“บิล เกตส์” ครองแชมป์รวยสุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 15 แม้ทรัพย์สินลดลง


เอเจนซี – บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในสหรัฐฯ เป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับชาวอเมริกันที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 400 อันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ขณะที่ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีจำนวนมากลดฮวบ

แมทธิว มิลเลอร์ บรรณาธิการผู้จัดอันดับของนิตยสารฟอร์บกล่าวว่า “ความจริงที่ว่าคนรวยไม่ได้รวยมากขึ้นนั่นหมายถึงว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง สินเชื่อไม่ได้ขยายตัว มีสภาพคล่องเพียงเล็กน้อยในตลาด และข้อตกลงต่างๆ ไม่สามารถบรรลุได้ เช่นเดียวกับสัญญาข้อตกลงทางเศรษฐกิจ”

ฟอร์บส์ได้อ้างอิงราคาขายหุ้นในวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาในการจัดอันดับ โดยส่งสัญญาณว่าราคาหุ้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ อันเป็นส่วนมาจากความปั่นป่วนทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกนั้น ทำให้ทรัพย์สินจำนวนมากสูญสลายไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกตส์จะยังครองอันดับสูงสุดในรายชื่อผู้มีทรัพย์สินมากที่สุดในสหรัฐฯ แต่จากการประเมินโดยฟอร์บส์ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาเหลือเพียง 57,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 59,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

ขณะที่วอร์เรน บัฟเฟตต์อยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยทรัพย์สิน 50,000 ล้านดอลลาร์ ตกลงจากในปีที่แล้ว 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีลอว์เรนซ์ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งโอราเคิล คอร์ปตามมาเป็นอันดับที่ 3 ด้วยจำนวนทรัพย์สิน 27,000 ล้านดอลลาร์

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551

***********************************************************



คลี่ปมปริศนาอนุสาวรีย์หิน "สโตนเฮนจ์" ที่แท้คือสุสานโบราณ


"สโตนเฮนจ์" กองหินยักษ์อายุกว่า 5,000 ปี ที่อยู่ทางตอนใต้ของอังกฤษเป็นปริศนามายาวนานนับศตวรรษที่คนยุคหลังสงสัยว่าแท้จริงคือสถานที่อันใดกันแน่ บ้างก็ว่าเป็นหอดูดาว บ้างก็ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิในสมัยโบราณ แต่ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์ก็คลายปมจนได้ว่าที่แท้ก็เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพของชนเผ่ามนุษย์ยุคก่อนคริสตกาล

วารสารนิวไซเอนติสต์รายงานว่าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (University of Sheffield) สหราชอาณาจักร ที่นำทีมโดยไมค์ ปาร์กเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) ได้พิสูจน์โครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่ขุดค้นได้ในบริเวณที่ตั้งของ "สโตนเฮนจ์" (Stonehenge) กองหินขนาดยักษ์ในเมืองวิลท์ไชร์ทางตอนใต้ของอังกฤษ พบหลักฐานบ่งชี้ว่าอนุสาวรีย์หินดังกล่าวเป็นสถานที่ประกอบพิธีศพและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตายของกลุ่มชนชั้นสูงในยุคก่อนประวัติศาสตร์

นักวิจัยใช้วิธีตรวจวัดการแผ่รังสีของธาตุคาร์บอนเพื่อคำนวณอายุของโครงกระดูกและฟันที่ขุดขึ้นมาได้จากบริเวณดังกล่าวตั้งแต่เมื่อช่วงทศวรรษที่ 50 ผลการพิสูจน์บ่งชี้ว่าโครงกระดูกเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ประมาณเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สโตนเฮนจ์เริ่มถูกสร้างขึ้น และคาดว่าน่าจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพสำหรับชนชั้นสูงในสมัยยุคหินยาวนานต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 500 ปี ขณะที่ก่อนหน้านี้นักโบราณคดีเคยสันนิษฐานไว้ว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นฌาปนสถานแค่ในระหว่าง 2,800-2,700 ปีก่อนคริสต์ศักราชเท่านั้น

"ผมไม่คิดว่าคนธรรมดาสามัญจะได้รับการประกอบพิธีศพที่บริเวณสโตนเฮนจ์นี้แน่นอน" เพียร์สันแสดงความคิดเห็นพร้อมกับแจงต่อว่านักโบราณคดีต่างสันนิษฐานกันเรื่อยมาว่าสโตนเฮนจ์อาจถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นปกครองหรือบางทีอาจเป็นราชวงศ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และจากหลักฐานใหม่ที่ได้ก็บ่งชี้ว่าเป็นตามนั้น อีกทั้งยังถูกใช้เป็นสุสานของกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย

หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของสหราชอาณาจักรระบุว่าสโตนเฮนจ์ส่วนแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยถูกขุดให้เป็นร่องดินและกำแพงดินล้อมเป็นวงกลมที่ประกอบด้วยหลุมจำนวน 56 หลุมที่บรรจุเสาไม้ไว้ภายใน ต่อมา 2,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช หินสีน้ำเงิน (bluestone) จำนวน 82 ก้อน ซึ่งบางก้อนหนักถึง 4 ตัน ได้ถูกลำเลียงมาตั้งไว้เป็นวงกลม 2 วงภายในกำแพงดินดังกล่าว และหลังจากนั้นอีกราว 150 ปี หินซาร์เซน (sarsen stone) จำนวนหนึ่งซึ่งแต่ละก้อนหนักราว 50 ตันก็ถูกลำเลียงมาไว้ในบริเวณเดียวกันและกลายเป็นสโตนเฮนจ์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

เดลิเมล์รายงานต่อว่าเมื่อช่วงหลายสิบปีก่อนนักโบราณคดีขุดค้นพบสุสานจำนวน 52 สุสานที่อยู่บริเวณรอบสโตนเฮนจ์ โดยโครงกระดูกจากสุสาน 3 แห่ง ถูกเคลื่อนย้ายนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ซาลิสเบอรี (Salisbury Museum) ซึ่งโครงกระดูกเหล่านี้เองที่นักวิจัยใช้เป็นตัวอย่างศึกษา โครงกระดูกที่มีอายุมากที่สุดอยู่ระหว่าง 3030-2880 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่หลุมฝังศพในโสตนเฮนจ์ถูกสร้างขึ้น โครงกระดูกถัดมามีอายุราว 2930-2870 ปีก่อนคริสต์ศักราช และโครงกระดูกสุดท้ายมีอายุ 2570-2340 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หินซาร์เซนถูกลำเลียงมาไว้ที่สโตนเฮนจ์

กลุ่มนักวิจัยเชื่อว่าน่าจะมีร่างที่ถูกฝังอยู่ที่บริเวณสโตนเฮนจ์มากถึง 240 ร่าง ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้วนักวิจัยทีมเดียวกันนี้เคยพบหลักฐานสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ในละแวกใกล้เคียงกับสโตนเฮนจ์ด้วย ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่าสถานที่ทั้ง 2 แห่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทีมีความสัมพันธ์กัน

อย่างไรก็ดีนิวไซเอนติสต์รายงานว่าคริสโตเฟอร์ ชิปปินเดล (Christopher Chippindale) นักวิชาการประจำพิพิธภัณฑ์โบราณคดีและมานุษยวิทยา (Museum of Archaeology and Anthropology) มหาวิทยาลัยเครมบริดจ์ (University of Cambridge) แสดงความเห็นว่า แม้ว่าผลการพิสูจน์การแผ่รังสีของธาตุคาร์บอนจากโครงกระดูกที่ถูกขุดมาจากบริเวณสโตนเฮนจ์จะบ่งชี้ว่าสโตนเฮนจ์ถูกใช้เป็นสุสาน ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นคือจุดประสงค์แรกมนุษย์ยุคก่อนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา

เช่นเดียวกับวัดหรือโบสถ์ที่มีหลุมฝังศพจำนวนมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดประสงค์แรกที่สร้างโบสถ์นั้นขึ้นมา เขายังระบุอีกว่าความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความน่าฉงนทั้งหมด ยังไม่ใช่คำตอนสุดท้ายที่พวกเราต้องการ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2551

***********************************************************



จีนเปิดตัวสะพานข้ามทะเลอ่าวหังโจว


ซินหัวเน็ต / เอเอฟพี /รอยเตอร์- จีนเปิดตัวสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ในตอนบ่ายของวันพฤหัสบดี(1พ.ค.)หลังก่อสร้างมานานกว่า 5 ปี และได้เปิดทดลองให้รถวิ่งในเวลาเที่ยงคืนวันเดียวกัน

สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองเจียซิงซึ่งอยู่ใกล้กับนครเซี่ยงไฮ้ กับเมืองท่าหนิงปอของมณฑลเจ้อเจียง ด้วยความยาวทั้งสิ้น 36 กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง 11,800 ล้านหยวน หรือ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยสะพานดังกล่าวช่วยร่นระยะทางทางบกจากเซี่ยงไฮ้สู่หนิงปอได้กว่า 120 กิโลเมตร อีกทั้งโครงสร้างของสะพานยังสร้างเป็นถนน 6 ช่องทาง ซึ่งจีนเชื่อว่าจะสามารถเอื้อประโยชน์อย่างมากทางด้านเศรษฐกิจและช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดที่ยังเป็นปัญหาหลักในเขตเศรษฐกิจต่างๆทางภาคใต้ของจีน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2551

***********************************************************



จีนเดินเครื่องระดมทุนสร้างสะพานเชื่อมฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า


เอเอฟพี - ฮ่องกง . มาเก๊า และกว่างตง(กวางตุ้ง)ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจอันรุ่งเรืองของจีน ได้ตกลงทำสัญญาร่วมสร้างสะพานเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจสู่แผ่นดินใหญ่

เดอะ เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า โปรเจคยักษ์ใหญ่ดังกล่าว ต้องใช้งบประมาณจะใช้เวลาทั้งสิ้น 5 ปีด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงจะรับผิดชอบในส่วนของการลงทุน 50.2 % กว่างตง 35.1 % และมาเก๊า 14.7 %

“สะพานดังกล่าวจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี และภายใน 36 ปีสะพานแห่งนี้จะเอื้อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับทุกฝ่าย” หวง หัวหัว ผู้ว่าการมณฑลกว่างตงกล่าว อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาชี้แจงผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างดังกล่าวว่า จะก่อให้เกิดอันตรายต่อโลมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง(แม่น้ำไข่มุก)

ทั้งนี้ สะพานจะมีความยาวทั้งหมด 29.6 กิโลเมตร โดยจะเชื่อมระหว่างเขตเศรษฐกิจจูไห่ , เกาะมาเก๊า และโยงมายังฮ่องกง ซึ่งเส้นทางของสะพานจะมีลักษณะคล้ายกับรูปตัววาย (Y)

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2551

***********************************************************



บิล เกตส์ ตกไปเป็นที่ 3 ของคนรวยสุดของโลก


หมายเลข 13 เป็นหมายเลขที่หลายคนซึ่งเชื่อในไสยศาสตร์ มองว่า เป็นหมายเลขไม่ดี และบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็เสียตำแหน่งคนรวยที่สุดของโลก หลังครองตำแหน่งมา 13 ปีโดยผลจัดอันดับล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์ในปีนี้ระบุว่า

คนรวยที่สุดของโลกคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชาวอเมริกัน ผู้เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นนักธุรกิจผู้ใจบุญเช่นเดียวกับเกตส์ บัฟเฟตส์มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 10,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 62,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ (เพิ่มขึ้น 320,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 2 ล้านล้านบาท)

อันดับสองคือ เจ้าพ่อเทเลคอมชาวเม็กซิกัน คาร์ลอส สลิม เฮลู ผู้มีสินทรัพย์เพิ่มเป็นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 2 ปี เป็น 60,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท)

ส่วนเกตส์ตกลงมาอยู่อันดับสาม ด้วยสินทรัพย์รวม 58,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านดอลลาร์ ( 64,000 ล้านบาท) จากปีที่แล้ว

การจัดอันดับคนรวยสุดของโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 22 นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ เพราะนอกจากเกตส์จะไม่ได้ครองอันดับ 1 แล้ว ยังเป็นปีแรกที่จำนวนอภิมหาเศรษฐีซึ่งหมายถึงผู้มีเงินเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์( 32,000 ล้านบาท) ขึ้นไป ทะลุเลข 4 หลัก เพราะมีจำนวนรวม 1,125 คนแล้ว เป็นชาวอเมริกันมากสุดคือร้อยละ 42 อันดับ 2 คือรัสเซีย ซึ่งเพียง 16 ปีหลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต มีอภิมหาเศรษฐี 87 คน โค่นอันดับสองเดิมคือเยอรมนีผู้ครองตำแหน่งมานาน 6 ปี และล่าสุดมีอภิมหาเศรษฐี 59 คน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 มีนาคม 2551

***********************************************************



ผู้พิชิตยอดเอเวอเรสต์คนแรกสิ้นลม


เอพี-นิวยอร์กวางแผนเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเมืองแห่งตึกระฟ้าเป็นเมืองแห่งต้นไม้ประวัติศาสตร์ โดยคัดเลือกต้นไม้ที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อโคลนนิงสู่โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นสำหรับทศวรรษหน้า

วงการปีนเขาโลกได้สูญเสียบุคคลสำคัญอีกหนึ่งท่าน นั่นคือ

เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ยอดนักปีนเขา ผู้ที่สามารถพิชิต"เอเวอเรสต์" ยอดเขาที่สูงที่สุด ในโลก ได้เป็นคนแรก

โดยเซอร์ เอ็ดมันด์ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย สิริรวมอายุได้ 88 ปี

เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2462 ที่เมืองออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงวัยรุ่นท่านเซอร์เริ่มปีนเขาภายในประเทศก่อน ทั้งภูเขาธรรมดาและภูเขาน้ำแข็ง ก่อนที่จะเกิดความใฝ่ฝันชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และแล้วเมื่ออายุได้ 34 ปี เอ็ดมันด์ก็ได้ทำความใฝ่ฝันนั้นสำเร็จ เมื่อสามารถพิชิตความสูงที่ 8,850 เมตร ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของเอเวอเรสต์ ขึ้นไปอยู่ยอดเขา ส่งผลทำให้เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถขึ้นไปสู่จุดที่สูงที่สุดของโลกได้เป็นคนแรก เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2496

เซอร์เอ็ดมันด์ได้จากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ผลงานด้านความผาดโผนโจนทะยาน จนได้รับการยกย่องว่า เป็น "นักผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสตศตวรรษที่ 20"

ที่มา : สยามรัฐ 11 มกราคม 2551

***********************************************************



นิวยอร์กซิตีโคลนนิงไม้ใหญ่ ปลูกต่อล้านต้นเปลี่ยนโฉมเมืองในศตวรรษหน้า


เอพี-นิวยอร์กวางแผนเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเมืองแห่งตึกระฟ้าเป็นเมืองแห่งต้นไม้ประวัติศาสตร์ โดยคัดเลือกต้นไม้ที่มีอายุกว่า 100 ปีเพื่อโคลนนิงสู่โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นสำหรับทศวรรษหน้า


ผู้เชี่ยวชาญต้นไม้ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเข้าร่วมโครงการต้นไม้ล้านต้นของนิวยอร์กชี้ให้ดูต้น "ปอปลาร์ทิวลิป" (tulip poplar) ที่มีความสูงกว่า 100 ฟุต ซึ่งอาจถูกตัดบางส่วนเพื่อใช้ในการโคลนของโครงการนี้


กิ่งตา (budwood) ของต้นบีชอายุกว่า 100 ปีในสวนสาธารณะเซนทรัล พาร์กที่นิวยอร์ก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2551

***********************************************************



ฟันธง!'โมนา ลิซ่า'เป็นภาพภรรยาพ่อค้าชาวอิตาลี


นักวิชาการเยอรมันยืนยันภาพปริศนา'โมนา ลิซ่า'ที่เลื่องชื่อ เป็นภาพของภรรยาพ่อค้าพาณิชย์ชาวอิตาลีรายหนึ่ง ที่ลีโอนาร์โด ดาวินซี เขียนให้ รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ว่า ดร.อาร์มิน ชาเล็คเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอกสารเก่าแก่ ประจำหอสมุดมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมันอ้างบันทึกโบราณจากโน้ตที่เขียนขึ้นโดยนายอากอสติโน เวสปัคซี่ เจ้าหนี้ของดาวินซี เจ้าหน้าที่เมืองฟลอเรนซ์ เมื่อปี 1503 ช่วยยืนยันว่า ภาพ'โมน่า ลิซ๋า'ที่ลีโอนาร์โด ดาวินซี เป็นผู้บรรจงวาดขึ้น ที่แท้เป็นภาพของนางลิซ่า เกราร์ดินี หรือลิซ่า เดล จิโอคอนโด ภรรยาของนายฟรานเซสโก้ เดอ จิโอคอนโด พ่อค้าพาณิชย์ชาวอิตาลี โดยเชื่อกันว่า ในช่วงเวลานั้น ดาวินซี กำลังวาดภาพงานศิลป์ 3 ภาพ ซึ่งภาพหนึ่งนั้นก็คือรูป 'โมนา ลิซา' หรือรูปของนางลิซ่า เดล จิโอคอนโด

การพิสูจน์นี้ช่วยยืนยันความเชื่อของนักวิชาการก่อนหน้านี้ว่า ภาพโมนา ลิซา คือภาพของนางลิซา ท่ามกลางกระแสโต้แย้งของนักวิชาการรายอื่นที่เชื่อว่า โมนา ลิซา น่าจะเป็นคนรัก หรือแม่ของดาวินซี มากกว่า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหลายคนที่เคยตรวจสอบอายุของภาพศิลปะชั้นปริศนาระดับโลกนี้บอกว่า การค้นพบของมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ถือเป็นความผ่าทางตันความเชื่อเรื่องปริศนารูปภาพโมนา ลิซา ของดาวินซี ไปเลยทีเดียว ทั้งนี้ รายงานบอกว่า อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่า ภาพโมน่า ลิซ่า ที่แขวนโชว์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ ยังเป็นที่รู้กันอีกชื่อในนาม 'ลา กิโอคอนด้า' ซึ่งหมายถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

ที่มา : มติชน 15 มกราคม 2551

***********************************************************



กระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี US


บีบีซีนิวส์/เอ เอฟพี - บรรดาผู้สมัครชั้นนำต่างเร่งตระเวนโฉบเฉี่ยวไปทั่วมลรัฐไอโอวา วันนี้ (2) เพื่อเสาะแสวงหาทุกคะแนนเสียงสุดท้าย หนึ่งวันก่อนหน้าการเลือกตั้ง ขั้นต้นหาตัวแทนของแต่ละพรรคใหญ่ ในมลรัฐแถบภาคตะวันตกกลางของสหรัฐฯ แห่งนี้ ซึ่งเป็นเสมือนการตัดริบบิ้นอย่างเป็นทางการ สำหรับกระบวนการเลือกสรรผู้เข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประจำ ปี 2008

ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ยังจะดำรง ตำแหน่งไปจนกระทั่งถึงวันที่ 20 มกราคม 2009 ทว่าการแข่งขันเพื่อที่จะเข้าครอง ทำเนียบขาวต่อจากเขา ก็กำลังเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ แล้ว

บรรดาผู้หวังที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป จาก ทั้ง 2 พรรคการเมืองหลักของอเมริกา นั่นคือ เดโมแครต และ รีพับลิกัน เวลานี้ ต่างกำลังต่อสู้กันเพื่อให้ได้เป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือก ตั้ง

กระบวนการในการคัดเลือกตัวผู้สมัครในคราวนี้จะเริ่มต้นกัน อย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ด้วย "คอคัส" ที่ไอโอวา ซึ่งนับว่ารวดเร็ว ยิ่งกว่าการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่าน มา

ต่อไปนี้คือบางคำถาม-คำตอบเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี อเมริกัน:

**การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไร ?

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008

**ในวันนั้นจะมีการเลือกตั้งอะไรกัน บ้าง ?

เลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ, ขณะเดียว กันก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภา และหนึ่งในสามของที่ นั่งใน วุฒิสภา

**ใครบ้างที่ลงชิงชัยเพื่อเป็นประธานาธิบดี สหรัฐฯคนต่อไป ?

การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อที่น่าสนใจในแง่ของคนที่ไม่ ได้ลงแข่งขันด้วย นั่นคือ เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1928 ที่ทั้งประธานาธิบดีและรอง ประธานาธิบดีซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ไม่ได้ประกาศลงชิงชัยเพื่อเป็นผู้สมัคร ของพรรคในการเลือกตั้งสมัยต่อ ไป

สำหรับผู้ที่ลงแข่งขันและได้รับการกล่าวขวัญ ถึง

ทางด้านพรรคเดโมแครต มีอยู่ 3 คน ซึ่งโดดเด่นกว่าเพื่อน ได้แก่

-- ฮิลลารี คลินตัน ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีบิล คลิ นตัน
--บารัค โอบามา วุฒิสมาชิก ผิวดำจากมลรัฐอิลลินอยส์
-- จอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้เคยลงชิงตำแน่งรองประธานาธิบดีปี 2004 ในทีมของ จอห์น แคร์ รี

ทางด้านพรรครีพับลิกัน ยังออกจะพร่าเลือน มากกว่า แต่ผู้ที่มีคะแนนนำในโพลหยั่งเสียง ได้แก่

--รูดี จูลิอานี อดีตนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์ก
--ไมก์ ฮัก คาบี อดีตผู้ว่าการมลรัฐ อาร์คันซอ
--จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกมลรัฐแอริโซนา
-- มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการมลรัฐ แมสซาชูเซตส์
--เฟรด ธอมป์สัน นักแสดงและอดีต วุฒิสมาชิก

อย่างไรก็ตาม เรตติ้งที่วัดกันก่อนหน้านี้อาจเกิดการ เปลี่ยนแปลงในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน ทันทีที่พวกผู้สนับสนุนของ 2 พรรคการเมือง หลัก เริ่มต้นกระบวนการในการคัดเลือกตั้งผู้สมัคร โดยในปีนี้จะเริ่มต้นที่มลรัฐ ไอโอวา วันที่ 3 มกราคม

**พรรคไหนมีโอกาสชนะมากที่สุด ?

"แนวโน้มจากผลการหยั่งเสียงระดับชาติครั้งใหญ่ๆ ต่าง เทมาทางข้างพรรคเดโมแครตอย่างเด็ดขาดแน่นอน" ศูนย์วิจัย พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ เขียนระบุเอาไว้ในรายงานเมื่อเดือน ตุลาคม

รายงานนี้กล่าวต่อไปว่า "ความไม่พอใจต่อสภาพของประเทศ ชาติกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เรตติ้งความยอมรับ ในประธานาธิบดีบุชก็ได้หล่นฮวบจาก 50% เหลือ 30% ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และ ความได้เปรียบที่ชาวพรรคเดโมแครตมีเหนือกว่าชาวพรรครีพับลิกัน ในเรื่องเกี่ยว กับความรู้สึกผูกพันอยู่กับพรรคนั้น ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นมากอย่างเป็นเนื้อเป็น หนังกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเท่านั้น แต่ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกกัน ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาอีก ด้วย"

กระนั้นก็ตาม ยังคงมีคำถามอยู่ว่า ชาวพรรคเดโมแครตจะคัด สรรหาผู้สมัครซึ่งสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเช่นนี้ได้หรือไม่ จำนวนมากมายมหาศาลเลยย่อมขึ้นอยู่กับทักษะและบุคลิกภาพของผู้สมัครนั้นๆ ตลอดจน การที่เขา(หรือเธอ) จะสามารถรับมือกับการท้าทายต่างๆ ซึ่งบังเกิดขึ้นระหว่างการ รณรงค์หาเสียงได้ดีเพียง ใด

**ประเด็นปัญหาหลักๆ ในการชิงชัยคราวนี้มีอะไรบ้าง ?

ในระดับทั่วประเทศแล้ว ผลโพลบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิออก เสียงถือว่า เรื่องอิรัก, เศรษฐกิจ, โครงการดูแลสุขภาพ, การศึกษา, การงาน, และ ความมั่นคงแห่งชาติ คือสิ่งซึ่งมีความสำคัญที่สุดสำหรับพวก เขา

อย่างไรก็ตาม มันยังเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละมลรัฐอีก โดย เรื่องผู้อพยพกำลังเป็นประเด็นปัญหาเผ็ดร้อนที่สุดในบางบริเวณของ สหรัฐฯ

สำหรับประเด็นปัญหาทางสังคม อาทิ การทำแท้ง, การวิจัย ด้านสเตมเซลล์, และการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน ดูจะมีความสำคัญน้อยลงสำหรับ ผู้ออกเสียง เมื่อเทียบกับช่วงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วใน ปี 2004

**ผู้สมัครจะกลายเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อเข้าชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีได้อย่างไร ?

แต่ละพรรคจะจัดการประชุมใหญ่ (party convention) กัน ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน 2008 เพื่อลงมติเลือกผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัครชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ทว่าในทางเป็นจริงแล้ว ผู้แทนที่เข้าไป ร่วมการประชุมและลงมติในที่ประชุมใหญ่ ล้วนแต่ประกาศให้คำมั่นสัญญากันชัดเจน แล้วว่าจะไปเลือกใคร ดังนั้น การแข่งขันชิงชัยกันจริงๆ จึงอยู่ในช่วงการคัด เลือกผู้แทนของแต่ละมลรัฐที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่ พรรค

การคัดเลือกผู้แทนของมลรัฐเพื่อไปร่วมการประชุมใหญ่พรรค นี้ มีวิธีการใหญ่ๆ อยู่ 2 วิธี กล่าวคือ มลรัฐส่วนใหญ่ใช้วิธีจัดให้ผู้สนับ สนุนพรรคมาออกเสียงกันทั่วทั้งมลรัฐ ที่เรียกกันว่า "ไพรมารี" (primary) เพื่อ ตัดสินกันไปเลยว่าพวกเขาอยากให้ผู้สมัครคนไหนได้เป็นตัวแทนของพรรคลงชิงเก้าอี้ ทำเนียบขาว ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นจะจัดให้มีการประชุมในที่สาธารณะตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งมลรัฐ การประชุมเช่นนี้ ซึ่งเรียกกันว่า "คอคัส" (caucus) จะมีการ อภิปรายและตัดสินกันว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนไหน แต่รวมความแล้วว่า ผู้แทนที่จะ ไปเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรคซึ่งได้รับการคัดเลือกจากแต่ละมลรัฐ ไม่ว่าด้วยวิธี " ไพรมารี" หรือ "คอคัส" ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเขา (หรือเธอ) จะไปโหวตให้ผู้ สมัครคนไหนในที่ประชุม ใหญ่

แต่ละมลรัฐจะได้รับการจัดสรรจากทางพรรคว่าให้มีผู้แทนเข้า ร่วมประชุมใหญ่ได้กี่คน และเมื่อมลรัฐต่างๆ ทยอยทำ "ไพรมารี" หรือ "คอคัส" แล้ว แต่กรณี ไปสักระยะหนึ่ง ก็มักจะทราบชัดเจนว่าผู้สมัครคนไหนที่ได้คะแนนสนับสนุน จากผู้แทนที่จะไปร่วมการประชุมใหญ่จนมากเพียงพอที่จะชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว สำหรับ ปีนี้เป็นที่คาดหมายกันว่าน่าจะทราบว่าผู้สมัครคนไหนจะเป็นผู้ชนะกันตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์

**หลังจากการประชุมใหญ่พรรคแล้วจะมีอะไรเกิด ขึ้นอีกก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ?

พรรคเดโมแครตจะจัดการประชุมใหญที่โคโลราโดตอนปลาย เดือนสิงหาคม ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดที่มินนิอาโปลิสตอนต้นเดือน กันยายน

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคใหญ่ทั้ง 2 มี กำหนดจะโต้วาทีกันทางทีวีในวันที่ 26 กันยายน, 7 ตุลาคม, และ 15 ตุลาคม

นอกจากนั้น พวกเขายังจะรณรงค์หาเสียงกันอย่างเข้มข้นในมล รัฐซึ่งถือเป็นสมรภูมิ สำคัญ

**ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจะได้เป็น ประธานาธิบดีใช่หรือไม่ ?

ไม่แน่เสมอไป ในทางเทคนิคแล้ว ประชาชนผู้ออกเสียงแต่ ละคนไม่ได้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีโดยตรง แต่พวกเขาเลือก "ผู้เลือกตั้ง" (elector) ซึ่งให้สัญญาไว้ชัดเจนว่าจะไปโหวตให้ผู้สมัครคนไหน และผู้เลือกตั้ง เหล่านี้ คือผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีตัวจริง ผู้เลือกตั้งเหล่านี้มีจำนวน 538 คน โดยที่มลรัฐใหญ่จะได้รับจัดสรรจำนวนผู้เลือกตั้งมากกว่ามลรัฐ เล็ก

ในแทบจะทุกมลรัฐใช้กติกาที่ว่า ผู้สมัครคนไหนที่ชนะได้ คะแนนเสียงข้างมากจากผู้ออกเสียง (popular vote) ในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนของ คณะผู้เลือกตั้ง (electoral college vote) ของมลรัฐดังกล่าวไปทั้งหมดเลย แม้ว่า จะเฉือนชนะผู้สมัครคนอื่นเพียงนิดเดียวก็ตามที ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ลงท้าย ผู้สมัครคนหนึ่งได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่า และได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป แม้จะได้คะแนนเสียงจากประชาชนผู้ออกเสียงทั้งหมดทั่วประเทศ น้อยกว่าคู่แข่งขัน ก็ตาม ที

**มลรัฐที่มีสมรภูมิสำคัญคือที่ไหนบ้าง ?

ตามแบบแผนการออกเสียงในปีหลังๆ มานี้บ่งชี้ว่า มลรัฐ แถบชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งตะวันตกแทบทั้งหมดจะลงคะแนนให้เดโมแครต และมลรัฐ อื่นๆ ที่เหลือส่วนใหญ่จะโหวตให้รีพับลิกัน อย่างไรก็ตาม มีมลรัฐจำนวนหนึ่งซึ่ง การออกเสียงอาจจะเหวี่ยงไปมาไม่แน่นอน อาทิ ฟลอริดา, โอไฮโอ, และ เพนซิลเว เนีย (ซึ่งแต่ละมลรัฐมีคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตั้งแต่ 20 เสียงขึ้นไป) นอกจากนั้น ก็เป็น แอริโซนา, โคโลราโด, ไอโอวา, มิสซูรี, นิวเม็กซิโก, เนวาดา, เทนเนสซี, เวอร์จิเนีย, และ วิสคอนซิน

**เลือกตั้งคราวนี้จะมีผู้สมัครจากฝ่ายที่ 3 อันเข้มแข็งหรือไม่ ?

บุคคลที่ถูกจับมองตามากที่สุดว่าอาจเป็นผู้สมัครฝ่าย ที่ 3 ในสมัยนี้ได้คือ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อภิมหาเศรษฐีผู้ดำรงตำแหน่งนายก เทศมนตรีนครนิวยอร์กอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้เขาปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่คิดที่จะลง แข่งขันก็ตาม ที

ในอดีตที่ผ่านมา ผู้สมัครฝ่ายที่ 3 สามารถทำให้ผลเลือกตั้ง ผันแปรไป ถึงแม้ตัวเขาเองไม่ได้เป็นผู้ชนะ เพราะเขาอาจมีอิทธิพลดึงคะแนนเสียง จากผู้สมัครของพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้ง 2 พรรคก็ ได้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2551

***********************************************************



ควีนเอลิซาเบธขึ้นราชินีพระชนมายุยืนยาวสุด


สำนักพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมออกแถลงการณ์ราว 17.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค. ว่า สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ จะทรงเป็นพระราชินีที่มีพระชนมายุยืน ยาวที่สุดในอังกฤษเมื่อเทียบกับพระอัยยิกาของพระองค์คือสมเด็จพระราชินี วิกตอเรียที่มีพระชนมายุ 81 พรรษา 243 วัน

นอกจากนี้จะทรงเป็นพระราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในอังกฤษ หากทรงครองราชย์จนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2558

รายงานระบุสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์ยาวนานเป็นลำดับ 2 ของ โลกรองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย ในช่วงที่ พระองค์ทรงเป็นประมุขของประเทศ อังกฤษผ่านการผลัดเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 11 คน คน แรกคือเซอร์วินสตัน เชอร์ชิ ล

ที่มา : ไทยรัฐ 21 ธ.ค. 50

***********************************************************



"เขื่อนแควน้อย" เฉลิมพระ เกียรติ 80 พรรษาในหลวง


โครงการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านเขาหินลาด ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก สามารถเก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหา อุทกภัยบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง รวมถึงการจัดสรรแหล่งน้ำสำหรับเพาะ ปลูก และใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคของ ประชาชน

วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างเขื่อนเพื่อเป็น แหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำหรับส่ง เสริมการเพาะปลูกในฤดูแล้งของพื้นที่โครงการเจ้าพระยาใหญ่เพื่อบรรเทาปัญหา อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอ เมือง และอำเภอวัง ทอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ พิจารณาเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนแควน้อย อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัด พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2546 โดยโครงการเขื่อนแควน้อยนั้นจะเป็น โครงการอ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนประกอบด้วยเขื่อน 3 เขื่อน ติดต่อกัน ได้แก่เขื่อนแควน้อย เป็นเขื่อนหินทิ้งดาดคอนกรีต มีความสูง 75 เมตร ยาว 681 เมตร เขื่อนสันตะเคียน เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว มีความสูง 80 เมตร ยาว 1,260 เมตร และเขื่อนปิดช่องเขาต่ำ เป็นเขื่อนดิน มีความสูง 23 เมตร ยาว 667 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลูกบาศก์เมตรและจะมีฝายทดน้ำพญาแมน พร้อมระบบส่งน้ำและระบาย น้ำ

ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนนั้นจะทำให้พื้นที่ใกล้เคียง มี แหล่งน้ำถาวรเพื่อสนับสนุนพื้นที่ชลประทานบริเวณฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ได้ ประมาณ 155,000 ไร่จะมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะเสริมให้กับพื้นที่เพาะปลูกในฤดู แล้งได้อีก ประมาณ 250,000 ไร่ จะบรรเทาอุทกภัยลงโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำ แควน้อยตอนล่าง ที่มีจำนวนประมาณ 75,000 ไร่ในเขตอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอเมือง อำเภอวังทอง และอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ราษฎรในเขตโครงการฯมีน้ำใช้ อุปโภคบริโภคถึงประมาณปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา รวม ทั้งเป็นแหล่งประมงขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของพื้นที่ภาค เหนือ

นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเสษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อ ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กล่าวว่า ในขณะที่ ดำเนินการก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จทางโครงการฯได้เตรียมแผนฝึกอบรมอาชีพให้กับ ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนประมาณ 2,000 ราย

รวมถึงราษฎรที่อาศัยอยู่รอบตัวเขื่อนที่สนใจเข้า ร่วมฝึกอบรมอาชีพอีกกว่า 10,000 คน ซึ่งราษฎรเหล่านี้นอกจากจะได้รับการอบรมใน การประกอบอาชีพในด้านต่างๆทั้ง อาชีพด้านการประมง ปศุสัตว์ หัตถกรรม และอื่นๆ ตามที่ราษฎรให้ความสนใจแล้ว ราษฎรเหล่านี้ยังจะได้รับการปลูกฝังให้มีส่วนร่วมใน การช่วยเหลือในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณรอบเขื่อน ด้วย

โดยทางจังหวัดพิษณุโลกได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนา อาชีพระดับจังหวัดขึ้นมาโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กำหนดให้ดำเนินการ ทั้งการส่งเสริมอาชีพและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เริ่มดำเนินการได้ในปี 2551- 2554 ซึ่งมั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากราษฎรที่อาศัยอยู่รอบเขื่อนเป็นอย่าง ดี โดยทางจังหวัดและโครงการมีแผนจะปลูกป่าเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำให้ได้ไม่ ต่ำกว่า 100,000 ไร่โดยจะทยอยดำเนินการไปอย่างต่อ เนื่อง

ทั้งนี้ การดำเนินการของโครงการฯปัจจุบันมีความก้าวหน้าเป็น อย่างมากและจะได้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 80

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2550

***********************************************************



อียิปต์เผยร่างจริง “ตุตันคา เมน” ต่อสาธารณชน



สื่อมวลชน ห้อมล้อมพระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่เผยร่างใต้ผ้าให้เห็นกันเต็ม ตา

เอเอฟพี/บีบีซีนิวส์/เอ พี – อียิปต์เผยโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของ “ตุตันคาเมน” ยุวกษัตริย์แห่งไอ ยคุปต์ นำร่างมัมมีออกจากโลงหินสู่ตู้กระจก เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ถือ เป็นการเก็บรักษาไปในตัว หลังมีผู้คนเข้าชมจำนวนมากมายในแต่ละปี พร้อมนำ แบคทีเรียและความร้อนเขามาด้วย ถือเป็นการจัดแสดง “ร่างมัมมีพระศพ” ให้แก่ สาธารณชนได้ชมเป็นครั้งแรก นับจากค้นพบฟาโรห์วัย 19 และสิ้นสุดการค้นหาสาเหตุ แห่งการสิ้นพระชนม์เมื่อ 3,000 ปี ก่อน

เหล่านักโบราณคดีค่อยๆ บรรจงเคลื่อนย้ายพระศพ มัมมีฟาโรห์ “ตุตันคาเมน” (Tutankhamen) ออกจากหีบศพหินแบบ โบราณ ที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม มาไว้ในตู้กระจกที่มีการควบคุมอุณหภูมิภาย ในเป็นอย่างดี จัดแสดงไว้ในที่ฝังศพของพระองค์ ณ หุบผากษัตริย์ ในเมืองลักซอร์ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่าน มา


บรรดาผู้ เชี่ยวชาญและนักโบราณคดีกำลังค่อยเคลื่อนย้ายพระศพ จากโลงหินสู่โลงกระจก เพื่อ เหตุผลในการรักษาสภาพ ส่วนการเปิดให้สาธารชนเยี่ยมชม คือผลพลอย ได้

การเผยร่างกายมัมมีที่แท้จริงของตุตัน ตาเมน หรือ คิงตุต (King Tut) นั้น นับเป็นครั้งแรกหลังค้นพบพระศพมัม มีในปี พ.ศ.2465 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ซึ่งนับจาก นั้นกว่า 80 ปี มีเพียง 50 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเห็นพระพักตร์จริงๆ ของฟาโรห์ หนุ่มที่สิ้นพระชมน์มานานกว่า 3,000 ปี

หลังจากที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญเคลื่อนย้ายพระ ศพฟาโรห์ที่ดังที่สุดแห่งศตวรรษเข้าสู่ตู้กระจกแล้ว ก็เปิดผ้าลินนินสีขาวที่ห่อ มัมมีเป็นชั้นสุดท้าย เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณหลายพันปี ซี่งพระศพที่เห็นใน ปัจจุบันมีลักษณะหดตัว และเป็นสีดำทั้งร่าง รวมถึงใบ หน้า

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ อนุรักษ์ร่างกายส่วนที่เหลือของคิงตุต ซึ่งนักโบราณคดีเปิดเผยว่า มัมมี ต้องเผชิญกับความร้อน ความชื้น และแบคทีเรียต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนำ เข้ามา ขณะเยี่ยมชมหลุมฝังศพกษัตริย์องค์น้อยในแต่ละ ปี

“กษัตริย์แห่งทองคำพระองค์นี้ ทั้งน่าอัศจรรย์และ ลี้ลับ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องการชมว่า อียิปต์มีวิธีเก็บรักษาพระองค์ไว้อย่างไร บ้าง และเชื่อว่าผู้คนทั่วโลกก็อยากจะยลโฉมของพระองค์” ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ กล่าวก่อนที่จะเคลื่อนย้ายฟาโรห์ ผู้โด่ง ดัง


ฮาวาสส์กับพระศพฟาโรห์ที่โด่งดังที่สุด

เมื่อครั้งที่คาร์เตอร์สำรวจพบหลุมศพของฟาโรห์ หนุ่ม พร้อมขุมทรัพย์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ประดับประดาไปด้วยทอง ตรงใจกลางของหลุม ศพซึ่งเก็บมัมมีพระศพฟาโรห์ไว้ ก็ยังปกคลุมไปด้วยเครื่องราง เพชรนิลจินดา และใน หน้าของพระองค์สวมด้วยหน้ากากทองคำ สร้างความประหลาดใจให้แก่เขายิ่ง นัก

แต่ด้วยความต้องการแค่ขุมทรัพย์ คาร์เตอร์และทีมสำรวจจึงตัด แขนขาและหัวของมัมมีออกเป็น 18 ส่วน โดยใช้มีดและขดลวดที่อังความร้อนลอกหน้ากาก ทองออกจากใบหน้าของ ฟาโรห์


หน้ากาก ทองคำของตุตันคาเมน แสดงให้เห็นถึงยุคแห่งทองในสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ แต่หน้ากากทองชิ้นนี้ยั่วยวนใจยิ่งนัก ทำให้ทีมสำรวจแรกลงทุนเลาะออกจากพระ พักตร์ของ พระองค์

ร่างกายของฟาโรห์ได้รับการประกอบขึ้นใหม่ และส่งกลับไปยังโลงศพหินอันเดิมในอีก 1 ปีถัดมา (พ.ศ.2466) และเพิ่งจะได้รับการ เคลื่อนย้ายอีก 3 ครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพื่อเอ็กซเรย์ตรวจสอบในประเด็น ต่างๆ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เหล่านักโบราณคดีต้องการรู้เป็น อย่างยิ่งคือ “สาเหตุการสิ้นพระชนม์” ของฟาโรห์เจ้าของร่าง ที่จากโลกไปทั้งที่ ยังมีพระชนมายุเพียงแค่ 19 ชันษา รวมถึงคำร่ำลือ “คำสาปฟาโรห์” ที่ตามหลอกหลอน ผู้บุกรุกรวบกวนพระ ศพ

ครั้งแรกที่นำคิงตุตไปเอ็กซเรย์ในปี 2511 จนพบเศษ กระดูกในกะโหลกศรีษะ ทำให้เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกปลงพระชนม์ด้วยลูก ธนู ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางรายก็สันนิษฐานเหตุว่า เป็นเพราะตุตันคา เมนต้องการนำแนวคิด “พหุเทวนิยม” (การนับถือพระเจ้าหลายองค์) กลับมาสู่ชาว อียิปต์อีกครั้ง หลังจากที่อาเคนาเตน (Akhenaten) พระราชบิดาของคิงตุตได้ปฏิรูป ศาสนาอย่างถอนรากถอนโคนนำเอา “เอกเทวนิยม” ให้นับถือสุริยเทพ “อาเตน” เพียงองค์ เดียว

แต่หลังจากอาเคนาเตนสิ้นพระชนม์ลง ศาสนสถานและชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาเตน” จึงถูกลบออกไป รวมทั้งพระนามของ “ตุตันคาเตน” ที่ เปลี่ยนมาเป็น “ตุตันคาเมน” อีก ด้วย

อย่างไรก็ดี ผลจากการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ครั้งล่าสุดในปี 2548 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า พระองค์ ไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ และสิ้นพระชนม์จากการติดเชื้ออันเนื่องมา จากกระดูกหัก อีกทั้งสันนิษฐานว่า เศษกระดูกในกะโหลกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงดองพระ ศพ

ขณะที่นักวิจัยบางคนเชื่อว่ารอยแตกที่กระดูกอาจเกิดขึ้นในภาย หลัง ด้วยฝีมือของนักโบราณคดี ไม่ว่ารอยแตกที่กระดูกนั้นจะเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ฮาวาสส์แสดงความมั่นใจว่าตุตันคาเมนไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์แน่นอน และปิดข้อ สันนิษฐานดังกล่าวไว้เพียงเท่านี้ โดยจะไม่รบกวนพระศพอีกต่อ ไป

ที่สำคัญในการแสกนครั้งเดียวกันนี้ ก็ได้มีการสร้างแบบ จำลอง “พระพักตร์” ของพระองค์ขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากโครงสร้างใบหน้ามัมมี และจาก หน้ากากทองคำหนัก 11 กิโลกรัมที่เคยใช้ ครอบ


โครงหน้า ของตุตันคาเมนที่นักวิจัยประมวลผลออกมา โดยจำลองในแบบปูนปั้นสไตล์อียิปต์ โบราณ

“ตุตันคาเมน” หรือ "ตุตันคามุน" (Tutankhamun/Tutankhamen) เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนมายุเพียง 10 ชันษา ทรงเป็นกษัตริย์อียิปต์โบราณใน ช่วงปี 1334-1323 ก่อนคริสตกาล ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ใช้พระนามว่า “ตุตันคาเต น” อันหมายถึงเทพอาเตน หรือ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2550

***********************************************************



ขนานนาม 'พริกปีศาจ' เผ็ดอันดับหนึ่งของ โลก


“พุตโจโลเกีย” หรือ “พริกปีศาจ” มีต้นกำเนิดอยู่ในอัสสัม ประเทศ อินเดีย ได้รับการขนานนามให้เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก ชนะแชมป์ความเผ็ดเดิม ไม่เห็นฝุ่น

ดร.พอล บอสแลนด์ ผู้อำนวยการสถาบันพริกแห่งมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สเตท ประกาศว่าได้พบพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกแล้ว มีชื่อว่า “พุตโจโลเกีย” หรือ “พริก ปีศาจ” อันมีต้นกำเนิดอยู่ที่รัฐอัสสัม ในอินเดีย โดยวัดระดับความเผ็ดได้ถึง 1 ล้านหน่วยความเผ็ดสโควิล (SHUs) เอาชนะอดีตแชมป์เก่าจากพริกพันธุ์ “เรด ซาวิ นา” ที่วัดความเผ็ดได้ที่ 577,000 หน่วยความเผ็ดสโควิล

“ชื่อของ “พุตโจโลเกีย” นั้นแปลได้ว่า “พริกปีศาจ” ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นเพราะ พริกดังกล่าวนั้นเผ็ดมากเสียจนคุณเลิกกลัวผีไปเลย เมื่อกินพริกนี้” ดร.บอส แลนด์ อธิบาย พร้อม กับบอกด้วยว่า ความเผ็ดระดับเข้มข้น ของพริกปีศาจ จะส่งผล อย่างสำคัญให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร ที่จะทำเป็นเครื่องปรุงรสอย่างประหยัด ใน อาหารบรรจุซอง

สำหรับผลการประกาศเจ้าแห่งความเผ็ดครั้งนี้ เป็นคำประกาศจากสมาคมวิทยาศาสตร์ พืชสวน อเมริกัน.

ที่มา : ไทยรัฐ 1 พ.ย. 50

***********************************************************



ทำไมต้องใช้ "ฟักทอง" ในวันฮัล โลวีน


ในวัน "ฮัลโลวีน" ซึ่งเป็นวันปล่อยผีของฝรั่ง เรามักจะเห็น สัญลักษณ์ที่เป็นฟักทองมาเจาะหน้าตาให้ดูน่ากลัวเหมือนผี ส่วนเหตุที่ฟักทองกลาย มาเป็นสัญลักษณ์ของวันฮัลโลวีนก็มีที่มาจากเรื่องเล่านิทานปรัมปราของชาวไอริช ที่ว่า ซาตานกำลังจะไปรับวิญญาณของคนเจ้าเล่ห์ที่ชื่อว่าเเจ็ค แจ๊คจึงชวนให้ ซาตานดื่มเหล้าด้วยกัน และหลอกล่อให้ซาตานแปลงร่างเป็นเหรียญเพื่อนำไปจ่ายค่า เหล้า และแจ็คก็นำเหรียญนั้นไปใส่รวมไว้กับไม้กางเขน ทำให้ซาตานแปลงกลับมาเป็น ร่างเดิมได้ ซาตานจึงต้องสัญญากับเเจ๊คว่าจะไม่มายุ่งกับเขาอีกเป็นเวลาหนึ่งปี และถ้าเขาตายเมื่อไหร่ ซาตานก็ไม่มีสิทธิเอาวิญญาณของเขา ไป

จากนั้นหนึ่งปีผ่านไป ซาตานก็กลับมาอีก คราวนี้เเจ็คหลอกล่อ ให้ซาตานปีนไปเก็บแอปเปิ้ลบนต้น และแอบสลักรูปกางเขนไว้บนต้นแอปเปิ้ล ซาตานจึง ลงมาไม่ได้ และถูกบังคับให้สัญญาอีกตามเคยว่าจะไม่มายุ่งกับแจ๊คไปอีกสิบ ปี

สิบปีผ่านไป นายแจ๊คตายลง แต่สวรรค์ก็ไม่ต้อนรับเพราะเป็นคน เจ้าเล่ห์ นรกก็ไปไม่ได้เพราะดันบังคับให้ซาตานสัญญาไว้ จึงต้องกลายเป็นวิญญาณ เร่ร่อน มีเพียงก้อนถ่านที่ซาตานให้ไว้คอยส่องแสงนำทาง และเพื่อรักษาถ่านให้ ส่องสว่างนานที่สุด วิญญาณของนายแจ็คจึงคว้านหัวผักกาดแล้วใส่ก้อนถ่านลงไป คน ไอริชจึงเรียกผีแจ็กกับตะเกียงว่า Jack of Lantern (และเพี้ยน มาเป็น Jack O'Lantern)

ต่อมาเมื่อถึงวันฮัลโลวีนชาวเมืองจึงทำตะ เกียงแจ็กด้วยการแกะสลักหัวผักกาดให้เป็นหน้าตาน่ากลัว นำไฟใส่ไว้ด้านในเพื่อ ขับไล่ผีแจ็กและวิญญาณต่างๆ จนภายหลังก็เปลี่ยนจากการใช้หัวผักกาดมาเป็นฟักทอง เพราะหาได้ ง่ายกว่า

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550

***********************************************************



เปิดโผ 10 ที่สุดใน จักรวาล


หลังจากรัสเซียประกาศความเป็นเจ้าแห่งอวกาศไปเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการส่งดาว เทียมดวงแรก “สปุตนิก” (Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2500 แล้วการสำรวจอวกาศในอดีตที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่ถูกบันทึกสถิติไว้ว่าเป็นที่สุด ในจักรวาล

1. นักบินที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่ สุด
“เซอร์เก คริคายอ ฟ” (Sergei Krikalyov) นักบินอวกาศรัสเซีย วัย 49 ปี เจ้าของสถิตินัก บินที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด ซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ 16 ส.ค. เวลา 13.02 น.ตามเวลาประเทศไทย ด้วยเวลาในอวกาศรวม 747 วัน 14 ชั่วโมงและ 11 นาที แต่หากรวมทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน คริคายอฟ ปฏิบัติภารกิจในอวกาศมาแล้ว 803 วัน 9 ชั่วโมง กับอีก 39 นาที นักบินคนไหนคิดจะทำลายสถิติ เห็นทีจะไม่ง่ายเสีย แล้ว

2. นักบินหญิงที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่ สุด
แชมป์ฝ่ายหญิงจะเป็นใครไปไม่ได้นอก จาก "สุนิตา วิลเลียมส์" (Sunita Williams) นักบินหญิงเชื้อ สายอินเดียของนาซา วัย 42 ปี ที่เหมาตำแหน่งแชมป์ฝ่ายหญิงไปคนเดียวรวด 3 รายการ ภายในปีเดียวกัน (2550) ทั้งนักบินหญิงที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด 195 วัน นักบินหญิงที่ออกเดินอวกาศมากครั้งที่สุด รวม 4 ครั้ง และนักบินหญิงที่มี ชั่วโมงเดินอวกาศนานที่สุด 29 ชั่วโมง 17 นาที

3. ยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วสูง สุด
ยานอวกาศไร้มนุษย์ "นิว โฮไร ซอนส์" (New Horizons) ของนาซาที่ออกเดินทางจากโลกไปเมื่อวัน ที่ 20 ม.ค. 2549 (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถเดินทางในอวกาศด้วยความเร็ว 75,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นความเร็วสูงสุดของยานสำรวจอวกาศเท่าที่เคยมีมา ซึ่ง ความเร็วในระดับนี้ทำให้การเดินทางสู่ดวงจันทร์ใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ นิว โฮไรซอนส์ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 10 ปี กว่าจะถึงจุดหมายที่แท้จริง คือ ดาวพลูโต และวัตถุอื่นๆ ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt)

4. ดาวเทียมที่ใหญ่ที่ สุด
หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า ดาวเทียมไทย คม 4 หรือ ไอพีสตาร์ (IPSTAR) ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักถึง 6,486.48 กิโลกรัม สร้าง โดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส์ ลอเรล (Space System / Loral - SS/L) ถูกปล่อยขึ้นสู่ วงโคจรเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2548 จากฐานปล่อยจรวดในประเทศฝรั่งเศส และโคจรอยู่ เหนือเส้นศูนย์สูตรที่ระดับความสูง 35,880.7 กิโลเมตร

5. ดาวเคราะห์แคระที่ใหญ่ที่ สุด
ดาวอีริส (Eris) คือเจ้า ของตำแหน่งดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ อยู่ในแถบ ไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบโดยไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) จากสถาบัน เทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology : Caltech) สหรัฐฯ ดาวอีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2,400 - 3,000 กิโลเมตร ขณะที่พลูโตที่มี เส้นผ่าศูนย์กลาง 2,390 กิโลเมตร และมีมวลมากกว่าพลูโต 27% ซึ่งหลังจากอีริสถูก ค้นพบ ดาวพลูโตก็ถูกลดสถานภาพจากดาวเคราะห์เป็นแค่ดาวเคราะห์แคระไปอย่างน่า เสียดาย

6. ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ใหญ่ที่ สุด
ดาวเคราะห์ทีอาร์อีเอส-4 (TrES- 4) เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบ อยู่ในกลุ่มดาว เฮอร์คิวลีส (Hercules) ห่างจากโลกราว 1,400 ปีแสง ซึ่งนักดาราศาสตร์ของหอดูดาว โลเวล (Lowell Observatory) รัฐอริโซนา สหรัฐฯ สามารถจับภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ ครั้งแรกในปี 2549 ลักษณะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี แต่มีเส้น ผ่านศูนย์กลางมากกว่าถึง 1.7 เท่า หรือใหญ่กว่าโลกถึง 20 เท่า และมีความหนาแน่น เพียง 0.24 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทฤษฎีแล้วสามารถลอยน้ำ ได้

7. ดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้ดาวแม่มากที่ สุด
ปี 2545 นักดาราศาสตร์พบดาว เคราะห์ "โอจีแอลอี-ทีอาร์-56บี" (OGLE-TR-56b) ที่อยู่ ห่างออกไปราว 5,000 ปีแสง จากการโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์โอจีแอลอี-ทีอาร์-56 (OGLE-TR-56 ) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) ทั้งยังมีวงโคจรห่างจากดาวแม่ น้อยที่สุดเท่าที่เคยพบ เพียงแค่ 0.02 หน่วยดาราศาสตร์เท่านั้น (1 หน่วยดารา ศาสตร์ เท่ากับ ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) หรือโคจร ครบ 1 รอบในเวลาแค่ 29 วัน

8. ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่ สุด
ดาว "พร็อกซิมา เซนทอ รี" (Proxima Centauri) ดาวแคระสีแดง (red dwarf star) เป็นดาวฤกษ์ ขนาดเล็กในกลุ่มดาวคนครึ่งม้า (Centaurus) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4.2 ปีแสง มี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 7 ของดวงอาทิตย์ นับว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ ใกล้โลกมากที่สุดนอกจากดวงอาทิตย์

9. ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่ สุด

ดาว PC0832/676 เป็นดาว ฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุดที่เราสามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa major) หรือกลุ่มดาวจระเข้นั่นเอง โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 60,000 ปีแสง

10. กาแล็กซีที่ไกลที่ สุด
ทีมนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวยุโรป ใต้ (European Southern Observatory: ESO) ในประเทศชิลี สำรวจพบ กาแล็กซี เอเบลล์ 1835 ไออาร์1916 (Abell 1835 IR1916) ได้ เมื่อปี 2547 อยู่ห่างออกไปถึง 13,200 ล้านปีแสง เป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลจาก กาแล็กซีทางช้างเผือกมากที่สุดเท่าที่เคยสังเกตได้ อยู่หลังกระจุกกาแล็กซี เอ เบลล์ 1835 (Abell 1835) ในกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่า กาแล็กซีเอเบลล์ 1835 ไออาร์ 1916 นี้ เกิดขึ้นหลังกำเนิดของจักรวาลเพียง 460 ล้านปีเท่านั้น

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2550

***********************************************************



นกนางแอ่นไฮโซ อยู่คอนโดที่ปาก พนัง


ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช คนที่นี่ส่วนหนึ่งนิยมสร้าง บ้านให้นกนางแอ่นอยู่กันเป็นจำนวนมาก แถมยังไม่ใช่บ้านนกธรรมดาๆเสียด้วย หากแต่ เป็นคอนโดหลังโตที่ถ้าเทียบกับนกนางแอ่นแถวชุมพร ตรัง กระบี่ ที่ต้องอาศัยถ้ำ ตามเกาะอยู่ก็จะทำให้นกนางแอ่นปากพนังกลายเป็นนกนางแอ่นไฮโซไป ทันที


รังนกนางแอ่นในคอนโด

ส่วนเหตุที่นกนางแอ่นถูกคนปากพนังเชื้อเชิญให้ไปอยู่ในคอนโดนั้น คุณลุงที่ บริษัทผลิตรังนกยี่ห้อขวัญมุย ในตึกคอนโดนก(บริษัทอยู่ชั้นล่าง)สีเหลือง เด่นกลางเมืองที่ว่ากันว่าเป็นบ้านหลังแรกที่สร้างให้นกนางแอ่นอยู่เล่าให้ผมฟัง ว่า

“นกนางแอ่นได้อพยพจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในปากพนังเมื่อ ประมาณ 80 ปีที่แล้ว เนื่องจากที่พนังพนังมีป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ จากนั้นพวก มันก็อาศัยอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านทำรัง และเมื่อมันขยายจำนวนมากขึ้น รังนก นางแอ่นก็เพิ่มปริมาณขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ชาวบ้านหลายๆคนต้องย้ายบ้านหนี พร้อมๆกับยกบ้านเดิมให้นกทำรัง แลกกับการเก็บรังนกนางแอ่นขาย ที่ถือว่าทำรายได้ เป็นกอบเป็นกำดีที เดียว”

คุณลุง อธิบายต่อว่า ต่อมาทางการได้เข้ามาส่งเสริมให้ทำ เป็นอาชีพ พร้อมๆกับการปลูกบ้านปลูกคอนโดให้นกมาอยู่อาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง จากการสำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีนกนางแอ่นในปากพนังประมาณ 3 ล้าน 5 แสนตัว มี บ้านและคอนโดนก 100 กว่าหลัง นับว่ามากที่สุดในเมือง ไทย

สำหรับขั้นตอนการทำรังของนกนางแอ่นนั้น เริ่มจากนกนางแอ่นจะ ทำการป้ายน้ำลายลงบนผนัง เพดาน หรือแผนไม้ที่เตรียมไว้ให้ โดยจะป้ายน้ำลายไปที ละนิดๆจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ น้ำลายนกเมื่อถูกอากาศจะแข็งเป็นเส้นแข็งแรงมีสี ขาวขุ่น สามารถวางไข่และให้ลูกนกอยู่อาศัยได้สบายๆ


รังนกนางแอ่นที่ยังไม่ผ่านการทำ ความสะอาด

ปีหนึ่งๆนกนางแอ่นจะทำรัง 3 ครั้ง รังแรกจะออกสีขาวขุ่นหรือขาวมัว รังต่อไปจะ มีออกเหลือง ส่วนรังสุดท้ายจะมีสีแดงเรื่อๆ จนเกิดเป็นความเชื่อว่านกนางแอ่น กระอักเลือดมาทำรัง แต่ปัจจุบันนี้มีความเชื่อเพิ่มเติมมาว่า รังสีแดงหรือรัง ที่ 3 นั้นเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง หรือบ้างก็ว่าเป็นจุลินทรีย์บางชนิด ที่จริง- เท็จอย่างไรคงต้องพิสูจน์กันต่อ ไป

ส่วนเรื่องที่ว่ากินรังนกเป็นการทำบาปและร้ายนกนางแอ่นนั้น ถ้าถามคนที่ต่อต้านการกินรังนกนางแอ่นคำตอบที่ได้ก็คือ “บาปแห งมๆ”แต่ถ้าหากถามคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรังนกนางแอ่นก็จะมีคำตอบไป อีกแบบหนึ่งว่า “ไม่บาป”และถือเป็นเรื่องตามวิถีปกติของนก นางแอ่น เพราะเมื่อนกนางแอ่นต้องการผสมพันธุ์และวางไข่ ก็จะมีฮอร์โมนเพศมา กระตุ้นให้ต่อมน้ำลายสร้างน้ำลายได้เป็นจำนวน มาก

นกนางแอ่นคู่หนึ่งจะใช้เวลาสร้างรังประมาณ 1 เดือน และวาง ไข่ประมาณ 5-7 วัน แต่ถ้ารังถูกทำลายก่อนกำหนดนกก็จะสร้างรังใหม่โดยเลื่อนการ วางไข่ออกไป ซึ่งหากรังนกถูกทำลายโดยธรรมชาติก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ารังนก ถูกทำลายด้วยน้ำมือคน ผมว่ามันก็น่าจะบาปนะ สำหรับการเก็บรังนกที่ปากพนังนี่ เขาจะเก็บกันแบบอนุรักษ์คือปล่อยให้นกวางไข่ออกลูกโตจนบินได้จึงเก็บรังของ มัน


หนึ่งในวิธีการทำความ สะอาด

เชื่อกันว่าคุณประโยชน์ของรังนกนางแอ่นนั้นมีมากหลาย นอกจากจะเป็นยาบำรุงร่าง กายชั้นเลิศแล้ว ยังเชื่อว่ามีสรรพคุณเป็นยา ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงสดใส ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาทิ โรคหืด หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไข้ หวัด ในขณะที่บางคนก็เชื่ออย่างฝังลึกว่ารังนกนางแอ่นเป็นยาโด๊ปชั้นยอดที่กิน แล้วจะช่วยให้ปึ๋งปั๋งขึ้นมาได้เป็นอย่างดีที เดียว

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าชาวจีนสมัยราชวงศ์ถังเมื่อ ประมาณ 1,500 ปีที่แล้วเป็นผู้ริเริ่มการบริโภครังนกนางแอ่น โดยนำมาต้มกับ น้ำตาลและผสมในอาหารอย่างอื่นกิน เดิมทีรังนกนางแอ่นเป็นของกินเฉพาะในหมู่คน ชั้นสูง คนมีกะตังค์ ส่วนปัจจุบันดูเหมือนจะลดระดับลงมาหน่อย เพราะหากินหาซื้อ ง่ายขึ้น แถมยังมีรังนกนางแอ่นพร้อมปรุงที่แค่เปิดขวดมา ปรุงเพิ่มนิดหน่อยก็ สามารถกินได้ ทันที

อนึ่งจากการสอบถามพวกที่ทำธุรกิจคอนโดนกผมได้รับคำตอบว่า ทุกวันนี้รังนกนางแอ่นในปากพนังถ้าเป็นรังดิบๆที่เก็บจากแหล่งจะซื้อ-ขายกัน กิโลกรัมละ 5-7 หมื่นบาท แต่ถ้าเอามาล้างทำความสะอาดและผ่านกรรมวิธีต่างๆก็จะ ขายกันถึงกิโลกรัมละ 1 แสนบาทเลยทีเดียว สมัยก่อนรังนกนางแอ่นได้รับการยกย่อง ให้เป็น “คาร์เวียร์แห่งตะวันออก”แต่มาในยุคนี้ พ.ศ.นี้ รังนกนางแอ่นถูกยกให้ เป็น“ทองคำขาว”เนื่องจากราคาของมันสูงเทียบได้กับน้องๆของทองคำเลยที เดียว

ด้วยเหตุนี้หากใครไปเที่ยวปากพนังก็อย่าได้แปลกใจไปว่า ทำไมคนที่นี่เขาถึงลงทุนลงแรงสร้างบ้าน สร้างคอนโดให้นกอาศัยอยู่ คอนโดนกต่าง จากคอนโดคนตรงที่ไม่ต้องทำหน้าต่าง ไม่ต้องติดแอร์ ไม่ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ ไม่ ต้องมีห้องน้ำส้วม แต่จะทำรูทำช่องไว้ให้นกบินเข้าไปอาศัยอยู่ โดยจะมีแผ่นไม้ ไว้ให้นกทำ รัง

ส่วนใหญ่ห้องๆหนึ่งจะมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 4x4 เมตร นกจะทำรัง ดิบๆได้เฉลี่ยประมาณ 3 กิโลกรัม ก็จะทำให้การเก็บแต่ละครั้งมีรายได้ประมาณ 2 แสนบาทต่อห้อง (แต่เขาจะใช้วิธีเวียนกันเก็บตามความเหมาะสม ไม่ได้เก็บแต่ละห้อง ทุกเดือน เหมือนเก็บค่าเช่าคอนโดคนปกติ) ใครยิ่งมีคอนโดนกมาห้องก็ยิ่งมีรายได้ มากขึ้นเป็นเงาตาม ตัว

แต่ถ้าห้องไหนมีนกไปทำรังน้อยเขาก็จะมีวิธีการดึงนกหรือ เรียกนกด้วยการเปิดเสียงนกนางแอ่นปลอมล่อให้นกนางแอ่นจริงบินเข้าไปสร้างรัง เนื่องจากนกนางแอ่นคู่หนึ่งๆ เมื่อมันเริ่มทำรังตรงไหนแล้วมันก็จะมาทำรังตรงที่ เดิมของมันต่อจนกว่าลูกจะโตบินได้และถูกเก็บรังไปนั่นแหละ จึงจะไปหาที่ทำรัง ใหม่

นอกจากห้องรังนกแต่ละห้องจะทำรายได้จำนวนมากแล้ว เดี๋ยวนี้ ธุรกิจทำรังนกได้มีการพัฒนาไปเป็นธุรกิจอสังหาคอนโดรังนก โดยการสร้างคอนโดนก แบ่งขายเป็นหลังหรือแบ่งให้เช่าเป็นห้องๆสำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจด้านนี้อีก ต่างหาก (ช่วงที่ผมไปปากพนังเห็นคนงานกำลังก่อสร้างคอนโดใหม่ให้นกอยู่กันอีก หลายหลังที เดียว)

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2550

***********************************************************



"วานิลลา" มาจากไหน??


กลิ่นหอมๆ ของ "วานิลลา" ได้มาจากสารหอมชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าสาร "วานิลลิน" ซึ่งสกัดมาจากฝักกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง ในป่าดงดิบ กล้วยไม้นั้นมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vanilla fragans มีถิ่นกำเนิด อยู่ทางภาคใต้ของประเทศ เม็กซิโก

แต่กว่าจะได้เป็นกลิ่นวานิลลาออกมา ก็ต้องผ่านกระบวน การหลายขั้นตอนอยู่เหมือนกัน ต้องรอให้ฝักวานิลลาแก่เต็มที่เสียก่อน แล้วจึงนำ ไปอบ"ให้มีกลิ่นหอม แล้วก็ต้องนำไปผึ่งและบ่มอีกเป็นเวลาหลายเดือนกว่าจะได้ กลิ่นหอมๆ ที่นำมาประกอบอาหารและขนมได้ อร่อย

ปัจจุบันในประเทศเขตร้อนอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา ฯลฯ ก็เริ่มมีการปลูกวานิลลากันมากขึ้น รวมไปถึงประเทศไทย ด้วย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 14 สิงหาคม 2550

***********************************************************



เขื่อนใหญ่สุดใน โลก


รัฐบาลจีนได้ผลักดันโครงการเขื่อนสามโตรก หรือซันเสีย (Three Gorges) เป็นเขื่อน พลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยชี้ว่าจะช่วยควบคุมน้ำท่วมในแม่น้ำสายยาวที่สุด ของประเทศคือแยงซีเกียง และเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแห่ง หนึ่ง

ที่มา : ผู้จัดการอ อนไลน์ 31 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



“ดูไบ” มาเหนือเมฆ สร้างตึกสูง ที่สุดในโลก!!!


อีกเพียง 1 ปี ครึ่งเท่านั้น ทั่วโลกก็จะได้ยลโฉมตึก “บรูจ ดูไบ” ด้วยความ สูงถึง 512 เมตร โดยว่าที่เจ้าของสถิติตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่ ไม่มี ท่าทีที่จะหยุดความสูงไว้เพียงเท่านี้ ผู้สร้างยังคงเดินสร้างสร้างสถิติต่อไป ซึ่งยังไม่ใครรู้ว่าตึกแห่งนี้จะหยุดความสูงอยู่ที่ เท่าใด

หากได้รับการยืนยันแล้ว ตึกดังกล่าวก็จะแย่งสถิติ เดิมจากตึก”ไต้หวัน 101” ในไต้หวัน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตึกที่สูงที่สุด ในโลกนับตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความสูง 508 เมตร

อย่างไรก็ตาม ความสูงที่แท้จริงของตึกดังกล่าว ซึ่งคาดว่า น่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2008 ยังคงถูกปิดเป็นความ ลับ

ด้าน “อีมาอัร” รัฐวิสาหกิจเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการสร้างตึกเฉียดฟ้าแห่งนี้ บอกใบ้เพียงว่า ตึกดัง กล่าวอาจจะหยุดสร้างหลักจากสร้างไปถึง 700 เมตรก็ ได้

ที่มา : ผู้จัดการอ อนไลน์ 22 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



จากไข่มาเป็นไก่



ที่มา : Forward mail: from egg to chicken

***********************************************************



7สิ่งมหัศจรรย์ของ โลกยุคใหม่



สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศ อิตาลี

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ประกาศผลเสียทีสำหรับ7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ซึ่งทาง องค์กร New7Wonders ได้ประกาศผล 7 สถานที่เข้าชิง เมื่อ วันที่7เดือน7ปี2007 ที่ผ่านมา และนี่คือ7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ได้รับเสียงโหวตท่วมท้นจาก มหาชนทั่ว โลก

ทวีปยุโรป 1 แห่

สนามกีฬาโคลอสเซียม ประเทศ อิตาลี

ตั้งอยู่ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นสนามกีฬา กลางแจ้ง สิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณสร้างขึ้นใน ระหว่าง ค.ศ. ที่ 72 - 80 ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วยอิฐและหินขนาด ใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น

ภายในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้ อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อย ห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิต ไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลอง ฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึง สามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมัน นิยมและยกย่องกันมากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อย คน


ชิเชน อิตซา ประเทศ เม็กซิโก

ทวีปอเมริกาเหนือ 1 แห่ง

ชิเชน อิตซา ประเทศ เม็กซิโก

ชิเชน อิตสา เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารจำนวนมาก ซึ่งพวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัว วิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่ สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่า แห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวย เทพเจ้าโดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่ นั้น

ลักษณะโดยทั่วไปของชิเชน อิตสา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็น ชั้น ๆ มีบันไดกลาง รอบ ๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวก โรมัน ซึ้งอยู่กลางเมือง ที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน ชนเผ่ามายาแห่ง เม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากเอเชีย เข้ามายัง อเมริกา ทางช่องแคบ เบริ่ง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งในด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติ ปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียว กัน

พวกมายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการ บูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของ สถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบ ค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิด จากล้อ เลื่อน

ศูนย์กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชน อิตสา ใน คาบสมุทรยุกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายา ด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่างๆ


รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศ บราซิล

ทวีปอเมริกาใต้ 2 แห่ง

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ประเทศ บราซิล

รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ใน โลก. รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่ มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จ สิ้น

รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และตั้ง ใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถ เข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ ภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นัก ท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และ สร้างวิวที่สวยงามมากมาย


มาชู ปิกชู ประเทศ เปรู

มาชู ปิกชู ประเทศ เปรู

มาชู ปิกชู แห่งอาณาจักรอินคา( Inca city , Machu Picchu) ตั้งอยู่ที่ เมืองคุสโซ ประเทศเปรู มาชู ปิกชู อยู่บนยอดสูงมีบริเวณ รอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นัก สำรวจชาวอเมริกัน พบ ใน ปี ค.ศ. 1911

บริเวณนั้นเป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่ง ก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้างดังกล่าวบ่งบอกให้ เห็นความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีต เพราะมีทั้งโบสถ์ วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพื่อเป็นทางทอดระเบียงลงไป ในที่ต่าง ๆ แห่งนครภูเขานี้


กำแพงเมืองจีน ประเทศ จีน

ทวีปเอเชีย 3 แห่ง

กำแพงเมืองจีน ประเทศ จีน

กำแพงเมืองจีน( Great Wall of China ) เป็นกำแพงกั้น เมือง และกั้นประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา มีขนาด กว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) มีความสูง จากพื้นด้านล่าง ตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต)

ได้รับขนานานามว่ากำแพงหมื่นลี้เพราะมีความยาวถึง 14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมด มีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ

เริ่มสร้างระหว่างปี 243-252ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยพระเจ้าซี่ วังตี่ (จิ๋นซีฮ่องเต้) มีการสร้างต่อเติมอีกหลายครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎร ทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตเรือนหมื่น อีกทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น จากดวงจันทร์


ทัชมาฮาล ประเทศ อินเดีย

ทัชมาฮาล ประเทศ อินเดีย

ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย มุมทัชมาฮา ล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรส องค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ ใหญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำ ยมนา

สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวล บริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มี ผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลาย ด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสี เหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจาก มหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงิน ค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท

ได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลัก ฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้ หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็น พิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ใน หีบ

หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่ สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกัน ข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่เมื่อโอรสขึ้นครองราชย์สมบัติจึงจับพระองค์ขัง อยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพ มเหสีผู้เป็นที่รัก ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มี โอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่า


เปตรา ประเทศ จอร์แดน

เปตรา ประเทศ จอร์แดน

นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปใน หินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุด สลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะใน การสลักหินได้อย่างยอด เยี่ยม

สีของหินกลมกลืนกัน ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วง เป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่ เรียกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวก ชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์ เรเนียน

จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้า ขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขต ซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัยกองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราช ศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงใน ราว 300 ปี ก่อนคริสต์ กาล

สิ่งก่อสร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟี ราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่ อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับ เป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะ ให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งหนึ่งใน โลก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



เศรษฐีเม็กซิกันรวยแซงบิล เกตส์-เหตุหุ้น พุ่ง


มหาเศรษฐี “บิล เกตส์” เจ้าของและผู้ร่วม ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ บุคคลร่ำรวยที่สุดของโลก ครอบครองทรัพย์สินอยู่ ราว 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกนายคาร์ลอส สลิม เฮ ลู ชาวเม็กซิกัน วัย 67 ปี มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจการสื่อสาร บริษัทการ เงิน บริษัทอุตสาหกรรม และธุรกิจอีกหลายชนิด ช่วงชิงตำแหน่งความรวย มี ทรัพย์สิน แซงหน้านายบิล เกตส์ ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ เหตุเพราะราคาหุ้น บริษัทสื่อสารช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปีนี้ พุ่งขึ้นถึง 26.5 เปอร์เซ็นต์

เหตุผลหนึ่งที่ทรัพย์สินของนายสลิมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนายสลิมยัง ทำหน้าที่บริหารธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะบริษัทสื่อสาร “อเมริกัน โมวิล” ซึ่ง ครองตลาดการใช้โทรศัพท์ในภูมิภาคละตินอเมริกาถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการ ทำธุรกิจกลุ่มบริษัทการเงิน “อินเบอร์ซา” ธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรม “กรูโป คา ร์โซ” ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านขายกาแฟและร้านอาหาร ขณะที่นายบิล เกตส์ เริ่ม วางมือจาก การบริหารบริษัทไมโครซอฟท์มาตั้งแต่ปี 2543 โดยหันมามุ่งงานด้าน มูลนิธิร่วมกับภรรยาคือนาง “เมลินดา”

นายสลิมเป็นลูกชายผู้อพยพชาวเลบานอน ครอบครัวประกอบธุรกิจมาตลอด ช่วยพ่อ ดำเนินกิจการร้านค้ามาตั้งแต่เด็กๆจนเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยใน เม็กซิโก จากนั้นเริ่มซื้อ เล่นหุ้น แต่ต้องเผชิญสภาพวิกฤติเศรษฐกิจภูมิภาคละติ นอเมริกาเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 จึงได้ปฏิรูปธุรกิจของตัวเองในนามกลุ่ม “กรู โป คาร์โซ” จนประสบความสำเร็จและทุ่มทุน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้น บริษัท “เทเลโฟโนส เดอ เม็กซิโก หรือเทเลเม็กซ์” เมื่อปี 2533 ภายหลังรัฐบาล เปลี่ยนนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ข่าวแจ้งว่า แม้นายสลิมร่ำรวยมีทรัพย์สินมหาศาล แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการ เข้าสังคมคนชั้นสูง ไม่นิยมทำตัวโอ่อ่าฟุ่มเฟือย ยังสวมนาฬิกาข้อมือพลาสติกอยู่ จนถึงช่วงทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ดี นายสลิมต่างก็ให้ความสำคัญกับมูลนิธิการกุศลเช่นเดียวกับนายบิล เกตส์ โดยเพิ่งร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนในภูมิภาคละตินอเม ริกากับอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน แห่งสหรัฐฯ กับนักธุรกิจเหมืองแร่ชาว แคนาดา.

ที่มา : ไทยรัฐ 5 ก.ค. 50

***********************************************************