้งสองด้าน และส่วนที่เด่นที่สุดของทัชมาฮาลก็คืออาคารหินอ่อนสีขาวนวลตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสี่เหลี่ยมจตุรัส ด้านบนของอาคารประดับด้วยโดมขนาดมหึมา เส้นผ่านศูนย์กลาง 58 ฟุต ยอดโดมสูง 213 ฟุต ภายในห้องโถงกลางที่ใหญ่ที่สุดใต้โดมยักษ์แห่งนี้เอง มีแท่นวางพระศพที่ทำด้วยหินอ่อนของทั้ง 2 พระองค์วางเคียงคู่กัน แต่พระศพจริงๆนั้นหาได้อยุ่ในหีบไม่ แต่ถูกฝังอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั่นเอง

สำหรับการตกแต่งและลวดลายจะเป็นการตกแต่งแบบอิสลาม หลักๆแล้วจะมีลายเส้นอักษร ซึ่งสลักเป็นโองการต่างๆจากคำภีร์อัลกุรอาน 22 ซูรอฮ และยังมีรูปทรงเลขาคณิตและลวดลายดอกไม้ ทั้งยังมีการฝังพลอยที่มีค่าบนผนังด้วย

ชมทัชมาฮาลพร้อมฟังเรื่องราวอนุาภาพแห่งความรักอันยิ่งใหญ่แล้ว ต้องไม่พลาดที่จะไปต่อยัง "ป้อมอัครา" (Agrs Fort) ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังพระเจ้าชาห์ ชหานจนสิ้นพระชนม์ ป้อมอัครแห่งนี้ก็มีความสวยงามยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และก็ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งด้วย


ป้อมอัคราเป็นที่กักขังพระเจ้าชาห์ ชหานจนศวรรษคต

ป้อมอัคราหรือพระราชวังอัครา ซึ่งมีป้อมล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ได้ถูกบันทึกว่ามีมาตั้งแต่ ค.ศ.1080 แล้ว ต่อมากษัตริย์อักบาร์ได้ทำการปฏิสังขรณ์และตกแต่งใหม่ด้วยหินทรายและศิลาสีแดงในปี ค.ศ.1565 ลักษณะของป้อมเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่โค้งแม่น้ำยมุนา ซึ่งถือเปมุมที่มองเห็นทัชมาฮาลได้สวยที่สุดก็ว่าได้

หากมองจากด้านนอกกำแพงของป้อมดูสูงใหญ่และแข็งแรง ซึ่งเป็นกำแพง 2 ชั้นระหว่างกำแพงมีคูน้ำคั่นกลาง มีสะพานเชื่อมต่อสามารถเดินชมได้รอบป้อม ภายในกำแพงสูงใหญ่ราว 70 ฟุตนั้นแบ่งพระราชวังและตำหนักอันงดงาม ในอดีตเคยเป็นที่ทำการของทหาร พระราชฐานชั้นนอกสำหรับออกว่าราชการ และพระราชฐานชั้นในเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเหล่าสนม

อาคารส่วนใหญที่ถูกสร้างในสมัยกษัตริย์อักบาร์ ผู้ซึ่งสถาปนาเมืองอัคราเป็นราชธานี ศิลปะของป้อมอัคราก็สวยงามละเอียดประณีตผสมกันทั้งแบบพุทธแบบฮินดูแบบเปอร์เซีย ส่วนพระตำหนักของพระเจ้าชาห์ ชหานนั้นสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังอยู่ด้านหน้าของแม่น้ำยมุนา เพื่อที่จะได้สามารถมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลาตามตำนานที่เล่ามา

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 ตุลาคม 2552

***********************************************************



เกาะรัตนโกสินทร์


เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นคำเรียกพื้นที่ของกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำล้อมรอบ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจ พจนานุกรมวิสามานยนามไทย : วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม ของนางสาวกนกวลี ชูชัยยะ ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่โดยราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายลักษณะความสำคัญของเกาะรัตนโกสินทร์ไว้ว่า

เกาะรัตนโกสินทร์เป็นพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน ได้แก่บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง เป็นบริเวณที่มีน้ำล้อมรอบ กล่าวคือทางด้านตะวันออก จดคลองคูเมืองเดิม เรียกว่า คลองหลอด เริ่มตั้งแต่ปากคลองตลาดขึ้นไปทางทิศเหนือไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าทางด้านทิศใต้ และทิศตะวันตกจดแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมีลักษณะเป็นเกาะ เรียกว่า เกาะรัตนโกสินทร์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์และบริเวณโดยรอบมีการเติบโตอย่างมาก จนใน พ.ศ. ๒๕๒๐ ทางการจึงได้กำหนดชื่อ เกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะบูรณปฏิสังขรณ์บริเวณดังกล่าว ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๔ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้เสนอมติคณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์ต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องทบทวนนโยบายการใช้ที่ดินบริเวณกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในอันมีผลต่อมาตรการอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างและโบราณสถานในบริเวณดังกล่าวซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์จึงเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และไม่อนุญาตให้สร้างสิ่งก่อสร้างอาคารสูงในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ต่อมากรุงเทพมหานครจึงได้ออกข้อบัญญัติเพื่อควบคุมความสูงของอาคารสร้างใหม่ โดยห้ามสร้างอาคารสูงเกิน ๑๖ เมตรเฉพาะพื้นที่ภายในคูเมืองเดิมและห้ามก่อสร้างอาคารสูง ๒๐ เมตร บริเวณถัดออกมาจากคลองคูเมืองเดิมจนถึงคลองโอ่งอ่างหรือคลองบางลำพู เราจึงยังได้เห็นบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าวสวยงามไม่มีสิ่งบดบังจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : เดลินิวส์ 22 ก.ย. 52

***********************************************************



พระราชวังจันทรเกษม


พระราชวังจันทรเกษม คือ วังหน้าในสมัยอยุธยา อยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช ซึ่งต้องเสด็จไปประทับที่เมืองพิษณุโลก เมื่อต้องเสด็จจากเมืองพิษณุโลกมาเฝ้าสมเด็จพระราชบิดาในกรุงศรีอยุธยา จึงทรงโปรดให้สร้างที่ประทับของพระนเรศวร ณ บริเวณคูขื่อหน้า หน้าพระราชวังหลวง เรียกว่า วังใหม่

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาประทับที่พระราชวังนี้เป็นการถาวรเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ และมีการเรียกชื่อวังใหม่นี้ว่า “วังจันทร” ตามชื่อวังจันทรที่ประทับที่เมืองพิษณุโลก หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วยังประทับที่วังจันทรต่อมาอีก ๕ ปี จึงพระราชทานวังนี้ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชอนุชาซึ่งดำรงพระยศพระมหาอุปราช พระราชวังนี้ถูกเรียกว่าวังจันทรเรื่อยมา จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระเพทราชาโปรดให้เรียกว่า พระราชวังบวรสถานมงคล ตามชื่อตำแหน่งวังหน้าคือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้วภายหลังเรียกชื่อว่า พระราชวังจันทรเกษม ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๒๘๗ พระราชวังถูกไฟไหม้เสียหาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดให้ก่อสร้างซ่อมแซมใหม่ แล้วให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์ พระมหาอุปราชประทับที่พระราชวังนี้ ภายหลังทรงต้องพระราชอาญาสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๘ พระราชวังจันทรเกษมก็ถูกทิ้งร้างเรื่อยมาจนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐

ต่อมา มีการรื้ออิฐจากพระราชวังจันทรเกษมไปสร้างกำแพงพระนครที่กรุงเทพฯ จนเหลือแต่ฐานราก ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังจันทรเกษมขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ประทับเวลาเสด็จไปยังกรุงเก่า การก่อสร้างทั้งหมดมาแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมา ได้พระราชทานพระราชวังนี้ให้เป็นที่ว่าการมณฑลกรุงเก่า และพระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ และได้ชื่อว่า “อยุธยาพิพิธภัณฑ์”

ปัจจุบันพระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วังจันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.

ที่มา : เดลินิวส์ 4 ก.ย. 52

***********************************************************



ระวังจะขำไม่ออก "ก๊าซหัวเราะ - ไนตรัสออกไซด์" จะทำลาย "โอโซน" มากที่สุด


"ก๊าซหัวเราะ" กำลังจะทำให้เราขำไม่ออก หลังโนอาศึกษาโอโซนถูกทำลาย พบ "ไนตรัสออกไซด์" เป็นตัวการใหญ่สุด หลังหมดปัญหาสารซีเอฟซี ชี้ 1 ใน 3 มาจากฝีมือมนุษย์ คาดอาจมีปริมาณมากขึ้นอีกตลอดศตวรรษนี้ หากไม่รีบควบคุมโดยด่วน

องค์การสมุทรศาสตร์และบรรยากาศสหรัฐฯ หรือโนอา (National Oceanographic and Atmospheric Agency: NOAA) ศึกษาวิจัยชั้นโอโซนพบว่า ถูกทำลายลงเนื่องจากก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มากที่สุด และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกในศตวรรษด้วย ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยดังกล่าวในวารสารไซน์ (Science)

เอเอฟพีระบุว่า เอ อาร์ ราวิชาญคารา (A. R. Ravishankara) หัวหน้าแผนกเคมีของโนอา ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ เปิดเผยในวารสารไซน์ว่า ความพยายามในการลดสารซีเอฟซี (chlorofluorocarbons: CFCs) ในชั้นบรรยากาศตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา นับเป็นความสำเร็จหนึ่งในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ทว่ากลับมีปัญหาก๊าซไนตรัสออกไซด์เกิดขึ้นแทน และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ไปทำลายลายชั้นโอโซน

ก่อนหน้านี้สารซีเอฟซีเป็นตัวการใหญ่ที่ทำร้ายชั้นโอโซน จนนานาชาติมีมติให้เลิกใช้สารดังกล่าว ตามข้อกำหนดในพิธีสารมอนทรีอัล (Montreal Protocol) เมื่อปี 2530 หลังจากนั้นไนตรัสออกไซด์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นปัญหาใหญ่แทนสารซีเอฟซี ทว่าไนตรัสออกไซด์ไม่ได้เป็นสารที่ถูกควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีอัลด้วย แต่จัดเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดปริมาณการปล่อยภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Potocol)

นักวิจัยยังระบุอีกว่าก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาทุกวันนี้ กลายเป็นสารเคมีที่ไปทำลายโอโซนมากที่สุด และคาดว่าสารดังกล่าวน่าจะคงอยู่ในชั้นบรรยากาศ และเป็นปัญหาไปตลอดศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว ซ้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ ไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในนาม "ก๊าซหัวเราะ" (Laughing gas) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในยาชาหรือยาสลบ ถูกปลดปล่อยออกมาจากกิจก รรมของมนุษย์มากถึง 10 ล้านตันต่อปี ทั้งจากการเกษตร, การทำปศุสัตว์ , การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณที่ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด

ส่วนที่เหลือ 2 ใน 3 เป็นปริมาณก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาโดยธรรมชาติ เช่น แบคทีเรียในดินและในมหาสมุทรบางชนิด ที่ย่อยสลายสารประกอบไนโตรเจนและปลอปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ออกมา

ไนตรัสออกไซด์ไปมีผลทำให้ชั้นโอโซนบางลง ซึ่งไนตรัสออกไซด์นั้น คล้ายกับสารซีเอฟซี คือเมื่อถูกปล่อยออกมาอยู่ใกล้พื้นผิวโลกจะมีความเสถียร แต่เมื่ออยู่ใกล้กับบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์จะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของไนโตรเจนออกไซด์ (Nitrogen oxide) และทำลายชั้นโอโซนที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันของสิ่งมีชีวิตบนโลก ไม่ให้ได้รับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่มาจากดวงอาทิตย์ หากชั้นโอโซนบางลงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตผ่านลงมายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้นก็จะเป็นอันตรายต่อทั้งพืชและสัตว์บนโลก

ทีมวิจัยชี้ว่า การควบคุมการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์สามารถช่วยกู้ชั้นโอโซนให้กลับคืนมาได้ เหมือนดังเช่นตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เราสามารถลดการทำลายชั้นโอโซนได้จากการควบคุมการปล่อยสารซีเอฟซีภายใต้พิธีสารมอลทรีอัล ซึ่งหากเราสามารถลดอัตราการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ลงได้ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งชั้นโอโซนและปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กันยายน 2552

***********************************************************



เจ้าเจ็ดตน


คนไทยในภาคเหนือคงจะรู้จักเจ้าเจ็ดตนกันเป็นอย่างดี แต่คนไทยในภาคอื่น ๆ ของประเทศอาจจะยังไม่รู้จักมากนัก เจ้าเจ็ดตนเป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่ง ต่อดินแดนล้านนา สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ อักษร ข-จ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า เจ้าเจ็ดตน เป็นคำเรียกบุตรชาย ๗ คนของฟ้าชายแก้ว และเป็นหลานปู่ของพระยาสุลวลือชัยสงคราม (หนานทิพช้าง) ผู้ครองเมืองลำปาง ที่ร่วมมือกันต่อสู้ขับไล่กองทัพและอิทธิพลพม่าออกจากดินแดนล้านนา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนสามารถขับไล่พม่าออกไปจากดินแดนล้านนาได้ทั้งหมด รวบรวมดินแดนล้านนาให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ขยายอาณาเขต ครอบครองแคว้นสิบสองพันนาและเมืองเชียงตุงกับเมืองบริวารทั้งหมด ทำให้ดินแดนล้านนามารวมกันได้อีกครั้งหนึ่ง จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองลำปาง และเจ้าเมืองลำพูน และเป็นต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำปาง และ ณ ลำพูน สืบสกุลมาจน ทุกวันนี้

เจ้าเจ็ดตน ได้แก่

(๑) เจ้ากาวิละ ต่อมาเป็นพระยากาวิละ เจ้าเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๑๗ แล้วเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๒๕ และดำรงยศเจ้า ประเทศราช เป็นพระบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ พ.ศ. ๒๓๔๕

(๒) เจ้าคำโสม ต่อมาเป็นเจ้าเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๒๕

(๓) เจ้าน้อยธรรม ต่อมาเป็นอุปราชเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นเจ้ามหาอุปราช พ.ศ. ๒๓๔๘ และเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๕๖

(๔) เจ้าดวงทิพ ต่อมาเป็นอุปราชเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นเจ้าเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๓๗ และดำรงยศเจ้าประเทศราช พ.ศ. ๒๓๔๖

(๕) เจ้าหมูล่า ต่อมาเป็นราชวงศ์เมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๒๕ และเป็นอุปราชเมืองลำปาง พ.ศ. ๒๓๓๗

(๖) เจ้าคำฝั้น ต่อมาเป็นพระยาบุรีรัตน์ พ.ศ. ๒๓๒๕ เป็นเจ้าเมืองลำพูน พ.ศ. ๒๓๕๗ เป็นอุปราชเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๕๘ และเป็นเจ้าเมือง เชียงใหม่ พ.ศ. ๒๓๖๖

(๗) เจ้าบุญมา ต่อมาเป็นอุปราชเมืองลำพูน พ.ศ. ๒๓๔๘ และดำรงยศเจ้าประเทศราช พ.ศ. ๒๓๖๙.

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ส.ค. 52

***********************************************************



สัตมหาสถาน


พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามคำ สัตมหาสถาน [สัดตะมะหาสะถาน] ว่า สถานที่ ๗ แห่งที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุขภายหลังตรัสรู้ ซึ่งได้แก่

๑) รัตนบัลลังก์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วประทับเสวยวิมุติสุขใต้ร่มโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน

๒) อนิมิสเจดีย์ พระพุทธเจ้าเสด็จจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วหันกลับมาประทับยืนทอดพระเนตรต้นมหาโพธิ์ โดยไม่กะพริบพระเนตรตลอด ๗ วัน

๓) รัตนจงกรม พระพุทธเจ้าเสด็จจงกรมระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับอนิมิสเจดีย์ เป็นเวลา ๗ วัน

๔) รัตนฆรเจดีย์ พระพุทธเจ้าทรงประทับในเรือนแก้วทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด ๗ วัน

๕) ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร) พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ประทับนั่งเสวยวิมุติสุขใต้ต้นไทรเป็น เวลา ๗ วัน พญามาร อาราธนาให้เสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน แต่ทรงปฏิเสธ

๖) ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ประทับนั่งใต้ต้นจิก ตลอด ๗ วัน พญานาคมุจลินท์แผ่พังพานกัน ฝนและลม

๗) ต้นราชายตนะ (ต้นเกด) พระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งเสวยวิมุติสุขใต้ต้นเกดเป็นเวลา ๗ วัน พ่อค้า ๒ คน ชื่อตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางผ่านมาได้นำข้าวสัตตุมาถวาย ทั้ง ๒ คนได้เป็นปฐมอุบาสก

ที่มา : เดลินิวส์ 17 ส.ค. 52

***********************************************************



รู้จัก 13 มรดกโลกแห่งใหม่


บนโลกอันน่าอัศจรรย์ใบนี้ มีสถานที่ทรงคุณค่ามากมายที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ทั้งสถานที่ทางธรรมชาติ ที่ถูกรังสรรค์ชิ้นงานด้วยธรรมชาติ และสถานที่ซึ่งสร้างขึ้นจากความเพียรของมนุษย์ โดยหลายแห่งหลายสิ่งต่างมีเอกลักษณ์ความพิเศษเฉพาะตัวที่เป็นเอกอุ ควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อเป็นมรดกโลกของมวลมนุษยชาติสืบทอดไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมต่อไป

นั่นจึงทำให้ ทุกๆปี องค์การยูเนสโก (UNESCO) หรือ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศมรดกโลกแห่งใหม่ให้โลกได้รับรู้

สำหรับปีนี้ยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งที่ 33 ในระหว่างวันที่ 22-30 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา ณ เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน ได้มรดกโลกแห่งใหม่จำนวน 13 แห่งทั่วโลก แบ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง และมรดกโลกทางวัฒนธรรม 11 แห่ง

มรดกโลกแห่งใหม่ทางธรรมชาติ


ทะเลวาดเดน-ครอบคลุมเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์

มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรก คือ "ทะเลวาดเดน" (The Wadden Sea) ตั้งอยู่ชายแดนประเทศเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 10,000 ตารางกิโลเมตร อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวชายฝั่งใช้เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นแหล่งผสมพันธุ์ของนกมากกว่า 12 ล้านตัว

ทะเลวาดเดน จัดเป็นพื้นที่หนึ่งที่รัฐบาลของทั้งเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกันป้องกันและอนุรักษ์ทะเลวาดเดนให้คงสภาพธรรมชาติเดิมไว้ พร้อมกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์ของเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลวาดเดน


เทือกเขาโดโลไมท์-อิตาลี

มรดกโลกทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของปีนี้คือ "เทือกเขาโดโลไมท์" (Dolomites Mountains) ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ที่ทอดตัวอยู่ในเขตอิตาลีตอนเหนือ พื้นที่มากกว่า 140,000 เฮกตาร์ มีทัศนียภาพสวยงาม มีความหลากหลายของชนิดของหินต่างๆ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ฟอสซิลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

เทือกเขาโดโลไมท์ ครอบคลุมอาณาบริเวณของแคว้นทิโรลใต้ (Tirol South) และ แคว้นเวเนโต้(Veneto)เป็นเทือกเขาได้ชื่อว่าเป็นแนวเขาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยลักษณะของยอดเขาต่างๆที่แทงยอดสูงเสียดฟ้า มีทัศนียภาพงดงาม จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอิตาลี โดยช่วงฤดูหนาว เหล่าสกีรีสอร์ทต่างเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเทือกเขาแห่งนี้ ส่วนช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะมีทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีสวยปรากฏตลอดจนเทือกเขา

มรดกโลกแห่งใหม่จากน้ำมือมนุษย์


อาคารสต๊อกเลต เฮาส์-เบลเยียม

สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของโลกปีนี้ ขอเริ่มกันที่ "อาคารสต๊อกเลต เฮาส์" (Stoclet House) อาคารรูปทรงเรขาคณิตในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม ออกแบบโดย โจเซฟ ฮอฟมานน์ สถาปนิกชื่อดังชาวออสเตรีย ผู้บุกเบิกคนสำคัญของศิลปะแนวอาร์ตนูโวในประเทศเบลเยียม มีความโดดเด่นตรงที่เป็นสุดยอดอาคารสถาปัตยกรรมแบบเวียนนา ที่ยังได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพเดิม สร้างระหว่างปีค.ศ.1905-1911

สถานที่ต่อมาคือ ซากปรักหักพัง "โลโรเปนี"(Loropeni) ประเทศบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล สำหรับความสำคัญของโลโรเปนี คือ มีลักษณะเป็นป้อมโบราณที่ใช้หินขนาดใหญ่มากกว่า 100 ก้อนในการก่อสร้างที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ตั้งอยู่ในพรมแดนโกดิวัวต์ กานา และโตโก อายุมากกว่า 1,000 ปี


เมืองโบราณซีดาเด-เคปเวิร์ด

มาที่อีกหนึ่งประเทศในแอฟริกา "เมืองโบราณซีดาเด"(Cidade Velha) ศูนย์กลางประวัติศาสตร์เมือง Ribeira Grande ตั้งอยู่ในประเทศเคปเวิร์ด ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะ โดยเมืองโบราณแห่งนี้จัดเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดของเกาะเคปเวิร์ด ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Cidade Velha ในปลายศตวรรษที่ 18 เป็นเมืองที่ผังเมืองยอดเยี่ยมในยุคเริ่มต้นการแผ่อาณานิคมของยุโรป มีทั้งโบสถ์ และลานหินอ่อนที่เป็นสุดยอดศิลปะ


ภูเขาอู่ไถซัน-จีน

เปลี่ยนมาสัมผัสมรดกโลกในเอเชียกันบ้างที่ "ภูเขาอู่ไถซัน" (Wutai)ในมณฑลซันซี ทางภาคเหนือของจีน ภูเขาอู่ไถซัน ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 4 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทางพุทธศาสนาของจีน (อีก 3 แห่งได้แก่ ผู่โถวซัน มณฑลเจ้อเจียง, จิ่วหัวซัน มณฑลอันฮุย และเขาง้อไบ๊ มณฑลเสฉวน) โดยเชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของพระโพธิสัตว์แห่งปัญญาคือพระมัญชูศรี อู่ไถซันมี สิ่งก่อสร้างทางศาสนามากมาย อาทิ วัดพุทธศาสนาอายุเก่าแก่นับพันปี สิ่งก่อสร้างด้วยไม้ในยุคราชวงศ์ถัง รวมถึงพระพุทธรูปจำนวนมากราว 500 องค์


สุสานหลวงแห่งราชวงศ์โชซอน-เกาหลีใต้

ที่เกาหลีใต้ปีนี้มีมรดกโลกแห่งใหม่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ "สุสานหลวงแห่งราชวงศ์โชซอน" (Royal Tombs of the Joseon) สุสานโบราณอายุกว่า 5 ศตวรรษ มีสุสานหลวง 40 แห่งจากสมัยอาณาจักรโชซอน สุสานเหล่านี้เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ ราชินี และเหล่าบรรพชน 27 รุ่นของราชวงศ์โชซอน และเป็นการยากที่จะได้พบสุสานในราชวงศ์ทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ในสภาพดีเช่นนี้ สำหรับการเฉลิมฉลอง 40 สุสานหลวงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกครั้งนี้


ชูสตร้า-อิหร่าน

ในขณะที่สถานที่เลื่องชื่อของอิหร่านอย่าง "ซูร์ตาร์" (Shushtar) เมืองโบราณในประเทศอิหร่านก็เป็นหนึ่งในมรดกโลกปีนี้ เพราะความที่ซูร์ตาร์มีระบบชลประทานที่น่าทึ่ง ผันน้ำมาใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรกรรมในพื้นที่กว่า 40,000 เฮกตาร์ ตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนปัจจุบัน

ด้าน "ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สุลาเมน"( Sulamain)ประเทศคีร์กีซสถาน หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม และเป็นเทือกเขาโบราณสำคัญของนักเดินทางบนเส้นทางสายไหม ก็เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ด้วยเช่นกัน


เมืองศักดิ์สิทธิ์คาเรล ซูฟ-เปรู

เช่นเดียวกับ "เมืองศักดิ์สิทธิ์คาเรล ซูฟ" (Caral-Supe) ตั้งอยู่ในประเทศเปรู เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาใต้ มีความซับซ้อนของสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสาวรีย์หินโบราณ ทำให้ยูเนสโกมองเห็นความสำคัญและมอบความเป็นมรดกโลกให้

ตามติดด้วย "ประภาคารเฮอร์คิวลิส" (Hercules) อยู่ในประเทศสเปน เป็นประภาคารและสถานที่ทางเข้าของ 'ลา คอรุญญา' ท่าเรือสำคัญ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 1 ในบริเวณเดียวกันมีสวนประติมากรรม หินแกะสลักจากเหล็กและสุสานมุสลิม ในยุคที่อาณาจักรโรมันยังเรืองอำนาจ ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงประภาคารโบราณสมัยกรีก-โรมัน ซึ่งยังคงให้เห็นความสมบูรณ์แบบของรังวัดในโครงสร้างและการทำหน้าที่แต่ละส่วนสอดคล้องต่อเนื่อง


เมืองลาโชซ์-เดอฟองด์-สวิตเซอร์แลนด์

"เมืองลาโชซ์-เดอฟองด์ และเมืองเลอโลเคิล"( La Chaux-de-Fonds/Le Locle watchmaking town-planning) แหล่งผลิตนาฬิกาที่ขึ้นชื่อของสวิตเซอร์แลนด์ ถูกยกย่องให้เป็นมรดกโลกเช่นกัน ในฐานะเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นด้านเมืองแห่งประวัติศาสตร์การบุกเบิกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งยังคงอนุรักษ์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสืบทอดความยิ่งใหญ่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างมีชีวิตชีวา


สะพานส่งน้ำพอนต์ซิซิลเต-อังกฤษ

และมรดกโลกอีกหนึ่งส่งท้ายของปีนี้ก็คือ "สะพานส่งน้ำพอนต์ซิซิลเต"( Pontcysyllte) แห่งสหราชอาณาจักร มีความยาว 18 กม. ซึ่งทอดตัวอยู่เหนือคลองที่ขุดตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 ในแคว้นเวลส์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ สร้างคุณูปการในเชิงวิศวกรรมโยธาแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ด้วยการก่อสร้างที่จับต้องสัมผัสได้ โดดเด่นในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะกลวิธีออกแบบที่ไม่ต้องใช้ตัวสลัก ถือเป็นการบุกเบิกผลงานชิ้นเอกแห่งวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมโลหะโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี

พร้อมกันนี้ทางยูเนสโกได้เพิ่มรายชื่อของ "อุทยานธรรมชาติปะการังทับบาตาฮา"( Tubbataha )ของฟิลิปปินส์เป็นส่วนขยายจากอุทยานทางทะเลทับบาตาฮา ซึ่งเป็นมรดกโลกไปก่อนหน้านี้ เพื่อความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ส่งท้ายด้วยเรื่องเศร้าที่ทางยูเนสโกได้ประกาศถอดถอน "หุบเขาเดรสเดน เอลเบ" (Dresden Elbe ) ทางฝั่งตะวันออกของเยอรมนี ออกจากบัญชีมรดกโลก หลังจากที่รัฐบาลเยอรมนี มีแผนก่อสร้างสะพานคอนกรีตกับเหล็กกล้าความกว้างขนาดถนน 4 เลน ระยะทาง 600 เมตร ตัดใจกลางหุบเขา นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับเมืองไทยถ้าหากยังคงนิ่งนอนใจกับมรดกโลกที่มีอยู่ โดยไม่ร่วมกันดูแลแต่กับปล่อยปละละเลยให้พื้นที่มรดกโลกถูกทำลายจนเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นที่อยุธยาหรือที่เขาใหญ่ตามที่เป็นข่าว สักวันหนึ่งมรดกโลกในเมืองไทยอาจถูกถอดถอนอย่างหุบเขาเดรสเดน เอลเบ ก็เป็นได้

เรื่องแบบนี้อย่าชะล่าใจไป...

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2552

***********************************************************



วังสุโขทัยหรือวังศุโขทัย


เมื่อหลายเดือนก่อนมีผู้โทรศัพท์มาสอบถามยังราชบัณฑิตยสถานว่า ชื่อวังที่ประทับของสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ควรเขียนอย่างไรจึงจะถูกต้อง ระหว่าง สุโขทัย กับ ศุโขทัย ในครั้งนั้นผู้เขียนได้ตอบคำถามดังกล่าวไปแล้ว ว่าที่ถูก ต้องคือ ศุโขทัย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีประโยชน์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคำ ศุโขทัย ที่เป็นชื่อวัง จากการได้ยินมากกว่าเห็นปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อจะต้องเขียนจึงเกิดความไม่แน่ใจดังเช่นผู้สอบถาม ด้วยเหตุนี้จึงได้นำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้รับทราบด้วย พร้อมทั้งได้สรุปความเป็นมาของวังศุโขทัยโดยสังเขปเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติม ดังนี้

วังศุโขทัย เป็นวังที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักหอพระราชทานแก่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาและหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญในการอภิเษกสมรส และพระราชทาน เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้เสด็จไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเสด็จกลับมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้งเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จากนั้นใน พ.ศ. ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ระหว่างนั้นวังศุโขทัยถูกยึดและใช้เป็นสถานที่ราชการ ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จกลับมาประทับที่ประเทศไทยเป็นการถาวร และได้ประทับที่วังศุโขทัยจนสวรรคต ปัจจุบันวังศุโขทัยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร.

ที่มา : เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2552

***********************************************************



มาแล้ว..แข่งเรือมังกรเทศกาลตวนอู่


ขณะนี้เรียกได้ว่าทุกพื้นที่ในจีนกำลังเตรียมตัวต้อนรับเทศกาลตวนอู่ หรือวันไหว้บ๊ะจ่างกันอย่างคึกคัก ในวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยความสำคัญของเทศกาลตวนอู่นั้นก็เพื่อระลึกถึงอดีตกวีผู้รักชาตินามชีว์หยวนที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินเมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว และประเพณีที่ชาวจีนมักจะทำกันในวันนี้ได้แก่ การห่อบ๊ะจ่าง

ตำนานของเทศกาลตวนอู่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชีว์หยวน (??) นักกวีแห่งรัฐฉู่ในช่วงปลายสมัยจั้นกั๋ว (475-221 ปีก่อนคริสตศักราช) เป็นขุนนางที่มีความรักและห่วงใยและต้องการจะปกป้องบ้านเมือง แต่ก็ถูกกลุ่มคนชั่วที่คอยยุยงเจ้าผู้ปกครอง กระทั่งสุดท้ายทหารจากรัฐฉินก็สามารถยึดครองรัฐฉู่ เมื่อกวีและบัณฑิตผู้รักชาติผู้นี้ ต้องประสบกับเหตุการณ์สิ้นชาติ ในวันที่ 5 เดือน 5 เมื่อ 278 ปีกก่อนคริสตศักราช ด้วยความเจ็บปวดและเสียใจ จึงได้ตัดสินใจกอดก้อนหินใหญ่แล้วกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่แม่น้ำมี่หลัว

แต่ด้วยความที่ท่านเป็นผู้จงรักภักดี และเป็นที่รักใคร่ของปวงชน ทำให้ชาวบ้านต่างพากันออกค้นหาศพของชีว์หยวน ทว่าเมื่อหาไม่พบก็เกรงว่ากุ้ง หอย ปู ปลาในน้ำจะพากันกัดแทะกินร่างของเขา จึงพากันนำเอาข้าวเหนียวมาบรรจุในกระบอกไผ่แล้วโยนลงไปในแม่น้ำ กระทั่งภายหลัง เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงชีว์หยวน ทุกครั้งเมื่อวันนี้เวียนมาบรรจบ ผู้คนจึงได้พากันนำเอาใบไม้ไผ่มาห่อข้าวเหนียว แล้วนำไปกราบไหว้สักการะ จนกลายมาเป็นประเพณีการไหว้และกินบ๊ะจ่างในปัจจุบัน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2552

***********************************************************



มหัศจรรย์นโยบายปฏิรูปจีน
 
 
 เอเอฟพี – การปฏิรูปเศรษฐกิจที่เริ่มขึ้นบนแดนมังกรเมื่อ 30 ปีก่อนได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากลึกในประเทศ ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ การเปลี่ยนแปลงนั้นมากมายระดับไหน? ลองมาดูสถิติเปรียบเทียบกัน
       

        เศรษฐกิจ :
       
ทุกวันนี้จีนเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่งในโลก สาเหตุหลัก เนื่องมาจากเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยสินค้าส่งออกจำนวนมหึมา และพญามังกรกำลังจะแซงหน้าเยอรมนี กลายเป็นชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เมื่อมองย้อนกลับไป นับตั้งแต่ปี 2521 จะเห็นว่ามันเป็นเส้นทางที่ยาวไกล โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีของปีนั้น เมื่อคิดตามมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ 364,500 ล้านหยวน แต่ในปี2550 จีดีพีโตขึ้นถึง 68 เท่า เป็น 25.1 ล้านล้านหยวน
       
        การค้ากับต่างชาติ :
       
ตัวเลขการค้ากับต่างชาติทำให้เห็นการผงาดของจีนราวกับหนังอภินิหาร ยอดการค้าของจีนกับต่างชาติในปี 2521 มีมูลค่า 20,600 ล้านดอลลาร์ โดยจีนขาดดุลการค้า 1,100 ล้านดอลลาร์ แต่ยอดการค้ากับต่างชาติในปี 2550 โตถึง 105 เท่าเป็น 2.17 ล้านล้านดอลลาร์ และการขาดดุลกลับกลายเป็นการเกินดุลอย่างมหาศาลจำนวน 262,000ล้านดอลลาร์

เด็กหญิงสองคนนี้กำลังชี้ชวนกันดูโปสเตอร์นิทรรศการรำลึก30 ปี ที่ถนนหวังฟู่จิ่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม - ซีน่าเน็ต
        การศึกษา :
        การศึกษาเคยเป็นเรื่องอิสระไม่มีการบังคับในหลายเมือง แต่หลายปีภายหลังจากลงมือปฏิรูป การศึกษากลายเป็นรายจ่ายก้อนโตสำหรับหลายครอบครัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาเฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ในปี 2521 มีผู้เดินออกจากมหาวิทยาลัย พร้อมปริญญาบัตร ที่สูงกว่าปริญญาตรีเพียง 9 คน แต่พอถึงปี2550 แทบไม่น่าเชื่อว่า ตัวเลขจะพุ่งสูงได้ถึง 311,839 คน
       
        ประชากร :
        ตอนที่เริ่มการปฏิรูป จีนมีพลเมืองมากที่สุดในโลกจำนวน 963 ล้านคน ทุกวันนี้ ก็ยังครองตำแหน่งดังกล่าว โดยในปี 2550 มีพลเมืองมากถึง 1,320 ล้านคน ทว่าก็มีแนวโน้ม ที่อินเดียอาจแซงหน้าจีนภายในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เหตุผลหลัก ก็เนื่องจากจีนใช้นโยบายลูกคนเดียว ซึ่งลดอัตราการเติบโตของประชากรจากร้อยละ 1.2 ต่อปีในปี 2521 เป็นร้อยละ0.5 ในปัจจุบัน
       
        การจ้างงาน :
        เมื่อสมัยปี 2521 นั้น มีชาวจีนประกอบอาชีพอิสระ 150,000 คน โดยทั่ว ๆ ไปก็ค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเป็นช่างซ่อม ยังไม่มีชาวจีนคนใดเป็นลูกจ้างธุรกิจเอกชน พอในปี 2550 จำนวนชาวจีนที่ทำงานเป็นลูกจ้างธุรกิจเอกชน หรือทำงานอิสระเพิ่มถึง 127 ล้าน 5 แสนคน

หญิงรายหนึ่งกำลังยืนคุยโทรศัพท์ ขณะที่ภาพด้านหลังหญิงในภาพก็กำลังใช้โทรศัพท์รุ่นนิยมแห่งยุคนั้นด้วยเช่นกัน - ซีน่าเน็ต
       

รายได้ :
ชาวจีนที่อาศัยในเมืองและชนบทต่างได้รับประโยชน์จากการปฏิรูป โดยในปี 2521ครอบครัวในเมืองมีรายได้ใช้จ่ายต่อปีโดยเฉลี่ย 343.4 หยวน ขณะที่ในปี 2550 อยู่ที่ 13,786 หยวน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่า ส่วนครอบครัวในชนบท เพิ่มขึ้น 31 เท่า จาก 133.6 หยวน เป็น 4,140 หยวน

บ้านอาศัย :
ชาวจีนเคยต้องอาศัยกันอย่างแออัดภายในห้องเช่าแคบๆ สภาพเช่นนี้ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน แต่ครอบครัวคนชั้นกลาง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ก็ได้อาศัยในบ้านช่องที่สบายกว่าเดิม เนื่องจากการเคหะของจีนเจริญเติบโตอย่างมาก ซึ่งนับเป็นการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยในปี 2521 คนในเมืองมีที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ย 6.7 ตารางเมตร (72 ตารางฟุต) แต่ในปี 2549 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่มีอยู่ พื้นที่อาศัยโดยเฉลี่ยขยายเป็น 27.1 ตารางเมตร (291 ตารางฟุต)

ประชากรสูงอายุ :
ในปี 2524 คาดว่าผู้หญิงจีนมีอายุยืนยาวโดยเฉลี่ย 69.3 ปี ขณะที่ในปี 2543 คาดว่าผู้หญิงจีนมีอายุยืนยาวโดยเฉลี่ย 73.3 ปี ส่วนผู้ชายเฉลี่ย 66.3 ปีในปี 2524 และ 69.6 ปีในปี2543 เห็นได้ว่าตัวเลขไม่เพิ่มมากนัก ซึ่งสะท้อนว่า จีนมีการดูแลสุขอนามัยขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางพอสมควรในยุคก่อนหน้าการปฏิรูป

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 19 ธันวาคม 2551

***********************************************************

 

“บิล เกตส์” ครองแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 15 แม้ทรัพย์สินลดลง


เอเจนซี – บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับชาวอเมริกันที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 400 อันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ขณะที่ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีจำนวนมากลดฮวบ

แมทธิว มิลเลอร์ บรรณาธิการผู้จัดอันดับของนิตยสารฟอร์บกล่าวว่า “ความจริงที่ว่าคนรวยไม่ได้รวยมากขึ้นนั่นหมายถึงว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง สินเชื่อไม่ได้ขยายตัว มีสภาพคล่องเพียงเล็กน้อยในตลาด และข้อตกลงต่างๆ ไม่สามารถบรรลุได้ เช่นเดียวกับสัญญาข้อตกลงทางเศรษฐกิจ”

ฟอร์บส์ได้อ้างอิงราคาขายหุ้นในวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาในการจัดอันดับ โดยส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ อันเป็นส่วนมาจากความปั่นป่วนทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกนั้น ทำให้ทรัพย์สินจำนวนมากสูญสลายไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกตส์จะยังครองอันดับสูงสุดในรายชื่อผู้มีทรัพย์สินมากที่สุดในสหรัฐฯ แต่จากการประเมินโดยฟอร์บส์ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเหลือเพียง 57,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 59,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

ขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์อยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยทรัพย์สิน 50,000 ล้านดอลลาร์ ตกลงจากในปีที่แล้ว 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีลอว์เรนซ์ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งโอราเคิล คอร์ปตามมาเป็นอันดับที่ 3 ด้วยจำนวนทรัพย์สิน 27,000 ล้านดอลลาร์

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551

***********************************************************



คลี่ปมปริศนาอนุสาวรีย์หิน "สโตนเฮนจ์" ที่แท้คือสุสานโบราณ


"สโตนเฮนจ์" กองหินยักษ์อายุกว่า 5,000 ปี ที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษเป็นปริศนามายาวนานนับศตวรรษที่คนยุคหลังสงสัยว่าแท้จริงคือสถานที่อันใดกันแน่ บ้างก็ว่าเป็นหอดูดาว บ้างก็ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิในสมัยโบราณ แต่ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็คลายปมจนได้ว่าที่แท้ก็เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพของชนเผ่ามนุษย์ยุคก่อนคริสตกาล

วารสารนิวไซเอนติสต์รายงานว่าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (University of Sheffield) สหราชอาณาจักร ที่นำทีมโดยไมค์ ปาร์กเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) ได้พิสูจน์โครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่ขุดค้นได้ในบริเวณที่ตั้งของ "สโตนเฮนจ์" (Stonehenge) กองหินขนาดยักษ์ในเมืองวิลท์ไชร์ทางตอนใต้ของอังกฤษ พบหลักฐานบ่งชี้ว่าอนุสาวรีย์หินดังกล่าวเป็นสถานที่ประกอบพิธีศพและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตายของกลุ่มชนชั้นสูงในยุคก่อนประวัติศาสตร์

นักวิจัยใช้วิธีตรวจวัดการแผ่รังสีของธาตุคาร์บอนเพื่อคำนวณอายุของโครงกระดูกและฟันที่ขุดขึ้นมาได้จากบริเวณดังกล่าวตั้งแต่เมื่อช่วงทศวรรษที่ 50 ผลการพิสูจน์บ่งชี้ว่าโครงกระดูกเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ประมาณเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สโตนเฮนจ์เริ่มถูกสร้างขึ้น และคาดว่าน่าจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพสำหรับชนชั้นสูงในสมัยยุคหินยาวนานต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 500 ปี ขณะที่ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีเคยสันนิษฐานไว้ว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นฌาปนสถานแค่ในระหว่าง 2,800-2,700 ปีก่อนคริสต์ศักราชเท่านั้น

"ผมไม่คิดว่าคนธรรมดาสามัญจะได้รับการประกอบพิธีศพที่บริเวณสโตนเฮนจ์นี้แน่นอน" เพียร์สันแสดงความคิดเห็นพร้อมกับแจงต่อว่านักโบราณคดีต่างสันนิษฐานกันเรื่อยมาว่าสโตนเฮนจ์อาจถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นปกครองหรือบางทีอาจเป็นราชวงศ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และจากหลักฐานใหม่ที่ได้ก็บ่งชี้ว่าเป็นตามนั้น อีกทั้งยังถูกใช้เป็นสุสานของกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย

หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของสหราชอาณาจักรระบุว่าสโตนเฮนจ์ส่วนแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยถูกขุดให้เป็นร่องดินและกำแพงดินล้อมเป็นวงกลมที่ประกอบด้วยหลุมจำนวน 56 หลุมที่บรรจุเสาไม้ไว้ภายใน ต่อมา 2,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช หินสีน้ำเงิน (bluestone) จำนวน 82 ก้อน ซึ่งบางก้อนหนักถึง 4 ตัน ได้ถูกลำเลียงมาตั้งไว้เป็นวงกลม 2 วงภายในกำแพงดินดังกล่าว และหลังจากนั้นอีกราว 150 ปี หินซาร์เซน (sarsen stone) จำนวนหนึ่งซึ่งแต่ละก้อนหนักราว 50 ตันก็ถูกลำเลียงมาไว้ในบริเวณเดียวกันและกลายเป็นสโตนเฮนจ์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เดลิเมล์รายงานต่อว่าเมื่อช่วงหลายสิบปีก่อนนักโบราณคดีขุดค้นพบสุสานจำนวน 52 สุสานที่อยู่บริเวณรอบสโตนเฮนจ์ โดยโครงกระดูกจากสุสาน 3 แห่ง ถูกเคลื่อนย้ายนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ซาลิสเบอรี (Salisbury Museum) ซึ่งโครงกระดูกเหล่านี้เองที่นักวิจัยใช้เป็นตัวอย่างศึกษา โครงกระดูกที่มีอายุมากที่สุดอยู่ระหว่าง 3030-2880 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่หลุมฝังศพในโสตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้น โครงกระดูกถัดมามีอายุราว 2930-2870 ปีก่อนคริสต์ศักราช และโครงกระดูกสุดท้ายมีอายุ 2570-2340 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หินซาร์เซนถูกลำเลียงมาไว้ที่สโตนเฮนจ์

กลุ่มนักวิจัยเชื่อว่าน่าจะมีร่างที่ถูกฝังอยู่ที่บริเวณสโตนเฮนจ์มากถึง 240 ร่าง ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้วนักวิจัยทีมเดียวกันนี้เคยพบหลักฐานสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ในละแวกใกล้เคียงกับสโตนเฮนจ์ด้วย ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่าสถานที่ทั้ง 2 แห่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทีมีความสัมพันธ์กัน

อย่างไรก็ดีนิวไซเอนติสต์รายงานว่าคริสโตเฟอร์ ชิปปินเดล (Christopher Chippindale) นักวิชาการประจำพิพิธภัณฑ์โบราณคดีและมานุษยวิทยา (Museum of Archaeology and Anthropology) มหาวิทยาลัยเครมบริดจ์ (University of Cambridge) แสดงความเห็นว่า แม้ว่าผลการพิสูจน์การแผ่รังสีของธาตุคาร์บอนจากโครงกระดูกที่ถูกขุดมาจากบริเวณสโตนเฮนจ์จะบ่งชี้ว่าสโตนเฮนจ์ถูกใช้เป็นสุสาน ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นคือจุดประสงค์แรกมนุษย์ยุคก่อนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา

เช่นเดียวกับวัดหรือโบสถ์ที่มีหลุมฝังศพจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดประสงค์แรกที่สร้างโบสถ์นั้นขึ้นมา เขายังระบุอีกว่าความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความน่าฉงนทั้งหมด ยังไม่ใช่คำตอนสุดท้ายที่พวกเราต้องการ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2551

***********************************************************



จีนเปิดตัวสะพานข้ามทะเลอ่าวหังโจว


ซินหัวเน็ต / เอเอฟพี /รอยเตอร์- จีนเปิดตัวสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ในตอนบ่ายของวันพฤหัสบดี(1พ.ค.)หลังก่อสร้างมานานกว่า 5 ปี และได้เปิดทดลองให้รถวิ่งในเวลาเที่ยงคืนวันเดียวกัน

สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองเจียซิงซึ่งอยู่ใกล้กับนครเซี่ยงไฮ้ กับเมืองท่าหนิงปอของมณฑลเจ้อเจียง ด้วยความยาวทั้งสิ้น 36 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 11,800 ล้านหยวน หรือ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยสะพานดังกล่าวช่วยร่นระยะทางทางบกจากเซี่ยงไฮ้สู่หนิงปอได้กว่า 120 กิโลเมตร อีกทั้งโครงสร้างของสะพานยังสร้างเป็นถนน 6 ช่องทาง ซึ่งจีนเชื่อว่าจะสามารถเอื้อประโยชน์อย่างมากทางด้านเศรษฐกิจและช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดที่ยังเป็นปัญหาหลักในเขตเศรษฐกิจต่างๆทางภาคใต้ของจีน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2551

***********************************************************



จีนเดินเครื่องระดมทุนสร้างสะพานเชื่อมฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า


เอเอฟพี - ฮ่องกง . มาเก๊า และกว่างตง(กวางตุ้ง)ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองของจีน ได้ตกลงทำสัญญาร่วมสร้างสะพานเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจสู่แผ่นดินใหญ่

เดอะ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า โปรเจคยักษ์ใหญ่ดังกล่าว ต้องใช้งบประมาณจะใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ปีด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงจะรับผิดชอบในส่วนของการลงทุน 50.2 % กว่างตง 35.1 % และมาเก๊า 14.7 %

“สะพานดังกล่าวจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี และภายใน 36 ปีสะพานแห่งนี้จะเอื้อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับทุกฝ่าย” หวง หัวหัว ผู้ว่าการมณฑลกว่างตงกล่าว อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาชี้แจงผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างดังกล่าวว่า จะก่อให้เกิดอันตรายต่อโลมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง(แม่น้ำไข่มุก)

ทั้งนี้ สะพานจะมีความยาวทั้งหมด 29.6 กิโลเมตร โดยจะเชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจจูไห่ , เกาะมาเก๊า และโยงมายังฮ่องกง ซึ่งเส้นทางของสะพานจะมีลักษณะคล้ายกับรูปตัววาย (Y)

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2551

***********************************************************



บิล เกตส์ ตกไปเป็นที่ 3 ของคนรวยสุดของโลก


หมายเลข 13 เป็นหมายเลขที่หลายคนซึ่งเชื่อในไสยศาสตร์ มองว่า เป็นหมายเลขไม่ดี และบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็เสียตำแหน่งคนรวยที่สุดของโลก หลังครองตำแหน่งมา 13 ปีโดยผลจัดอันดับล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์ในปีนี้ระบุว่า

คนรวยที่สุดของโลกคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชาวอเมริกัน ผู้เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นนักธุรกิจผู้ใจบุญเช่นเดียวกับเกตส์ บัฟเฟตส์มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 62,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ (เพิ่มขึ้น 320,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 2 ล้านล้านบาท)

อันดับสองคือ เจ้าพ่อเทเลคอมชาวเม็กซิกัน คาร์ลอส สลิม เฮลู ผู้มีสินทรัพย์เพิ่มเป็นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี เป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท)

ส่วนเกตส์ตกลงมาอยู่อันดับสาม ด้วยสินทรัพย์รวม 58,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านดอลลาร์ ( 64,000 ล้านบาท) จากปีที่แล้ว

การจัดอันดับคนรวยสุดของโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 22 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ เพราะนอกจากเกตส์จะไม่ได้ครองอันดับ 1 แล้ว ยังเป็นปีแรกที่จำนวนอภิมหาเศรษฐีซึ่งหมายถึงผู้มีเงินเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์( 32,000 ล้านบาท) ขึ้นไป ทะลุเลข 4 หลัก เพราะมีจำนวนรวม 1,125 คนแล้ว เป็นชาวอเมริกันมากสุดคือร้อยละ 42 อันดับ 2 คือรัสเซีย ซึ่งเพียง 16 ปีหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต มีอภิมหาเศรษฐี 87 คน โค่นอันดับสองเดิมคือเยอรมนีผู้ครองตำแหน่งมานาน 6 ปี และล่าสุดมีอภิมหาเศรษฐี 59 คน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 มีนาคม 2551

***********************************************************



ผู้พิชิตยอดเอเวอเรสต์คนแรกสิ้นลม


เอพี-นิวยอร์กวางแผนเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเมืองแห่งตึกระฟ้าเป็นเมืองแห่งต้นไม้ประวัติศาสตร์ โดยคัดเลือกต้นไม้ที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อโคลนนิงสู่โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นสำหรับทศวรรษหน้า

วงการปีนเขาโลกได้สูญเสียบุคคลสำคัญอีกหนึ่งท่าน นั่นคือ

เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ยอดนักปีนเขา ผู้ที่สามารถพิชิต"เอเวอเรสต์" ยอดเขาที่สูงที่สุด ในโลก ได้เป็นคนแรก

โดยเซอร์ เอ็ดมันด์ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย สิริรวมอายุได้ 88 ปี

เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2462 ที่เมืองออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงวัยรุ่นท่านเซอร์เริ่มปีนเขาภายในประเทศก่อน ทั้งภูเขาธรรมดาและภูเขาน้ำแข็ง ก่อนที่จะเกิดความใฝ่ฝันชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และแล้วเมื่ออายุได้ 34 ปี เอ็ดมันด์ก็ได้ทำความใฝ่ฝันนั้นสำเร็จ เมื่อสามารถพิชิตความสูงที่ 8,850 เมตร ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของเอเวอเรสต์ ขึ้นไปอยู่ยอดเขา ส่งผลทำให้เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถขึ้นไปสู่จุดที่สูงที่สุดของโลกได้เป็นคนแรก เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2496

เซอร์เอ็ดมันด์ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ผลงานด้านความผาดโผนโจนทะยาน จนได้รับการยกย่องว่า เป็น "นักผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสตศตวรรษที่ 20"

ที่มา : สยามรัฐ 11 มกราคม 2551

***********************************************************



นิวยอร์กซิตีโคลนนิงไม้ใหญ่ ปลูกต่อล้านต้นเปลี่ยนโฉมเมืองในศตวรรษหน้า


เอพี-นิวยอร์กวางแผนเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเมืองแห่งตึกระฟ้าเป็นเมืองแห่งต้นไม้ประวัติศาสตร์ โดยคัดเลือกต้นไม้ที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อโคลนนิงสู่โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นสำหรับทศวรรษหน้า


ผู้เชี่ยวชาญต้นไม้ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเข้าร่วมโครงการต้นไม้ล้านต้นของนิวยอร์กชี้ให้ดูต้น "ปอปลาร์ทิวลิป" (tulip poplar) ที่มีความสูงกว่า 100 ฟุต ซึ่งอาจถูกตัดบางส่วนเพื่อใช้ในการโคลนของโครงการนี้


กิ่งตา (budwood) ของต้นบีชอายุกว่า 100 ปีในสวนสาธารณะเซนทรัล พาร์กที่นิวยอร์ก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2551

***********************************************************



ฟันธง!'โมนา ลิซ่า'เป็นภาพภรรยาพ่อค้าชาวอิตาลี


นักวิชาการเยอรมันยืนยันภาพปริศนา'โมนา ลิซ่า'ที่เลื่องชื่อ เป็นภาพของภรรยาพ่อค้าพาณิชย์ชาวอิตาลีรายหนึ่ง ที่ลีโอนาร์โด ดาวินซี เขียนให้ รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ว่า ดร.อาร์มิน ชาเล็คเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอกสารเก่าแก่ ประจำหอสมุดมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมันอ้างบันทึกโบราณจากโน้ตที่เขียนขึ้นโดยนายอากอสติโน เวสปัคซี่ เจ้าหนี้ของดาวินซี เจ้าหน้าที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อปี 1503 ช่วยยืนยันว่า ภาพ'โมน่า ลิซ๋า'ที่ลีโอนาร์โด ดาวินซี เป็นผู้บรรจงวาดขึ้น ที่แท้เป็นภาพของนางลิซ่า เกราร์ดินี หรือลิซ่า เดล จิโอคอนโด ภรรยาของนายฟรานเซสโก้ เดอ จิโอคอนโด พ่อค้าพาณิชย์ชาวอิตาลี โดยเชื่อกันว่า ในช่วงเวลานั้น ดาวินซี กำลังวาดภาพงานศิลป์ 3 ภาพ ซึ่งภาพหนึ่งนั้นก็คือรูป 'โมนา ลิซา' หรือรูปของนางลิซ่า เดล จิโอคอนโด

การพิสูจน์นี้ช่วยยืนยันความเชื่อของนักวิชาการก่อนหน้านี้ว่า ภาพโมนา ลิซา คือภาพของนางลิซา ท่ามกลางกระแสโต้แย้งของนักวิชาการรายอื่นที่เชื่อว่า โมนา ลิซา น่าจะเป็นคนรัก หรือแม่ของดาวินซี มากกว่า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหลายคนที่เคยตรวจสอบอายุของภาพศิลปะชั้นปริศนาระดับโลกนี้บอกว่า การค้นพบของมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ถือเป็นความผ่าทางตันความเชื่อเรื่องปริศนารูปภาพโมนา ลิซา ของดาวินซี ไปเลยทีเดียว ทั้งนี้ รายงานบอกว่า อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่า ภาพโมน่า ลิซ่า ที่แขวนโชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ ยังเป็นที่รู้กันอีกชื่อในนาม 'ลา กิโอคอนด้า' ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

ที่มา : มติชน 15 มกราคม 2551

***********************************************************



กระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี US


บีบีซีนิวส์/เอ เอฟพี - บรรดาผู้สมัครชั้นนำต่างเร่งตระเวนโฉบเฉี่ยวไปทั่วมลรัฐไอโอวา วันนี้ (2) เพื่อเสาะแสวงหาทุกคะแนนเสียงสุดท้าย หนึ่งวันก่อนหน้าการเลือกตั้ง ขั้นต้นหาตัวแทนของแต่ละพรรคใหญ่ ในมลรัฐแถบภาคตะวันตกกลางของสหรัฐฯ แห่งนี้ ซึ่งเป็นเสมือนการตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ สำหรับกระบวนการเลือกสรรผู้เข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประจำ ปี 2008

ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ยังจะดำรง ตำแหน่งไปจนกระทั่งถึงวันที่ 20 มกราคม 2009 ทว่าการแข่งขันเพื่อที่จะเข้าครอง ทำเนียบขาวต่อจากเขา ก็กำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ แล้ว

บรรดาผู้หวังที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป จาก ทั้ง 2 พรรคการเมืองหลักของอเมริกา นั่นคือ เดโมแครต และ รีพับลิกัน เวลานี้ ต่างกำลังต่อสู้กันเพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือก ตั้ง

กระบวนการในการคัดเลือกตัวผู้สมัครในคราวนี้จะเริ่มต้นกัน อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ด้วย "คอคัส" ที่ไอโอวา ซึ่งนับว่ารวดเร็ว ยิ่งกว่าการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่าน มา

ต่อไปนี้คือบางคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี อเมริกัน:

**การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไร ?

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008

**ในวันนั้นจะมีการเลือกตั้งอะไรกัน บ้าง ?

เลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ, ขณะเดียว กันก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา และหนึ่งในสามของที่ นั่งใน วุฒิสภา

**ใครบ้างที่ลงชิงชัยเพื่อเป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯคนต่อไป ?

การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อที่น่าสนใจในแง่ของคนที่ไม่ ได้ลงแข่งขันด้วย นั่นคือ เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1928 ที่ทั้งประธานาธิบดีและรอง ประธานาธิบดีซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่ได้ประกาศลงชิงชัยเพื่อเป็นผู้สมัคร ของพรรคในการเลือกตั้งสมัยต่อ ไป

สำหรับผู้ที่ลงแข่งขันและได้รับการกล่าวขวัญ ถึง

ทางด้านพรรคเดโมแครต มีอยู่ 3 คน ซึ่งโดดเด่นกว่าเพื่อน ได้แก่

-- ฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีบิล คลิ นตัน
--บารัค โอบามา วุฒิสมาชิก ผิวดำจากมลรัฐอิลลินอยส์
-- จอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้เคยลงชิงตำแน่งรองประธานาธิบดีปี 2004 ในทีมของ จอห์น แคร์ รี

ทางด้านพรรครีพับลิกัน ยังออกจะพร่าเลือน มากกว่า แต่ผู้ที่มีคะแนนนำในโพลหยั่งเสียง ได้แก่

--รูดี จูลิอานี อดีตนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์ก
--ไมก์ ฮัก คาบี อดีตผู้ว่าการมลรัฐ อาร์คันซอ
--จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนา
-- มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการมลรัฐ แมสซาชูเซตส์
--เฟรด ธอมป์สัน นักแสดงและอดีต วุฒิสมาชิก

อย่างไรก็ตาม เรตติ้งที่วัดกันก่อนหน้านี้อาจเกิดการ เปลี่ยนแปลงในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน ทันทีที่พวกผู้สนับสนุนของ 2 พรรคการเมือง หลัก เริ่มต้นกระบวนการในการคัดเลือกตั้งผู้สมัคร โดยในปีนี้จะเริ่มต้นที่มลรัฐ ไอโอวา วันที่ 3 มกราคม

**พรรคไหนมีโอกาสชนะมากที่สุด ?

"แนวโน้มจากผลการหยั่งเสียงระดับชาติครั้งใหญ่ๆ ต่าง เทมาทางข้างพรรคเดโมแครตอย่างเด็ดขาดแน่นอน" ศูนย์วิจัย พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ เขียนระบุเอาไว้ในรายงานเมื่อเดือน ตุลาคม

รายงานนี้กล่าวต่อไปว่า "ความไม่พอใจต่อสภาพของประเทศ ชาติกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เรตติ้งความยอมรับ ในประธานาธิบดีบุชก็ได้หล่นฮวบจาก 50% เหลือ 30% ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และ ความได้เปรียบที่ชาวพรรคเดโมแครตมีเหนือกว่าชาวพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเกี่ยว กับความรู้สึกผูกพันอยู่กับพรรคนั้น ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นเนื้อเป็น หนังกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเท่านั้น แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกัน ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาอีก ด้วย"

กระนั้นก็ตาม ยังคงมีคำถามอยู่ว่า ชาวพรรคเดโมแครตจะคัด สรรหาผู้สมัครซึ่งสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเช่นนี้ได้หรือไม่ จำนวนมากมายมหาศาลเลยย่อมขึ้นอยู่กับทักษะและบุคลิกภาพของผู้สมัครนั้นๆ ตลอดจน การที่เขา(หรือเธอ) จะสามารถรับมือกับการท้าทายต่างๆ ซึ่งบังเกิดขึ้นระหว่างการ รณรงค์หาเสียงได้ดีเพียง ใด

**ประเด็นปัญหาหลักๆ ในการชิงชัยคราวนี้มีอะไรบ้าง ?

ในระดับทั่วประเทศแล้ว ผลโพลบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิออก เสียงถือว่า เรื่องอิรัก, เศรษฐกิจ, โครงการดูแลสุขภาพ, การศึกษา, การงาน, และ ความมั่นคงแห่งชาติ คือสิ่งซึ่งมีความสำคัญที่สุดสำหรับพวก เขา

อย่างไรก็ตาม มันยังเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละมลรัฐอีก โดย เรื่องผู้อพยพกำลังเป็นประเด็นปัญหาเผ็ดร้อนที่สุดในบางบริเวณของ สหรัฐฯ

สำหรับประเด็นปัญหาทางสังคม อาทิ การทำแท้ง, การวิจัย ด้านสเตมเซลล์, และการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน ดูจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับ ผู้ออกเสียง เมื่อเทียบกับช่วงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วใน ปี 2004

**ผู้สมัครจะกลายเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อเข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างไร ?

แต่ละพรรคจะจัดการประชุมใหญ่ (party convention) กัน ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2008 เพื่อลงมติเลือกผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัครชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ทว่าในทางเป็นจริงแล้ว ผู้แทนที่เข้าไป ร่วมการประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่ ล้วนแต่ประกาศให้คำมั่นสัญญากันชัดเจน แล้วว่าจะไปเลือกใคร ดังนั้น การแข่งขันชิงชัยกันจริงๆ จึงอยู่ในช่วงการคัด เลือกผู้แทนของแต่ละมลรัฐที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่ พรรค

การคัดเลือกผู้แทนของมลรัฐเพื่อไปร่วมการประชุมใหญ่พรรค นี้ มีวิธีการใหญ่ๆ อยู่ 2 วิธี กล่าวคือ มลรัฐส่วนใหญ่ใช้วิธีจัดให้ผู้สนับ สนุนพรรคมาออกเสียงกันทั่วทั้งมลรัฐ ที่เรียกกันว่า "ไพรมารี" (primary) เพื่อ ตัดสินกันไปเลยว่าพวกเขาอยากให้ผู้สมัครคนไหนได้เป็นตัวแทนของพรรคลงชิงเก้าอี้ ทำเนียบขาว ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นจะจัดให้มีการประชุมในที่สาธารณะตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งมลรัฐ การประชุมเช่นนี้ ซึ่งเรียกกันว่า "คอคัส" (caucus) จะมีการ อภิปรายและตัดสินกันว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนไหน แต่รวมความแล้วว่า ผู้แทนที่จะ ไปเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรคซึ่งได้รับการคัดเลือกจากแต่ละมลรัฐ ไม่ว่าด้วยวิธี " ไพรมารี" หรือ "คอคัส" ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขา (หรือเธอ) จะไปโหวตให้ผู้ สมัครคนไหนในที่ประชุม ใหญ่

แต่ละมลรัฐจะได้รับการจัดสรรจากทางพรรคว่าให้มีผู้แทนเข้า ร่วมประชุมใหญ่ได้กี่คน และเมื่อมลรัฐต่างๆ ทยอยทำ "ไพรมารี" หรือ "คอคัส" แล้ว แต่กรณี ไปสักระยะหนึ่ง ก็มักจะทราบชัดเจนว่าผู้สมัครคนไหนที่ได้คะแนนสนับสนุน จากผู้แทนที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่จนมากเพียงพอที่จะชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว สำหรับ ปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่าน่าจะทราบว่าผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้ชนะกันตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์

**หลังจากการประชุมใหญ่พรรคแล้วจะมีอะไรเกิด ขึ้นอีกก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ?

พรรคเดโมแครตจะจัดการประชุมใหญที่โคโลราโดตอนปลาย เดือนสิงหาคม ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดที่มินนิอาโปลิสตอนต้นเดือน กันยายน

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคใหญ่ทั้ง 2 มี กำหนดจะโต้วาทีกันทางทีวีในวันที่ 26 กันยายน, 7 ตุลาคม, และ 15 ตุลาคม

นอกจากนั้น พวกเขายังจะรณรงค์หาเสียงกันอย่างเข้มข้นในมล รัฐซึ่งถือเป็นสมรภูมิ สำคัญ

**ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็น ประธานาธิบดีใช่หรือไม่ ?

ไม่แน่เสมอไป ในทางเทคนิคแล้ว ประชาชนผู้ออกเสียงแต่ ละคนไม่ได้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง แต่พวกเขาเลือก "ผู้เลือกตั้ง" (elector) ซึ่งให้สัญญาไว้ชัดเจนว่าจะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และผู้เลือกตั้ง เหล่านี้ คือผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีตัวจริง ผู้เลือกตั้งเหล่านี้มีจำนวน 538 คน โดยที่มลรัฐใหญ่จะได้รับจัดสรรจำนวนผู้เลือกตั้งมากกว่ามลรัฐ เล็ก

ในแทบจะทุกมลรัฐใช้กติกาที่ว่า ผู้สมัครคนไหนที่ชนะได้ คะแนนเสียงข้างมากจากผู้ออกเสียง (popular vote) ในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนของ คณะผู้เลือกตั้ง (electoral college vote) ของมลรัฐดังกล่าวไปทั้งหมดเลย แม้ว่า จะเฉือนชนะผู้สมัครคนอื่นเพียงนิดเดียวก็ตามที ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ลงท้าย ผู้สมัครคนหนึ่งได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า และได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แม้จะได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้ออกเสียงทั้งหมดทั่วประเทศ น้อยกว่าคู่แข่งขัน ก็ตาม ที

**มลรัฐที่มีสมรภูมิสำคัญคือที่ไหนบ้าง ?

ตามแบบแผนการออกเสียงในปีหลังๆ มานี้บ่งชี้ว่า มลรัฐ แถบชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งตะวันตกแทบทั้งหมดจะลงคะแนนให้เดโมแครต และมลรัฐ อื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่จะโหวตให้รีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม มีมลรัฐจำนวนหนึ่งซึ่ง การออกเสียงอาจจะเหวี่ยงไปมาไม่แน่นอน อาทิ ฟลอริดา, โอไฮโอ, และ เพนซิลเว เนีย (ซึ่งแต่ละมลรัฐมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตั้งแต่ 20 เสียงขึ้นไป) นอกจากนั้น ก็เป็น แอริโซนา, โคโลราโด, ไอโอวา, มิสซูรี, นิวเม็กซิโก, เนวาดา, เทนเนสซี, เวอร์จิเนีย, และ วิสคอนซิน

**เลือกตั้งคราวนี้จะมีผู้สมัครจากฝ่ายที่ 3 อันเข้มแข็งหรือไม่ ?

บุคคลที่ถูกจับมองตามากที่สุดว่าอาจเป็นผู้สมัครฝ่าย ที่ 3 ในสมัยนี้ได้คือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อภิมหาเศรษฐีผู้ดำรงตำแหน่งนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์กอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้เขาปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่คิดที่จะลง แข่งขันก็ตาม ที

ในอดีตที่ผ่านมา ผู้สมัครฝ่ายที่ 3 สามารถทำให้ผลเลือกตั้ง ผันแปรไป ถึงแม้ตัวเขาเองไม่ได้เป็นผู้ชนะ เพราะเขาอาจมีอิทธิพลดึงคะแนนเสียง จากผู้สมัครของพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้ง 2 พรรคก็ ได้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2551

***********************************************************



ควีนเอลิซาเบธขึ้นราชินีพระชนมายุยืนยาวสุด


สำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมออกแถลงการณ์ราว 17.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค. ว่า สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ จะทรงเป็นพระราชินีที่มีพระชนมายุยืน ยาวที่สุดในอังกฤษเมื่อเทียบกับพระอัยยิกาของพระองค์คือสมเด็จพระราชินี วิกตอเรียที่มีพระชนมายุ 81 พรรษา 243 วัน

นอกจากนี้จะทรงเป็นพระราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในอังกฤษ หากทรงครองราชย์จนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2558

รายงานระบุสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์ยาวนานเป็นลำดับ 2 ของ โลกรองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย ในช่วงที่ พระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศ อังกฤษผ่านการผลัดเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 11 คน คน แรกคือเซอร์วินสตัน เชอร์ชิ ล

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธ.ค. 50

***********************************************************



"เขื่อนแควน้อย" เฉลิมพระ เกียรติ 80 พรรษาในหลวง


โครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านเขาหินลาด ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก สามารถเก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหา อุทกภัยบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง รวมถึงการจัดสรรแหล่งน้ำสำหรับเพาะ ปลูก และใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคของ ประชาชน

วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างเขื่อนเพื่อเป็น แหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำหรับส่ง เสริมการเพาะปลูกในฤดูแล้งของพื้นที่โครงการเจ้าพระยาใหญ่เพื่อบรรเทาปัญหา อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอ เมือง และอำเภอวัง ทอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ พิจารณาเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2546 โดยโครงการเขื่อนแควน้อยนั้นจะเป็น โครงการอ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนประกอบด้วยเขื่อน 3 เขื่อน ติดต่อกัน ได้แก่เขื่อนแควน้อย เป็นเขื่อนหินทิ้งดาดคอนกรีต มีความสูง 75 เมตร ยาว 681 เมตร เขื่อนสันตะเคียน เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว มีความสูง 80 เมตร ยาว 1,260 เมตร และเขื่อนปิดช่องเขาต่ำ เป็นเขื่อนดิน มีความสูง 23 เมตร ยาว 667 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลูกบาศก์เมตรและจะมีฝายทดน้ำพญาแมน พร้อมระบบส่งน้ำและระบาย น้ำ

ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนนั้นจะทำให้พื้นที่ใกล้เคียง มี แหล่งน้ำถาวรเพื่อสนับสนุนพื้นที่ชลประทานบริเวณฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ได้ ประมาณ 155,000 ไร่จะมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะเสริมให้กับพื้นที่เพาะปลูกในฤดู แล้งได้อีก ประมาณ 250,000 ไร่ จะบรรเทาอุทกภัยลงโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ แควน้อยตอนล่าง ที่มีจำนวนประมาณ 75,000 ไร่ในเขตอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเมือง อำเภอวังทอง และอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ราษฎรในเขตโครงการฯมีน้ำใช้ อุปโภคบริโภคถึงประมาณปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา รวม ทั้งเป็นแหล่งประมงขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของพื้นที่ภาค เหนือ

นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเสษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อ ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กล่าวว่า ในขณะที่ ดำเนินการก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จทางโครงการฯได้เตรียมแผนฝึกอบรมอาชีพให้กับ ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนประมาณ 2,000 ราย

รวมถึงราษฎรที่อาศัยอยู่รอบตัวเขื่อนที่สนใจเข้า ร่วมฝึกอบรมอาชีพอีกกว่า 10,000 คน ซึ่งราษฎรเหล่านี้นอกจากจะได้รับการอบรมใน การประกอบอาชีพในด้านต่างๆทั้ง อาชีพด้านการประมง ปศุสัตว์ หัตถกรรม และอื่นๆ ตามที่ราษฎรให้ความสนใจแล้ว ราษฎรเหล่านี้ยังจะได้รับการปลูกฝังให้มีส่วนร่วมใน การช่วยเหลือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณรอบเขื่อน ด้วย

โดยทางจังหวัดพิษณุโลกได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนา อาชีพระดับจังหวัดขึ้นมาโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กำหนดให้ดำเนินการ ทั้งการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เริ่มดำเนินการได้ในปี 2551- 2554 ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากราษฎรที่อาศัยอยู่รอบเขื่อนเป็นอย่าง ดี โดยทางจังหวัดและโครงการมีแผนจะปลูกป่าเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำให้ได้ไม่ ต่ำกว่า 100,000 ไร่โดยจะทยอยดำเนินการไปอย่างต่อ เนื่อง

ทั้งนี้ การดำเนินการของโครงการฯปัจจุบันมีความก้าวหน้าเป็น อย่างมากและจะได้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 80

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2550

***********************************************************



อียิปต์เผยร่างจริง “ตุตันคา เมน” ต่อสาธารณชน



สื่อมวลชน ห้อมล้อมพระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่เผยร่างใต้ผ้าให้เห็นกันเต็ม ตา

เอเอฟพี/บีบีซีนิวส์/เอ พี – อียิปต์เผยโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของ “ตุตันคาเมน” ยุวกษัตริย์แห่งไอ ยคุปต์ นำร่างมัมมีออกจากโลงหินสู่ตู้กระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ถือ เป็นการเก็บรักษาไปในตัว หลังมีผู้คนเข้าชมจำนวนมากมายในแต่ละปี พร้อมนำ แบคทีเรียและความร้อนเขามาด้วย ถือเป็นการจัดแสดง “ร่างมัมมีพระศพ” ให้แก่ สาธารณชนได้ชมเป็นครั้งแรก นับจากค้นพบฟาโรห์วัย 19 และสิ้นสุดการค้นหาสาเหตุ แห่งการสิ้นพระชนม์เมื่อ 3,000 ปี ก่อน

เหล่านักโบราณคดีค่อยๆ บรรจงเคลื่อนย้ายพระศพ มัมมีฟาโรห์ “ตุตันคาเมน” (Tutankhamen) ออกจากหีบศพหินแบบ โบราณ ที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม มาไว้ในตู้กระจกที่มีการควบคุมอุณหภูมิภาย ในเป็นอย่างดี จัดแสดงไว้ในที่ฝังศพของพระองค์ ณ หุบผากษัตริย์ ในเมืองลักซอร์ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่าน มา


บรรดาผู้ เชี่ยวชาญและนักโบราณคดีกำลังค่อยเคลื่อนย้ายพระศพ จากโลงหินสู่โลงกระจก เพื่อ เหตุผลในการรักษาสภาพ ส่วนการเปิดให้สาธารชนเยี่ยมชม คือผลพลอย ได้

การเผยร่างกายมัมมีที่แท้จริงของตุตัน ตาเมน หรือ คิงตุต (King Tut) นั้น นับเป็นครั้งแรกหลังค้นพบพระศพมัม มีในปี พ.ศ.2465 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ซึ่งนับจาก นั้นกว่า 80 ปี มีเพียง 50 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเห็นพระพักตร์จริงๆ ของฟาโรห์ หนุ่มที่สิ้นพระชมน์มานานกว่า 3,000 ปี

หลังจากที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญเคลื่อนย้ายพระ ศพฟาโรห์ที่ดังที่สุดแห่งศตวรรษเข้าสู่ตู้กระจกแล้ว ก็เปิดผ้าลินนินสีขาวที่ห่อ มัมมีเป็นชั้นสุดท้าย เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณหลายพันปี ซี่งพระศพที่เห็นใน ปัจจุบันมีลักษณะหดตัว และเป็นสีดำทั้งร่าง รวมถึงใบ หน้า

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ อนุรักษ์ร่างกายส่วนที่เหลือของคิงตุต ซึ่งนักโบราณคดีเปิดเผยว่า มัมมี ต้องเผชิญกับความร้อน ความชื้น และแบคทีเรียต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนำ เข้ามา ขณะเยี่ยมชมหลุมฝังศพกษัตริย์องค์น้อยในแต่ละ ปี

“กษัตริย์แห่งทองคำพระองค์นี้ ทั้งน่าอัศจรรย์และ ลี้ลับ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องการชมว่า อียิปต์มีวิธีเก็บรักษาพระองค์ไว้อย่างไร บ้าง และเชื่อว่าผู้คนทั่วโลกก็อยากจะยลโฉมของพระองค์” ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ กล่าวก่อนที่จะเคลื่อนย้ายฟาโรห์ ผู้โด่ง ดัง


ฮาวาสส์กับพระศพฟาโรห์ที่โด่งดังที่สุด

เมื่อครั้งที่คาร์เตอร์สำรวจพบหลุมศพของฟาโรห์ หนุ่ม พร้อมขุมทรัพย์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ประดับประดาไปด้วยทอง ตรงใจกลางของหลุม ศพซึ่งเก็บมัมมีพระศพฟาโรห์ไว้ ก็ยังปกคลุมไปด้วยเครื่องราง เพชรนิลจินดา และใน หน้าของพระองค์สวมด้วยหน้ากากทองคำ สร้างความประหลาดใจให้แก่เขายิ่ง นัก

แต่ด้วยความต้องการแค่ขุมทรัพย์ คาร์เตอร์และทีมสำรวจจึงตัด แขนขาและหัวของมัมมีออกเป็น 18 ส่วน โดยใช้มีดและขดลวดที่อังความร้อนลอกหน้ากาก ทองออกจากใบหน้าของ ฟาโรห์


หน้ากาก ทองคำของตุตันคาเมน แสดงให้เห็นถึงยุคแห่งทองในสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ แต่หน้ากากทองชิ้นนี้ยั่วยวนใจยิ่งนัก ทำให้ทีมสำรวจแรกลงทุนเลาะออกจากพระ พักตร์ของ พระองค์

ร่างกายของฟาโรห์ได้รับการประกอบขึ้นใหม่ และส่งกลับไปยังโลงศพหินอันเดิมในอีก 1 ปีถัดมา (พ.ศ.2466) และเพิ่งจะได้รับการ เคลื่อนย้ายอีก 3 ครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพื่อเอ็กซเรย์ตรวจสอบในประเด็น ต่างๆ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เหล่านักโบราณคดีต้องการรู้เป็น อย่างยิ่งคือ “สาเหตุการสิ้นพระชนม์” ของฟาโรห์เจ้าของร่าง ที่จากโลกไปทั้งที่ ยังมีพระชนมายุเพียงแค่ 19 ชันษา รวมถึงคำร่ำลือ “คำสาปฟาโรห์” ที่ตามหลอกหลอน ผู้บุกรุกรวบกวนพระ ศพ

ครั้งแรกที่นำคิงตุตไปเอ็กซเรย์ในปี 2511 จนพบเศษ กระดูกในกะโหลกศรีษะ ทำให้เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกปลงพระชนม์ด้วยลูก ธนู ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางรายก็สันนิษฐานเหตุว่า เป็นเพราะตุตันคา เมนต้องการนำแนวคิด “พหุเทวนิยม” (การนับถือพระเจ้าหลายองค์) กลับมาสู่ชาว อียิปต์อีกครั้ง หลังจากที่อาเคนาเตน (Akhenaten) พระราชบิดาของคิงตุตได้ปฏิรูป ศาสนาอย่างถอนรากถอนโคนนำเอา “เอกเทวนิยม” ให้นับถือสุริยเทพ “อาเตน” เพียงองค์ เดียว

แต่หลังจากอาเคนาเตนสิ้นพระชนม์ลง ศาสนสถานและชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาเตน” จึงถูกลบออกไป รวมทั้งพระนามของ “ตุตันคาเตน” ที่ เปลี่ยนมาเป็น “ตุตันคาเมน” อีก ด้วย

อย่างไรก็ดี ผลจากการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ครั้งล่าสุดในปี 2548 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า พระองค์ ไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ และสิ้นพระชนม์จากการติดเชื้ออันเนื่องมา จากกระดูกหัก อีกทั้งสันนิษฐานว่า เศษกระดูกในกะโหลกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงดองพระ ศพ

ขณะที่นักวิจัยบางคนเชื่อว่ารอยแตกที่กระดูกอาจเกิดขึ้นในภาย หลัง ด้วยฝีมือของนักโบราณคดี ไม่ว่ารอยแตกที่กระดูกนั้นจะเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ฮาวาสส์แสดงความมั่นใจว่าตุตันคาเมนไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์แน่นอน และปิดข้อ สันนิษฐานดังกล่าวไว้เพียงเท่านี้ โดยจะไม่รบกวนพระศพอีกต่อ ไป

ที่สำคัญในการแสกนครั้งเดียวกันนี้ ก็ได้มีการสร้างแบบ จำลอง “พระพักตร์” ของพระองค์ขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากโครงสร้างใบหน้ามัมมี และจาก หน้ากากทองคำหนัก 11 กิโลกรัมที่เคยใช้ ครอบ


โครงหน้า ของตุตันคาเมนที่นักวิจัยประมวลผลออกมา โดยจำลองในแบบปูนปั้นสไตล์อียิปต์ โบราณ

“ตุตันคาเมน” หรือ "ตุตันคามุน" (Tutankhamun/Tutankhamen) เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนมายุเพียง 10 ชันษา ทรงเป็นกษัตริย์อียิปต์โบราณใน ช่วงปี 1334-1323 ก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเต น” อันหมายถึงเทพอาเตน หรือ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2550

***********************************************************



ขนานนาม 'พริกปีศาจ' เผ็ดอันดับหนึ่งของ โลก


“พุตโจโลเกีย” หรือ “พริกปีศาจ” มีต้นกำเนิดอยู่ในอัสสัม ประเทศ อินเดีย ได้รับการขนานนามให้เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ชนะแชมป์ความเผ็ดเดิม ไม่เห็นฝุ่น

ดร.พอล บอสแลนด์ ผู้อำนวยการสถาบันพริกแห่งมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สเตท ประกาศว่าได้พบพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกแล้ว มีชื่อว่า “พุตโจโลเกีย” หรือ “พริก ปีศาจ” อันมีต้นกำเนิดอยู่ที่รัฐอัสสัม ในอินเดีย โดยวัดระดับความเผ็ดได้ถึง 1 ล้านหน่วยความเผ็ดสโควิล (SHUs) เอาชนะอดีตแชมป์เก่าจากพริกพันธุ์ “เรด ซาวิ นา” ที่วัดความเผ็ดได้ที่ 577,000 หน่วยความเผ็ดสโควิล

“ชื่อของ “พุตโจโลเกีย” นั้นแปลได้ว่า “พริกปีศาจ” ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ พริกดังกล่าวนั้นเผ็ดมากเสียจนคุณเลิกกลัวผีไปเลย เมื่อกินพริกนี้” ดร.บอส แลนด์ อธิบาย พร้อม กับบอกด้วยว่า ความเผ็ดระดับเข้มข้น ของพริกปีศาจ จะส่งผล อย่างสำคัญให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร ที่จะทำเป็นเครื่องปรุงรสอย่างประหยัด ใน อาหารบรรจุซอง

สำหรับผลการประกาศเจ้าแห่งความเผ็ดครั้งนี้ เป็นคำประกาศจากสมาคมวิทยาศาสตร์ พืชสวน อเมริกัน.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 พ.ย. 50

***********************************************************



ทำไมต้องใช้ "ฟักทอง" ในวันฮัล โลวีน


ในวัน "ฮัลโลวีน" ซึ่งเป็นวันปล่อยผีของฝรั่ง เรามักจะเห็น สัญลักษณ์ที่เป็นฟักทองมาเจาะหน้าตาให้ดูน่ากลัวเหมือนผี ส่วนเหตุที่ฟักทองกลาย มาเป็นสัญลักษณ์ของวันฮัลโลวีนก็มีที่มาจากเรื่องเล่านิทานปรัมปราของชาวไอริช ที่ว่า ซาตานกำลังจะไปรับวิญญาณของคนเจ้าเล่ห์ที่ชื่อว่าเเจ็ค แจ๊คจึงชวนให้ ซาตานดื่มเหล้าด้วยกัน และหลอกล่อให้ซาตานแปลงร่างเป็นเหรียญเพื่อนำไปจ่ายค่า เหล้า และแจ็คก็นำเหรียญนั้นไปใส่รวมไว้กับไม้กางเขน ทำให้ซาตานแปลงกลับมาเป็น ร่างเดิมได้ ซาตานจึงต้องสัญญากับเเจ๊คว่าจะไม่มายุ่งกับเขาอีกเป็นเวลาหนึ่งปี และถ้าเขาตายเมื่อไหร่ ซาตานก็ไม่มีสิทธิเอาวิญญาณของเขา ไป

จากนั้นหนึ่งปีผ่านไป ซาตานก็กลับมาอีก คราวนี้เเจ็คหลอกล่อ ให้ซาตานปีนไปเก็บแอปเปิ้ลบนต้น และแอบสลักรูปกางเขนไว้บนต้นแอปเปิ้ล ซาตานจึง ลงมาไม่ได้ และถูกบังคับให้สัญญาอีกตามเคยว่าจะไม่มายุ่งกับแจ๊คไปอีกสิบ ปี

สิบปีผ่านไป นายแจ๊คตายลง แต่สวรรค์ก็ไม่ต้อนรับเพราะเป็นคน เจ้าเล่ห์ นรกก็ไปไม่ได้เพราะดันบังคับให้ซาตานสัญญาไว้ จึงต้องกลายเป็นวิญญาณ เร่ร่อน มีเพียงก้อนถ่านที่ซาตานให้ไว้คอยส่องแสงนำทาง และเพื่อรักษาถ่านให้ ส่องสว่างนานที่สุด วิญญาณของนายแจ็คจึงคว้านหัวผักกาดแล้วใส่ก้อนถ่านลงไป คน ไอริชจึงเรียกผีแจ็กกับตะเกียงว่า Jack of Lantern (และเพี้ยน มาเป็น Jack O'Lantern)

ต่อมาเมื่อถึงวันฮัลโลวีนชาวเมืองจึงทำตะ เกียงแจ็กด้วยการแกะสลักหัวผักกาดให้เป็นหน้าตาน่ากลัว นำไฟใส่ไว้ด้านในเพื่อ ขับไล่ผีแจ็กและวิญญาณต่างๆ จนภายหลังก็เปลี่ยนจากการใช้หัวผักกาดมาเป็นฟักทอง เพราะหาได้ ง่ายกว่า

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550

***********************************************************



เปิดโผ 10 ที่สุดใน จักรวาล


หลังจากรัสเซียประกาศความเป็นเจ้าแห่งอวกาศไปเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการส่งดาว เทียมดวงแรก “สปุตนิก” (Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2500 แล้วการสำรวจอวกาศในอดีตที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่ถูกบันทึกสถิติไว้ว่าเป็นที่สุด ในจักรวาล

1. นักบินที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่ สุด
“เซอร์เก คริคายอ ฟ” (Sergei Krikalyov) นักบินอวกาศรัสเซีย วัย 49 ปี เจ้าของสถิตินัก บินที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด ซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ 16 ส.ค. เวลา 13.02 น.ตามเวลาประเทศไทย ด้วยเวลาในอวกาศรวม 747 วัน 14 ชั่วโมงและ 11 นาที แต่หากรวมทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน คริคายอฟ ปฏิบัติภารกิจในอวกาศมาแล้ว 803 วัน 9 ชั่วโมง กับอีก 39 นาที นักบินคนไหนคิดจะทำลายสถิติ เห็นทีจะไม่ง่ายเสีย แล้ว

2. นักบินหญิงที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่ สุด
แชมป์ฝ่ายหญิงจะเป็นใครไปไม่ได้นอก จาก "สุนิตา วิลเลียมส์" (Sunita Williams) นักบินหญิงเชื้อ สายอินเดียของนาซา วัย 42 ปี ที่เหมาตำแหน่งแชมป์ฝ่ายหญิงไปคนเดียวรวด 3 รายการ ภายในปีเดียวกัน (2550) ทั้งนักบินหญิงที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด 195 วัน นักบินหญิงที่ออกเดินอวกาศมากครั้งที่สุด รวม 4 ครั้ง และนักบินหญิงที่มี ชั่วโมงเดินอวกาศนานที่สุด 29 ชั่วโมง 17 นาที

3. ยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วสูง สุด
ยานอวกาศไร้มนุษย์ "นิว โฮไร ซอนส์" (New Horizons) ของนาซาที่ออกเดินทางจากโลกไปเมื่อวัน ที่ 20 ม.ค. 2549 (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถเดินทางในอวกาศด้วยความเร็ว 75,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นความเร็วสูงสุดของยานสำรวจอวกาศเท่าที่เคยมีมา ซึ่ง ความเร็วในระดับนี้ทำให้การเดินทางสู่ดวงจันทร์ใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ นิว โฮไรซอนส์ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 10 ปี กว่าจะถึงจุดหมายที่แท้จริง คือ ดาวพลูโต และวัตถุอื่นๆ ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt)

4. ดาวเทียมที่ใหญ่ที่ สุด
หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า ดาวเทียมไทย คม 4 หรือ ไอพีสตาร์ (IPSTAR) ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักถึง 6,486.48 กิโลกรัม สร้าง โดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส์ ลอเรล (Space System / Loral - SS/L) ถูกปล่อยขึ้นสู่ วงโคจรเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2548 จากฐานปล่อยจรวดในประเทศฝรั่งเศส และโคจรอยู่ เหนือเส้นศูนย์สูตรที่ระดับความสูง 35,880.7 กิโลเมตร

5. ดาวเคราะห์แคระที่ใหญ่ที่ สุด
ดาวอีริส (Eris) คือเจ้า ของตำแหน่งดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ อยู่ในแถบ ไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบโดยไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) จากสถาบัน เทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology : Caltech) สหรัฐฯ ดาวอีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2,400 - 3,000 กิโลเมตร ขณะที่พลูโตที่มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 2,390 กิโลเมตร และมีมวลมากกว่าพลูโต 27% ซึ่งหลังจากอีริสถูก ค้นพบ ดาวพลูโตก็ถูกลดสถานภาพจากดาวเคราะห์เป็นแค่ดาวเคราะห์แคระไปอย่างน่า เสียดาย

6. ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ใหญ่ที่ สุด
ดาวเคราะห์ทีอาร์อีเอส-4 (TrES- 4) เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบ อยู่ในกลุ่มดาว เฮอร์คิวลีส (Hercules) ห่างจากโลกราว 1,400 ปีแสง ซึ่งนักดาราศาสตร์ของหอดูดาว โลเวล (Lowell Observatory) รัฐอริโซนา สหรัฐฯ สามารถจับภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ ครั้งแรกในปี 2549 ลักษณะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี แต่มีเส้น ผ่านศูนย์กลางมากกว่าถึง 1.7 เท่า หรือใหญ่กว่าโลกถึง 20 เท่า และมีความหนาแน่น เพียง 0.24 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทฤษฎีแล้วสามารถลอยน้ำ ได้

7. ดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้ดาวแม่มากที่ สุด
ปี 2545 นักดาราศาสตร์พบดาว เคราะห์ "โอจีแอลอี-ทีอาร์-56บี" (OGLE-TR-56b) ที่อยู่ ห่างออกไปราว 5,000 ปีแสง จากการโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์โอจีแอลอี-ทีอาร์-56 (OGLE-TR-56 ) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) ทั้งยังมีวงโคจรห่างจากดาวแม่ น้อยที่สุดเท่าที่เคยพบ เพียงแค่ 0.02 หน่วยดาราศาสตร์เท่านั้น (1 หน่วยดารา ศาสตร์ เท่ากับ ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) หรือโคจร ครบ 1 รอบในเวลาแค่ 29 วัน

8. ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่ สุด
ดาว "พร็อกซิมา เซนทอ รี" (Proxima Centauri) ดาวแคระสีแดง (red dwarf star) เป็นดาวฤกษ์ ขนาดเล็กในกลุ่มดาวคนครึ่งม้า (Centaurus) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4.2 ปีแสง มี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 7 ของดวงอาทิตย์ นับว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ ใกล้โลกมากที่สุดนอกจากดวงอาทิตย์

9. ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่ สุด

ดาว PC0832/676 เป็นดาว ฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุดที่เราสามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa major) หรือกลุ่มดาวจระเข้นั่นเอง โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 60,000 ปีแสง

10. กาแล็กซีที่ไกลที่ สุด
ทีมนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวยุโรป ใต้ (European Southern Observatory: ESO) ในประเทศชิลี สำรวจพบ กาแล็กซี เอเบลล์ 1835 ไออาร์1916 (Abell 1835 IR1916) ได้ เมื่อปี 2547 อยู่ห่างออกไปถึง 13,200 ล้านปีแสง เป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลจาก กาแล็กซีทางช้างเผือกมากที่สุดเท่าที่เคยสังเกตได้ อยู่หลังกระจุกกาแล็กซี เอ เบลล์ 1835 (Abell 1835) ในกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่า กาแล็กซีเอเบลล์ 1835 ไออาร์ 1916 นี้ เกิดขึ้นหลังกำเนิดของจักรวาลเพียง 460 ล้านปีเท่านั้น

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2550

***********************************************************



นกนางแอ่นไฮโซ อยู่คอนโดที่ปาก พนัง


ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช คนที่นี่ส่วนหนึ่งนิยมสร้าง บ้านให้นกนางแอ่นอยู่กันเป็นจำนวนมาก แถมยังไม่ใช่บ้านนกธรรมดาๆเสียด้วย หากแต่ เป็นคอนโดหลังโตที่ถ้าเทียบกับนกนางแอ่นแถวชุมพร ตรัง กระบี่ ที่ต้องอาศัยถ้ำ ตามเกาะอยู่ก็จะทำให้นกนางแอ่นปากพนังกลายเป็นนกนางแอ่นไฮโซไป ทันที


รังนกนางแอ่นในคอนโด

ส่วนเหตุที่นกนางแอ่นถูกคนปากพนังเชื้อเชิญให้ไปอยู่ในคอนโดนั้น คุณลุงที่ บริษัทผลิตรังนกยี่ห้อขวัญมุย ในตึกคอนโดนก(บริษัทอยู่ชั้นล่าง)สีเหลือง เด่นกลางเมืองที่ว่ากันว่าเป็นบ้านหลังแรกที่สร้างให้นกนางแอ่นอยู่เล่าให้ผมฟัง ว่า

“นกนางแอ่นได้อพยพจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในปากพนังเมื่อ ประมาณ 80 ปีที่แล้ว เนื่องจากที่พนังพนังมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ จากนั้นพวก มันก็อาศัยอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านทำรัง และเมื่อมันขยายจำนวนมากขึ้น รังนก นางแอ่นก็เพิ่มปริมาณขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ชาวบ้านหลายๆคนต้องย้ายบ้านหนี พร้อมๆกับยกบ้านเดิมให้นกทำรัง แลกกับการเก็บรังนกนางแอ่นขาย ที่ถือว่าทำรายได้ เป็นกอบเป็นกำดีที เดียว”

คุณลุง อธิบายต่อว่า ต่อมาทางการได้เข้ามาส่งเสริมให้ทำ เป็นอาชีพ พร้อมๆกับการปลูกบ้านปลูกคอนโดให้นกมาอยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง จากการสำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีนกนางแอ่นในปากพนังประมาณ 3 ล้าน 5 แสนตัว มี บ้านและคอนโดนก 100 กว่าหลัง นับว่ามากที่สุดในเมือง ไทย

สำหรับขั้นตอนการทำรังของนกนางแอ่นนั้น เริ่มจากนกนางแอ่นจะ ทำการป้ายน้ำลายลงบนผนัง เพดาน หรือแผนไม้ที่เตรียมไว้ให้ โดยจะป้ายน้ำลายไปที ละนิดๆจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ น้ำลายนกเมื่อถูกอากาศจะแข็งเป็นเส้นแข็งแรงมีสี ขาวขุ่น สามารถวางไข่และให้ลูกนกอยู่อาศัยได้สบายๆ


รังนกนางแอ่นที่ยังไม่ผ่านการทำ ความสะอาด

ปีหนึ่งๆนกนางแอ่นจะทำรัง 3 ครั้ง รังแรกจะออกสีขาวขุ่นหรือขาวมัว รังต่อไปจะ มีออกเหลือง ส่วนรังสุดท้ายจะมีสีแดงเรื่อๆ จนเกิดเป็นความเชื่อว่านกนางแอ่น กระอักเลือดมาทำรัง แต่ปัจจุบันนี้มีความเชื่อเพิ่มเติมมาว่า รังสีแดงหรือรัง ที่ 3 นั้นเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง หรือบ้างก็ว่าเป็นจุลินทรีย์บางชนิด ที่จริง- เท็จอย่างไรคงต้องพิสูจน์กันต่อ ไป

ส่วนเรื่องที่ว่ากินรังนกเป็นการทำบาปและร้ายนกนางแอ่นนั้น ถ้าถามคนที่ต่อต้านการกินรังนกนางแอ่นคำตอบที่ได้ก็คือ “บาปแห งมๆ”แต่ถ้าหากถามคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรังนกนางแอ่นก็จะมีคำตอบไป อีกแบบหนึ่งว่า “ไม่บาป”และถือเป็นเรื่องตามวิถีปกติของนก นางแอ่น เพราะเมื่อนกนางแอ่นต้องการผสมพันธุ์และวางไข่ ก็จะมีฮอร์โมนเพศมา กระตุ้นให้ต่อมน้ำลายสร้างน้ำลายได้เป็นจำนวน มาก

นกนางแอ่นคู่หนึ่งจะใช้เวลาสร้างรังประมาณ 1 เดือน และวาง ไข่ประมาณ 5-7 วัน แต่ถ้ารังถูกทำลายก่อนกำหนดนกก็จะสร้างรังใหม่โดยเลื่อนการ วางไข่ออกไป ซึ่งหากรังนกถูกทำลายโดยธรรมชาติก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ารังนก ถูกทำลายด้วยน้ำมือคน ผมว่ามันก็น่าจะบาปนะ สำหรับการเก็บรังนกที่ปากพนังนี่ เขาจะเก็บกันแบบอนุรักษ์คือปล่อยให้นกวางไข่ออกลูกโตจนบินได้จึงเก็บรังของ มัน


หนึ่งในวิธีการทำความ สะอาด

เชื่อกันว่าคุณประโยชน์ของรังนกนางแอ่นนั้นมีมากหลาย นอกจากจะเป็นยาบำรุงร่าง กายชั้นเลิศแล้ว ยังเชื่อว่ามีสรรพคุณเป็นยา ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงสดใส ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาทิ โรคหืด หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไข้ หวัด ในขณะที่บางคนก็เชื่ออย่างฝังลึกว่ารังนกนางแอ่นเป็นยาโด๊ปชั้นยอดที่กิน แล้วจะช่วยให้ปึ๋งปั๋งขึ้นมาได้เป็นอย่างดีที เดียว

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าชาวจีนสมัยราชวงศ์ถังเมื่อ ประมาณ 1,500 ปีที่แล้วเป็นผู้ริเริ่มการบริโภครังนกนางแอ่น โดยนำมาต้มกับ น้ำตาลและผสมในอาหารอย่างอื่นกิน เดิมทีรังนกนางแอ่นเป็นของกินเฉพาะในหมู่คน ชั้นสูง คนมีกะตังค์ ส่วนปัจจุบันดูเหมือนจะลดระดับลงมาหน่อย เพราะหากินหาซื้อ ง่ายขึ้น แถมยังมีรังนกนางแอ่นพร้อมปรุงที่แค่เปิดขวดมา ปรุงเพิ่มนิดหน่อยก็ สามารถกินได้ ทันที

อนึ่งจากการสอบถามพวกที่ทำธุรกิจคอนโดนกผมได้รับคำตอบว่า ทุกวันนี้รังนกนางแอ่นในปากพนังถ้าเป็นรังดิบๆที่เก็บจากแหล่งจะซื้อ-ขายกัน กิโลกรัมละ 5-7 หมื่นบาท แต่ถ้าเอามาล้างทำความสะอาดและผ่านกรรมวิธีต่างๆก็จะ ขายกันถึงกิโลกรัมละ 1 แสนบาทเลยทีเดียว สมัยก่อนรังนกนางแอ่นได้รับการยกย่อง ให้เป็น “คาร์เวียร์แห่งตะวันออก”แต่มาในยุคนี้ พ.ศ.นี้ รังนกนางแอ่นถูกยกให้ เป็น“ทองคำขาว”เนื่องจากราคาของมันสูงเทียบได้กับน้องๆของทองคำเลยที เดียว

ด้วยเหตุนี้หากใครไปเที่ยวปากพนังก็อย่าได้แปลกใจไปว่า ทำไมคนที่นี่เขาถึงลงทุนลงแรงสร้างบ้าน สร้างคอนโดให้นกอาศัยอยู่ คอนโดนกต่าง จากคอนโดคนตรงที่ไม่ต้องทำหน้าต่าง ไม่ต้องติดแอร์ ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ ไม่ ต้องมีห้องน้ำส้วม แต่จะทำรูทำช่องไว้ให้นกบินเข้าไปอาศัยอยู่ โดยจะมีแผ่นไม้ ไว้ให้นกทำ รัง

ส่วนใหญ่ห้องๆหนึ่งจะมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 4x4 เมตร นกจะทำรัง ดิบๆได้เฉลี่ยประมาณ 3 กิโลกรัม ก็จะทำให้การเก็บแต่ละครั้งมีรายได้ประมาณ 2 แสนบาทต่อห้อง (แต่เขาจะใช้วิธีเวียนกันเก็บตามความเหมาะสม ไม่ได้เก็บแต่ละห้อง ทุกเดือน เหมือนเก็บค่าเช่าคอนโดคนปกติ) ใครยิ่งมีคอนโดนกมาห้องก็ยิ่งมีรายได้ มากขึ้นเป็นเงาตาม ตัว

แต่ถ้าห้องไหนมีนกไปทำรังน้อยเขาก็จะมีวิธีการดึงนกหรือ เรียกนกด้วยการเปิดเสียงนกนางแอ่นปลอมล่อให้นกนางแอ่นจริงบินเข้าไปสร้างรัง เนื่องจากนกนางแอ่นคู่หนึ่งๆ เมื่อมันเริ่มทำรังตรงไหนแล้วมันก็จะมาทำรังตรงที่ เดิมของมันต่อจนกว่าลูกจะโตบินได้และถูกเก็บรังไปนั่นแหละ จึงจะไปหาที่ทำรัง ใหม่

นอกจากห้องรังนกแต่ละห้องจะทำรายได้จำนวนมากแล้ว เดี๋ยวนี้ ธุรกิจทำรังนกได้มีการพัฒนาไปเป็นธุรกิจอสังหาคอนโดรังนก โดยการสร้างคอนโดนก แบ่งขายเป็นหลังหรือแบ่งให้เช่าเป็นห้องๆสำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจด้านนี้อีก ต่างหาก (ช่วงที่ผมไปปากพนังเห็นคนงานกำลังก่อสร้างคอนโดใหม่ให้นกอยู่กันอีก หลายหลังที เดียว)

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2550

***********************************************************



"วานิลลา" มาจากไหน??


กลิ่นหอมๆ ของ "วานิลลา" ได้มาจากสารหอมชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าสาร "วานิลลิน" ซึ่งสกัดมาจากฝักกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง ในป่าดงดิบ กล้วยไม้นั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vanilla fragans มีถิ่นกำเนิด อยู่ทางภาคใต้ของประเทศ เม็กซิโก

แต่กว่าจะได้เป็นกลิ่นวานิลลาออกมา ก็ต้องผ่านกระบวน การหลายขั้นตอนอยู่เหมือนกัน ต้องรอให้ฝักวานิลลาแก่เต็มที่เสียก่อน แล้วจึงนำ ไปอบ"ให้มีกลิ่นหอม แล้วก็ต้องนำไปผึ่งและบ่มอีกเป็นเวลาหลายเดือนกว่าจะได้ กลิ่นหอมๆ ที่นำมาประกอบอาหารและขนมได้ อร่อย

ปัจจุบันในประเทศเขตร้อนอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา ฯลฯ ก็เริ่มมีการปลูกวานิลลากันมากขึ้น รวมไปถึงประเทศไทย ด้วย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2550

***********************************************************



เขื่อนใหญ่สุดใน โลก


รัฐบาลจีนได้ผลักดันโครงการเขื่อนสามโตรก หรือซันเสีย (Three Gorges) เป็นเขื่อน พลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยชี้ว่าจะช่วยควบคุมน้ำท่วมในแม่น้ำสายยาวที่สุด ของประเทศคือแยงซีเกียง และเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแห่ง หนึ่ง

ที่มา : ผู้จัดการอ อนไลน์ 31 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



“ดูไบ” มาเหนือเมฆ สร้างตึกสูง ที่สุดในโลก!!!


อีกเพียง 1 ปี ครึ่งเท่านั้น ทั่วโลกก็จะได้ยลโฉมตึก “บรูจ ดูไบ” ด้วยความ สูงถึง 512 เมตร โดยว่าที่เจ้าของสถิติตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่ ไม่มี ท่าทีที่จะหยุดความสูงไว้เพียงเท่านี้ ผู้สร้างยังคงเดินสร้างสร้างสถิติต่อไป ซึ่งยังไม่ใครรู้ว่าตึกแห่งนี้จะหยุดความสูงอยู่ที่ เท่าใด

หากได้รับการยืนยันแล้ว ตึกดังกล่าวก็จะแย่งสถิติ เดิมจากตึก”ไต้หวัน 101” ในไต้หวัน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตึกที่สูงที่สุด ในโลกนับตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความสูง 508 เมตร

อย่างไรก็ตาม ความสูงที่แท้จริงของตึกดังกล่าว ซึ่งคาดว่า น่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2008 ยังคงถูกปิดเป็นความ ลับ

ด้าน “อีมาอัร” รัฐวิสาหกิจเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการสร้างตึกเฉียดฟ้าแห่งนี้ บอกใบ้เพียงว่า ตึกดัง กล่าวอาจจะหยุดสร้างหลักจากสร้างไปถึง 700 เมตรก็ ได้

ที่มา : ผู้จัดการอ อนไลน์ 22 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



จากไข่มาเป็นไก่



ที่มา : Forward mail: from egg to chicken

***********************************************************



7สิ่งมหัศจรรย์ของ โลกยุคใหม่



สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศ อิตาลี

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ประกาศผลเสียทีสำหรับ7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ซึ่งทาง องค์กร New7Wonders ได้ประกาศผล 7 สถานที่เข้าชิง เมื่อ วันที่7เดือน7ปี2007 ที่ผ่านมา และนี่คือ7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ได้รับเสียงโหวตท่วมท้นจาก มหาชนทั่ว โลก

ทวีปยุโรป 1 แห่

สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศ อิตาลี

ตั้งอยู่ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นสนามกีฬา กลางแจ้ง สิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณสร้างขึ้นใน ระหว่าง ค.ศ. ที่ 72 - 80 ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาด ใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น

ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้ อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อย ห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิต ไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลอง ฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึง สามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมัน นิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อย คน


ชิเชน อิตซา ประเทศ เม็กซิโก

ทวีปอเมริกาเหนือ 1 แห่ง

ชิเชน อิตซา ประเทศ เม็กซิโก

ชิเชน อิตสา เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารจำนวนมาก ซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัว วิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่ สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่า แห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวย เทพเจ้าโดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่ นั้น

ลักษณะโดยทั่วไปของชิเชน อิตสา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็น ชั้น ๆ มีบันไดกลาง รอบ ๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวก โรมัน ซึ้งอยู่กลางเมือง ที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน ชนเผ่ามายาแห่ง เม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากเอเชีย เข้ามายัง อเมริกา ทางช่องแคบ เบริ่ง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติ ปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียว กัน

พวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการ บูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของ สถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบ ค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิด จากล้อ เลื่อน

ศูนย์กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชน อิตสา ใน คาบสมุทรยุกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายา ด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่างๆ


รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศ บราซิล

ทวีปอเมริกาใต้ 2 แห่ง

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศ บราซิล

รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ใน โลก. รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่ มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จ สิ้น

รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และตั้ง ใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถ เข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ ภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นัก ท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และ สร้างวิวที่สวยงามมากมาย


มาชู ปิกชู ประเทศ เปรู

มาชู ปิกชู ประเทศ เปรู

มาชู ปิกชู แห่งอาณาจักรอินคา( Inca city , Machu Picchu) ตั้งอยู่ที่ เมืองคุสโซ ประเทศเปรู มาชู ปิกชู อยู่บนยอดสูงมีบริเวณ รอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นัก สำรวจชาวอเมริกัน พบ ใน ปี ค.ศ. 1911

บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่ง ก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้ เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีต เพราะมีทั้งโบสถ์ วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพื่อเป็นทางทอดระเบียงลงไป ในที่ต่าง ๆ แห่งนครภูเขานี้


กำแพงเมืองจีน ประเทศ จีน

ทวีปเอเชีย 3 แห่ง

กำแพงเมืองจีน ประเทศ จีน

กำแพงเมืองจีน( Great Wall of China ) เป็นกำแพงกั้น เมือง และกั้นประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา มีขนาด กว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) มีความสูง จากพื้นด้านล่าง ตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต)

ได้รับขนานานามว่ากำแพงหมื่นลี้เพราะมีความยาวถึง 14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมด มีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ

เริ่มสร้างระหว่างปี 243-252ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยพระเจ้าซี่ วังตี่ (จิ๋นซีฮ่องเต้) มีการสร้างต่อเติมอีกหลายครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎร ทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตเรือนหมื่น อีกทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น จากดวงจันทร์


ทัชมาฮาล ประเทศ อินเดีย

ทัชมาฮาล ประเทศ อินเดีย

ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย มุมทัชมาฮา ล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรส องค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ ใหญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำ ยมนา

สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวล บริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มี ผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลาย ด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสี เหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจาก มหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงิน ค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท

ได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลัก ฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้ หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็น พิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ใน หีบ

หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่ สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกัน ข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่เมื่อโอรสขึ้นครองราชย์สมบัติจึงจับพระองค์ขัง อยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพ มเหสีผู้เป็นที่รัก ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มี โอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่า


เปตรา ประเทศ จอร์แดน

เปตรา ประเทศ จอร์แดน

นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปใน หินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุด สลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะใน การสลักหินได้อย่างยอด เยี่ยม

สีของหินกลมกลืนกัน ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วง เป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่ เรียกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวก ชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์ เรเนียน

จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้า ขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขต ซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราช ศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงใน ราว 300 ปี ก่อนคริสต์ กาล

สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟี ราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่ อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับ เป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะ ให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งหนึ่งใน โลก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



เศรษฐีเม็กซิกันรวยแซงบิล เกตส์-เหตุหุ้น พุ่ง


มหาเศรษฐี “บิล เกตส์” เจ้าของและผู้ร่วม ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ บุคคลร่ำรวยที่สุดของโลก ครอบครองทรัพย์สินอยู่ ราว 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกนายคาร์ลอส สลิม เฮ ลู ชาวเม็กซิกัน วัย 67 ปี มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจการสื่อสาร บริษัทการ เงิน บริษัทอุตสาหกรรม และธุรกิจอีกหลายชนิด ช่วงชิงตำแหน่งความรวย มี ทรัพย์สิน แซงหน้านายบิล เกตส์ ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ เหตุเพราะราคาหุ้น บริษัทสื่อสารช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปีนี้ พุ่งขึ้นถึง 26.5 เปอร์เซ็นต์

เหตุผลหนึ่งที่ทรัพย์สินของนายสลิมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนายสลิมยัง ทำหน้าที่บริหารธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะบริษัทสื่อสาร “อเมริกัน โมวิล” ซึ่ง ครองตลาดการใช้โทรศัพท์ในภูมิภาคละตินอเมริกาถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการ ทำธุรกิจกลุ่มบริษัทการเงิน “อินเบอร์ซา” ธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรม “กรูโป คา ร์โซ” ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านขายกาแฟและร้านอาหาร ขณะที่นายบิล เกตส์ เริ่ม วางมือจาก การบริหารบริษัทไมโครซอฟท์มาตั้งแต่ปี 2543 โดยหันมามุ่งงานด้าน มูลนิธิร่วมกับภรรยาคือนาง “เมลินดา”

นายสลิมเป็นลูกชายผู้อพยพชาวเลบานอน ครอบครัวประกอบธุรกิจมาตลอด ช่วยพ่อ ดำเนินกิจการร้านค้ามาตั้งแต่เด็กๆจนเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยใน เม็กซิโก จากนั้นเริ่มซื้อ เล่นหุ้น แต่ต้องเผชิญสภาพวิกฤติเศรษฐกิจภูมิภาคละติ นอเมริกาเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 จึงได้ปฏิรูปธุรกิจของตัวเองในนามกลุ่ม “กรู โป คาร์โซ” จนประสบความสำเร็จและทุ่มทุน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้น บริษัท “เทเลโฟโนส เดอ เม็กซิโก หรือเทเลเม็กซ์” เมื่อปี 2533 ภายหลังรัฐบาล เปลี่ยนนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ข่าวแจ้งว่า แม้นายสลิมร่ำรวยมีทรัพย์สินมหาศาล แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการ เข้าสังคมคนชั้นสูง ไม่นิยมทำตัวโอ่อ่าฟุ่มเฟือย ยังสวมนาฬิกาข้อมือพลาสติกอยู่ จนถึงช่วงทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ดี นายสลิมต่างก็ให้ความสำคัญกับมูลนิธิการกุศลเช่นเดียวกับนายบิล เกตส์ โดยเพิ่งร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนในภูมิภาคละตินอเม ริกากับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แห่งสหรัฐฯ กับนักธุรกิจเหมืองแร่ชาว แคนาดา.

ที่มา : ไทยรัฐ 5 ก.ค. 50

***********************************************************