*** ท่อง"สุพรรณ" เติมสีสันให้วันหยุด ***
|
 ตึกมังกรตัวใหญ่โตมโหฬารด้านหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณ
ผู้จัดการท่องเที่ยว" ขอแนะนำอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้กรุงอย่างเมืองขนมสาลี่เลื่องชื่อ หรือ"เมืองสุพรรณบุรี"ที่อยู่ใกล้กรุงฯ เพียงขับรถจากกรุงเทพฯ ไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ถึง
เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสุพรรณ เราก็มุ่งหน้าไปสักการะ "ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี"(อ.เมือง) เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยตามแบบฉบับไทยๆ โดยทริปนี้เรามี อ.คฑา ชินบัญชร เป็นไกด์กิตติมศักดิ์ นำเที่ยวอีกครั้ง
 อุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย ที่บึงฉวาก
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่นี่ สันนิษฐานว่าเมื่อประมาณ 150 ปีมาแล้ว ชาวจีนเป็นผู้พบเจ้าพ่อหลักเมืองจมโคลนอยู่ริมคลองจึงได้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นมา พร้อมกับสร้างศาลให้เป็นที่ประทับ ตามหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์แสดงว่ามีเฮียกงหรือกรรมการจีนดูแลรักษาเรื่อยมา
ใครที่มาถึงยังศาลหลักเมืองแห่งนี้แล้วจะต้องตะลึง ตึง ตึง ถึงความอลังการงานสร้างของมังกรตัวใหญ่โตมโหฬารอยู่ด้านหน้าศาล สูงประมาณตึก 10 ชั้น ยาวประมาณ 135 เมตร ภายในจะจัดแสดงประวัติศาสตร์อารยธรรมของชาวจีนย้อนหลังไปประมาณ 5 พันปีก่อน ความเป็นมาของชาวจีนในประเทศไทย แต่ขณะนี้อาคารรูปมังกรยักษ์ใหญ่นี้ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างยังไม่เปิดให้เข้าชมได้ในได้
 ตลาดสามชุก ตลาดห้องแถวไม้ริมน้ำท่าจีนอายุกว่า 100 ปี
จากอาคารรูปมังกรยักษ์ เราเดินเข้าไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ด้านหน้ามีมังกรพันเสาสูงประมาณ 22 เมตร สวยงามยิ่ง จากนั้นก็เป็นเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ พวกเราพากันจุดธูปจุดเทียนไหว้ขอพรศาลเจ้าพ่อหลักเมืองด้านนอก เรียบร้อยแล้วจึงได้เข้าไปด้านในอาคารด้านหลังซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระนารายณ์สี่กร" เจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นประติมากรรมสลักหินแบบนูนต่ำในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน อายุเก่าแก่ราว 1,300-1,400 ปีมาแล้ว
ด้านข้างยังมีศาลากลางน้ำ 7 ชั้นอันโดดเด่นสวยงามอีกด้วย หลักจากสักการะและเดินชมรอบๆศาลกันแล้ว ก็ต้องเก็บภาพสวยๆภายใต้ท้องฟ้าแจ่มๆกันยกใหญ่ แล้วจึงเดินทางต่อไปยัง "พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบึงฉวาก"ใครที่ชื่นชอบสัตว์น้ำ จะน้ำจืดก็มีพันธุ์สัตว์น้ำที่น่าสนใจทั้งพันธุ์ปลาไทย อาทิ ปลาเสือตอ ปลากระเบนราหู ปลาช่อนงูเห่า ปลาบึก หรือปลาม้าที่เป็นที่มาของชื่ออำเภอบางปลาม้าก็มีให้เราได้ชมกัน หรือจะเป็นพันธุ์ปลาต่างประเทศ เช่น ปลากดลายเสืออเมซอน ปลากดหางแดง สำหรับสัตว์น้ำเค็มก็มีโชว์ให้ได้ดูได้ชมเช่นกัน อาทิ ปลาโนรี ปลากระเบนจุดฟ้า ปลาวัว ปลาฉลามกบ ม้าน้ำ เป็นต้น
 พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
นอกจากนี้แล้วยังมี "อุโมงค์ปลาน้ำจืด" ซึ่งถือได้ว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เป็นอุโมงค์ขนาดใหญ่จุน้ำได้กว่า 400 ลูกบาศก์เมตร ยาวประมาณ 8.5 เมตร เราสามารถเดินดูปลาได้รอบตู้อุโมงค์ และยังมีนักประดาน้ำหญิงคอยสาธิตการให้อาหารปลาโชว์ให้พวกเราได้ยลกันด้วย
ภายในบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมายอาทิ อุทยานผักพื้นบ้าน ที่มีผักพื้นบ้านกว่า 500 ชนิด สวนสัตว์ กรงนกใหญ่ บ่อจระเข้ กว้างประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเป็นบ่อที่ได้จำลองให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ภายในมีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยกว่า 100 ตัว "ผู้จัดการท่องเที่ยว" เห็นพี่เข้เขานอนอ้าปากกว้างอย่างสบายอกสบายใจก็อยากจะไปถ่ายรูปคู่ด้วย แต่ก็เกรงใจไม่อยากกวนพี่เข้เขาเลยได้แต่ไปถ่ายรูปคู่กับพี่เข้จำลองตัวใหญ่หน้าบ่อจระเข้แทน
แต่แล้วกองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด พวกเราก็ต้องแวะหาอาหารอร่อยๆใส่กระเพาะฉันนั้น จุดมุ่มหมายต่อไปของเราจึงไปลงเอยที่ "ตลาดสามชุก" ตลาดห้องแถวไม้ริมน้ำท่าจีนอายุกว่า 100 ปี หากย้อนกลับไปในสมัยตลาดสามชุกเฟื่องฟู ชาวบ้านจะนำของพื้นเมืองต่างๆ อาทิ อาหาร ฝ้าย แร่ สมุนไร มาแลกเปลี่ยนชื้อขายให้กับพ่อค้าชาวเรือ
ช่วงเวลาเฟื่องฟูของตลาดสามชุกกินเวลานานหลายสิบปีจนกระทั่งมีถนนตัดผ่านสามชุก วิถีชีวิตของผู้คนจึงเปลี่ยนไปจากการสัญจรทางเรือ ก็หันมาใช้รถยนต์มากขึ้น ตลาดจึงซบเซาแต่ก็ยังคงความเป็นตลาดห้องแถวต่อมาเรื่อย กระทั่งปัจจุบันตลาดสามชุกร้อยปีแห่งนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมากลายเป็นตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง
 พระนอนหงาย หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ที่วัดพระนอน
ภายในตลาดสามชุกนี้มีร้านรวงให้จับจ่ายมากมายทั้งบะหมี่ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวห่อใบบัว กาแฟโบราณ ขนมหวานไทยๆมากมาย ร้านถ่ายรูปย้อนยุค ร้านขายของเล่นและขนมโบราณที่หากได้เห็นแล้วจะนึกย้อนหลังไปยังสมัยเด็กได้อย่างทันทีทันใด เป็นต้น หรือถ้าใครสนใจในด้านความเก่าแก่โบราณที่ตลาดสามชุกยังมีพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ นายอากรคนแรก ให้ได้ศึกษาอดีตอันน่าสนใจของสามชุก และยังสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ได้มากมายเช่นกัน
พวกเราแยกย้ายกันไปแวะกินแวะชิมตามร้านต่างๆตามใจปากกันจนอิ่มหนำสำราญพุงกันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อไปยัง "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" หรือเรียกสั้นๆว่า วัดพระธาตุ อำเภอเมือง ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของสุพรรณบุรี มีอายุไม่ต่ำกว่า 600 ปี วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหญ่เป็นเจดีย์ประธานของวัด บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าพระปรางค์องค์นี้น่าจะเป็นศิลปะการก่อสร้างสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ เพราะจากหลักฐานการก่อสร้างองค์ปรางค์เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็นวิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา
 หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ อายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี
ก่อนที่พวกเราจะขึ้นบันไดสูงไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุบนพระปรางค์ อ.คฑา ชินบัญชร ได้นำพวกเราทำพิธีจุดธูปเวียนเทียนรอบองค์พระปรางค์ 3 รอบก่อน แล้วจึงขึ้นไปกราบไหว้ขอพรพระบรมสารีริกธาตุ สร้างความอิ่มเอมใจแก้วชาวคณะเราเป็นยิ่งยวด
จากนั้น "ผู้จัดการท่องเที่ยว" และพรรคพวกก็พากันไปกราบไหว้หลวงพ่อปิยะทัสสะสี พระประธานหินทรายในพระวิหาร นอกจากพระประธานแล้วภายในวิหารยังมีพระพุทธรูปหินทรายกว่า 200 องค์ และภายในวัดพระธาตุนี้ยังมีมณฑปพระผงสุพรรณที่ใหญ่ที่สุดด้วย เซียนพระคงจะไม่พลาดที่จะต้องแวะมาสักการบูชากันที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแห่งนี้
ต่อจากวัดพระธาตุ เรามุ่งหน้าไปสู่ "วัดพระนอน" อำเภอเมือง เป็นวัดเก่าแก่สมัยสุพรรณภูมิ ที่ปรักหักพังแล้วและได้บูรณะขึ้นมาใหม่ จุดเด่นของวัดพระนอนแห่งนี้ก็แน่นอนต้องเป็นพระนอนเป็นแน่แท้ อาจจะฟังดูแล้วธรรมดาพระนอนก็มีตั้งมากมายหลายที่ แต่พระนอนที่วัดพระนอนแห่งนี้จะแปลกกว่าที่วัดอื่นๆก็ตรงที่ พระนอนองค์นี้อยู่ในลักษณะนอนหงาย เป็นศิลปะสุโขทัยสลักจากหิน ขนาดยาวประมาณ 2 เมตร หากใครที่เคยมีโอกาสไปอินเดียแล้วจะรู้ว่าลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย
หลักจากที่ได้เข้าไปกราบพระนอนหงายในวิหารจัตุรมุขแล้ว ก็รู้สึกว่าแปลกจริงๆ ปกติเราจะเห็นพระพุทธรูปนอนตะแคงขวา แต่พระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์นี้อยู่ในลักษณะนอนหงายเช่นนี้แทบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย เมื่อพวกเราทำบุญกันแล้ว ก็ไปทำทานโดยการให้อาหารปลากันที่ "อุทยานมัจฉาแห่งชาติ" ภายในวัดพระนอนแห่งนี้กันอย่างเพลิดเพลิน ปลาก็ได้อิ่มท้องคนก็ได้อิ่มใจ มีความสุขจริงๆ
 ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี
สุดท้ายชาวคณะของเราก็มาปิดท้ายทริปเมืองสุพรรณกันที่ "วัดป่าเลไลยก์" (อ.เมือง) มีอายุกว่า 1,000 ปี ถือว่าเก่าเก่าที่สุดในสุพรรณบุรี ภายในมี หลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ สูง 23.46 เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายคว่ำบนพระชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย มีรูปสลักนูนต่ำของพญาช้างถวายน้ำในกระบอกไม้ไผ่ และพญาลิงถวายรวงผึ้งแด่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าตามพุทธประวัติ
มีผู้สันนิษฐานว่าหลวงพ่อโตองค์เดิมเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนวัดพนัญเชิง จังหวัดอยุธยา ในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่าพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้นส่วนมากนิยมสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารมองเห็นได้แต่ไกล เมื่อพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาได้ชำรุดทรุดโทรมจึงได้บูรณะซ่อมแซมใหม่กลายเป็นพระพุทธรูปปางเลไลยก์ในปัจจุบัน
 ร้านขายของเล่นโบราณ ที่เราๆคงจะคุ้นหน้าคุ้นตากัน
นอกจากนี้แล้วภายในหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ยังได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน 36 องค์ อีกทั้งภายในวัดป่าเลไลยก์แห่งนี้ยังมีรูปเล่าวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนอันเลื่องชื่อ พร้อมทั้งด้านหลังวัดยังมีคุ้มขุนช้าง ซึ่งสร้างเป็นเรือนไทยไม้สักหลังใหญ่กว้างขวางตามบทพรรณนาเรือนของขุนช้างในวรรณคดี บนเรือนมีภาพวาดขุนช้าง ภาพบรรยายเรื่องขุนช้างขุนแผน มีตู้จัดแสดงภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ อีกด้วย
เมื่อสักการะขอพรหลวงพ่อโต และเที่ยวชมเรือนขุนช้างแล้ว ก็ขอเก็บรูปเป็นที่ระลึกแต่ดูแล้วเหมือนจะเป็นที่ระทึกใจกันชั่วครู่ ก่อนที่จะเดินทางกลับกันอย่างอิ่มบุญ อิ่มทาน อิ่มใจ และอิ่มท้องกันถ้วนหน้า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ใครยังไม่มีโปรแกรม จะนำเส้นทางนี้ไปประยุกต์เที่ยวก็ถือว่าเข้าท่าไม่น้อยเลย
 พระนารายณ์สี่กร องค์พี่น้อง เจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
เส้นทางนี้เป็นหนึ่งในโครงการ "เที่ยวทั่วไทย สุขใจเสริมมงคล" สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวสุพรรณฯเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี โทร.0-3553-6030 หรือที่ สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 1 โทร.0-3451-2500, 0-3451-1200 หรือที่ ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว ททท. 1672
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 10 กันยายน 2551
***********************************************************
|
|
*** ล่องเรือเที่ยวตลาดบ้านใหม่-ไหว้องค์หลวงพ่อโสธร ***
|
 พระธาตุพนม ศูนย์รวมความศรัทธาของ ชาวอีสาน
อยู่ดีๆ เพื่อนขี้สงสัยก็ตั้งคำถามขึ้นมาเมื่อรู้ว่า "ผู้จัดการท่องเที่ยว" กำลังจะไปเยือนเมืองแปดริ้ว หรือจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า ทำไมต้องเป็น "แปดริ้ว" ทำไมไม่เป็นห้าริ้ว หกริ้ว แล้วริ้วที่ว่านั้นคือริ้วอะไร??
จึงเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่ดีที่ต้องอธิบายว่า แปดริ้วนั้น เป็นชื่อที่เรียกขานต่อๆกันมาถึงเมืองแห่งนี้ว่ามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก ในแม่น้ำมีปลานานาชนิดอยู่กันชุกชุม และปลาช่อนที่จับขึ้นมาได้นั้น เมื่อนำมาบั้งแล้วก็สามารถบั้งได้ถึง 8 ริ้วด้วยกัน แสดงว่าปลาช่อนสมัยนั้นตัวโตมาก ท่าทางน่าอร่อย ส่วนฉะเชิงเทราที่เป็นชื่อทางการนั้น ก็มาจากภาษาเขมร แปลว่าคลองลึก สรุปได้ว่าเมืองนี้ทั้งมีคลองลึกทั้งมีปลาตัวใหญ่อยู่ในคลองเลยทีเดียว
ไหนๆ เพื่อนก็แสดงความสงสัยออกมาแล้ว "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ก็เลยจัดการชักชวนให้มาเที่ยวเมืองแปดริ้วด้วยกันเสียเลย โดยแน่นอนว่าหากได้ไปเยือนฉะเชิงเทรา สถานที่ที่ต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนก็คือ "วัดโสธรวราราม วรวิหาร" หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "วัดหลวงพ่อโสธร" ที่ตอนนี้มีพระอุโบสถหลังใหม่เอี่ยมงดงามเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก
 พระพุทธรูปแบบจีนทำจากกระดาษในวัดจีนประชาสโมสร
องค์หลวงพ่อโสธรนั้นถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรามานานแล้ว หากใครเคยอ่านตำนานประวัติของท่านก็คงจะทราบว่า องค์หลวงพ่อโสธรนั้นลอยน้ำมาจากทางเหนือพร้อมกับพระพี่น้องอีก 3 องค์ (บางตำนานก็ว่า 5 องค์) แล้วได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ประชาชนได้เห็นในหลายๆ คุ้งน้ำ แต่ก็ไม่มีใครสามารถนำพระพุทธรูปขึ้นมาจากน้ำได้ จากนั้นพระพุทธรูป 3 องค์ก็ได้ลอยแยกทางกันไป องค์หลวงพ่อโสธรนั้นได้ลอยมาที่หน้าวัดหงส์ หรือวัดโสธรวรารามฯ ในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัด กลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้วมาตั้งแต่บัดนั้น
มาว่ากันถึงเรื่องพระอุโบสถของวัดโสธรฯ ที่กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่างดงามนัก ก็เป็นพระอุโบสถหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้สร้างขึ้น หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จมาทรงทำพิธีเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาเมื่อปี พ.ศ.2509 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เป็นองค์ประธานในการก่อสร้าง
 บรรยากาศภายในตลาดบ้านใหม่
ส่วนรูปแบบของพระอุโบสถวัดโสธรวรารามฯ นั้นก็เป็นแบบปราสาททรงไทยทำด้วยหินอ่อนจากอิตาลีทั้งหลัง มีหลังคาจตุรมุข ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑป เป็นฉัตรทองคำแท้ 5 ชั้นด้วยกัน เฉพาะยอดมณฑปนี้ก็มีมูลค่าถึง 44 ล้านบาทเข้าไปแล้ว และมูลค่าโดยรวมของพระอุโบสถหลังนี้ก็ประมาณ 2,500 ล้านบาทเลยทีเดียว
และศูนย์รวมความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนก็อยู่ภายในพระอุโบสถ ซึ่งก็คือหลวงพ่อโสธรนั่นเอง แต่พระพุทธรูปในพระอุโบสถนี้จะมีอยู่หลายองค์ด้วยกัน ก็ให้สังเกตองค์ที่อยู่ตรงกลาง และมีจีวรคลุมองค์ไว้ นั่นแหละคือองค์หลวงพ่อโสธร
เมื่อได้สักการะหลวงพ่อโสธรเสร็จเรียบร้อย เก็บภาพมุมสวยๆ ในวัดเก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้วก็อย่าเพิ่งรีบกลับ ลองเดินมาทางด้านหลังพระอุโบสถซึ่งจะมีท่าเรืออยู่ริมแม่น้ำบางปะกง เราจะลงเรือกันต่อเพื่อล่องชมวิวแม่น้ำบางปะกง และยังเป็นการเดินทางเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆต่อไปได้ด้วย โดยเรือจะออกเป็นรอบๆ ในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์นี้ก็มีเรือออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่สายๆ จนบ่ายๆ เลยทีเดียว
 ผู้คนมากมายมากราบไหว้หลวงพ่อโสธร
บนเรือนอกจากจะได้รับลมเย็นๆ พร้อมชมวิวสองฝั่งแม่น้ำแล้ว ก็ยังมีมัคุเทศก์คอยชี้ชวนสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจให้เราฟังตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นอาคารไม้สักหลังใหญ่ที่สุดในฉะเชิงเทราที่ภายในมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เก็บข้าวของเครื่องใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้ หรือจะเป็นตำหนักกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ หรือปัจจุบันคือจวนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จมาประทับแรมที่ตำหนักแห่งนี้ เรือยังแล่นผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา ที่ภายในศาลมีเสาหลักเมืองอยู่ 2 เสาด้วยกัน
เรือแล่นผ่านย่านการค้าเก่าแก่ในเมืองแปดริ้ว ผ่านวัด และผ่านโบสถ์ในศาสนาคริสต์ และผ่านเรือนแพซึ่งแสดงให้เห็นว่าในบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนในการค้าขายทางน้ำมาก่อน และเมื่อเรือลอดผ่านใต้ทางรถไฟ ก็เป็นสัญญาณว่าเรากำลังจะได้ลงไปยืดเส้นยืดสายและเดินเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง นั่นก็คือที่ "ตลาดบ้านใหม่" นั่นเอง
 ห้องแถวไม้ได้บรรยากาศเก่าในตลาดบ้านใหม่
แม้จะมีชื่อว่าตลาดบ้านใหม่ แต่หากนับอายุแล้วก็ถือเป็นตลาดห้องแถวริมน้ำที่เก่าแก่อายุกว่าร้อยปีมาแล้ว ในอดีตมีชุมชนชาวจีนมาอาศัยอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย และเนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ เป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางทางน้ำ จึงทำให้เกิดเป็นตลาดบ้านใหม่ขึ้น
แต่หลังจากที่มีถนนตัดผ่าน การคมนาคมทางน้ำลดความนิยมลงไป ลูกหลานในตลาดเติบโตขึ้นและออกไปทำงานต่างเมืองกันหมด ทำให้ตลาดบ้านใหม่กลายเป็นตลาดร้างอยู่กว่า 50 ปี จนได้มีการตั้งชมรมรักษ์ตลาดบ้านใหม่ขึ้นเพื่อฟื้นฟูตลาดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว รื้อฟื้นภาพตลาดห้องแถวริมน้ำเก่าๆ ที่เคยมีร้านกาแฟโบราณ ร้านอาหารอร่อยๆ ร้านขายขนมขายของเล่นสารพัดอย่าง ร้านขายของงานฝีมือของที่ระลึกน่ารักๆ จนทุกวันนี้ตลาดบ้านใหม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องมาแวะชมเมื่อได้มาไหว้พระที่วัดหลวงพ่อโสธรฯ
 เทพเจ้าไฉ่เซ่งเอี้ยที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้ในวัดจีนฯ
เท่าที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" เห็น ตลาดบ้านใหม่ในวันนี้ยังคงมีกลิ่นอายของอดีตอยู่ค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวไม้ริมน้ำที่แม้จะเก่าแต่ก็ดูคลาสสิค มีศาลเจ้าเก่าแก่ที่อยู่คู่ตลาด ด้วยบรรยากาศเหล่านี้ ตลาดบ้านใหม่จึงถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครหลายเรื่อง เช่นละครเรื่องอยู่กับก๋ง เจ้าสัวสยาม นางนาค เป็นต้น แต่ข้าวของที่ขายกันวันนี้อาจถูกปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัย โดยเน้นเป็นสินค้าประเภทอาหารและขนมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟโบราณ ของกินเล่นอย่างขนมกุยช่ายแป้งบางแต่ไส้ในเพียบ ลูกชิ้นปลาแท้เคี้ยวเด้งในปาก น้ำตาลสดหวานหอมดื่มแก้กระหาย และอีกหลากหลายอาหารน่ากินสารพัด
ร้านขายของเล่นโบราณก็ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าที่หาซื้อไปสะสมหรือนำไปตกแต่งบ้านในมุมเก๋ๆ ร้านขายของที่ระลึก โปสการ์ด เสื้อยืดที่พิมพ์ลายหรือข้อความเกี่ยวกับตลาดบ้านใหม่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
"ผู้จัดการท่องเที่ยว" ก็ได้ทั้งชม ชิม ช้อป จนหนำใจ ถ่ายรูปบรรยากาศเก่าๆ ที่ยังหลงเหลือให้เห็นในตลาดมาเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปยังอีกหนึ่งจุดหมายสุดท้ายของเส้นทางท่องเที่ยวในวันนี้ นั่นก็คือการไปไหว้พระกันที่ "วัดจีนประชาสโมสร" หรือ "วัดเล่งฮกยี่" ที่สามารถเดินเท้าจากตลาดบ้านใหม่ไปยังตัววัดได้เลย
 เรือลำนี้ที่พาเราล่องแม่น้ำบางปะกง
วัดเล่งฮกยี่นี้เป็นวัดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ผู้สร้างคือหลวงจีนชกเฮ็ง ซึ่งเป็นศิษย์ของวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่งเน่ยยี่ในเยาวราช จึงถือว่าวัดเล่งฮกยี่เป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ก็ว่าได้ ส่วนชื่อวัดจีนประชาสโมสรนั้นก็เป็นชื่อพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์ได้เสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้ก็อยู่ที่พระประธานองค์ใหญ่ 3 องค์ที่ตั้งอยู่ด้านใน และพระอรหันต์ 18 องค์ตั้งเป็นสองแถวด้านข้างพระประธาน มองเผินๆ อาจจะไม่เห็นความพิเศษ แต่ที่น่าทึ่งก็คือทั้งพระประธานและพระอรหันต์ที่เห็นอยู่นี้ ล้วนแล้วแต่ทำขึ้นจากกระดาษ หรือที่เรียกว่าเปเปอร์มาเช่ และมีอายุกว่า 100 ปีมาแล้ว
ควันธูปตลบอบอวลด้านในทำให้รู้ว่ามีผู้ที่ศรัทธามากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก โดยภายในนั้นยังมีพระพุทธรูปและเทพเจ้าในนิกายมหายานอีกมากมาย รวมไปถึงยังมีระฆังใบใหญ่ น้ำหนักกว่า 1 ตัน ซึ่งมีเพียง 1 ใน 3 ใบของโลกที่รอบระฆังมีอักษรมหาปรัชญาปารมิตราสูตรถือกันว่าผู้ได้ใดตีระฆังก็เหมือนกับการได้สวดมนต์ แต่ที่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" เห็นว่าทุกคนต้องมากราบไหว้แถมยังต้องทำท่าทางเหมือนทำพิธีอะไรสักอย่างก็คือที่หน้าองค์เทพเจ้าไฉ่เซ่งเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ซึ่งคนที่มาไหว้จะต้องใช้มือตบถุงเงินถุงทองขององค์เทพเจ้า แล้วลูบจากก้นถุงนั้นมาสู่กระเป๋าสตางค์ของตนเองที่เปิดอ้ารอไว้ จึงถึงบางอ้อว่านั่นเป็นการทำพิธีโกยเงินโกยทอง จึงไม่รีรอที่จะไปต่อแถวทำพิธีกับเขาบ้าง
 เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ที่ตลาดบ้านใหม่
เมื่อได้ท่องเที่ยวตามเส้นทางเรียบร้อยแล้ว เรือก็พาเราย้อนกลับมาขึ้นฝั่งยังวัดหลวงพ่อโสธรฯ อีกครั้ง เป็นอันครบถ้วนตรงคอนเซ็ปต์เส้นทางสุขใจ เพราะได้ทั้งไหว้พระอิ่มใจ เที่ยวตลาดอิ่มท้อง และได้ของฝากคนทางบ้านอีกเพียบเลย
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
การล่องเรือแม่น้ำบางปะกงนี้ มีเส้นทางจากวัดโสธรฯ-ตลาดบ้านใหม่-วัดจีนประชาสโมสร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีมัคคุเทศก์บรรยายตลอดเส้นทาง ค่าบริการคนละ 100 บาท เด็กส่วนสูงต่ำกว่า 120 ซ.ม.ไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันจันทร์-ศุกร์มีเรือให้บริการสองรอบคือเวลา 12.00 และ 14.00 น. ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะมีให้บริการเวลา 09.00, 10.00, 11.00, 12.00, 13.00, 14.00 และ 15.00 น. สอบถามรายละเอียดโทร.0-3851-4333, 08-9668-1726
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2551
***********************************************************
|
|
*** ตามรอย พระพุทธเจ้า ในดินแดน อีสานบ้านเฮา ***
|
 พระธาตุพนม ศูนย์รวมความศรัทธาของ ชาวอีสาน
มีเรื่องเล่าและตำนานเล่าขานกันมาว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา เยือนประเทศไทยในแถบภาคอีสาน และเมืองต่างๆ ในแถบลุ่มน้ำโขงนี้ อีกทั้งพระองค์ ยังได้ทรงพยากรณ์ว่าดินแดนในแถบนี้ต่อไปพุทธศาสนาจะเจริญ รุ่งเรือง
สำหรับในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขง มีเรื่องเล่า เก่าแก่ที่เรียกกันว่า อุรังคนิทาน บอกเล่าเรื่องราวที่เป็น ตำนานเกี่ยวกับการเสด็จมาเยือนของพระพุทธเจ้าในบ้านเมืองต่างๆ แถบลุ่มแม่น้ำ โขง เรื่องของการที่พระองค์เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท อีกทั้งยังเล่าถึง ประวัติการสร้างก่อสร้างพระธาตุพนม ซึ่งเป็นพระธาตุที่บรรจุพระอุรังคธาตุ หรือ กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้าไว้อีกด้วย
 เชื่อกันว่าใครได้มาไหว้พระธาตุพนม ครบ 7 ครั้งจะได้กุศลแรงยิ่งนัก
การเดินทางมาเยือนภาคอีสาน จึง เป็นโอกาสดีสำหรับพุทธศาสนิกชนที่จะได้มาตามรอยพระพุทธเจ้า กราบสักการะพระธาตุ และพระพุทธบาท และเดินทางท่องเที่ยวไปในพุทธสถานที่สำคัญของทางภาคอีสานอีก ด้วย
พระธาตุพนม ศูนย์รวมจิตใจคน สองฝั่งน้ำ โขง
พระธาตุพนม พระธาตุองค์ สำคัญที่ตั้งอยู่ในอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในสอง ฝั่งลุ่มน้ำโขง ในอุรังคนิทานนั้นได้กล่าวถึงความเป็นมาของพระธาตุพนมว่า พระ พุทธเจ้าได้เสด็จมายังหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) และได้ทำนายว่าจะมีบ้าน เมืองใหญ่เป็นที่ตั้งของพระพุทธศาสนาขึ้นที่นี่
จากนั้นก็ได้เสด็จไปยังที่ ต่างๆ จนเดินทางมาถึงที่ดอยกปณคีรี หรือภูกำพร้า และพระพุทธองค์ก็ได้กล่าวว่า เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 3 พระองค์ในภัทรกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว ย่อม นำเอาพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ ณ ภูกำพร้า เมื่อเรานิพพานไปแล้ว กัสสปะเถระผู้เป็น สาวกก็จะนำเอาพระธาตุมาบรรจุเช่นเดียวกันดังนี้
 ผอูบสำริดที่บรรจุพระอุรังคธาตุภาย ในพระธาตุพนม
และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน พระกัสสปะเถระได้มาเคารพพระบรมศพ เมื่อนั้น พระอุรังคธาตุก็เสด็จออกมาอยู่ในฝ่ามือของพระกัสสปะ และเปลวไฟก็ได้ลุกโชติเผา พระบรมสรีระของพระพุทธเจ้าเองอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นในราว พ.ศ.8 พระมหา กัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์จึงได้นำเอาพระอุรังคธาตุมาบรรจุไว้ที่ภู กำพร้า และมีบรรดากษัตริย์ในเมืองใกล้เคียงมาช่วยสร้างพระธาตุเจดีย์ให้สมพระ เกียรติ
หลังจากการสร้างครั้งแรก พระธาตุพนมก็ได้มีการบูรณะอีก หลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็ได้มีการต่อเติมเสริมรูปแบบกันไปบ้าง แต่ครั้งที่พระ ธาตุพนมเปลี่ยนรูปแบบไปมากที่สุดก็คงเป็นเมื่อ พ.ศ.2518 องค์พระธาตุพนมได้พัง ทลายลงทั้งองค์เนื่องจากความเก่าแก่ สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่เคารพศรัทธา เป็นจำนวน มาก
ในการพังทลายของพระธาตุพนมนั้น ทำให้ได้พบวัตถุสิ่งของมีค่า มากมายกว่า 14,700 ชิ้น โดยบางส่วนก็นำไปบรรจุไว้ในพระธาตุตามเดิม บางส่วนก็นำ มาไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุพนม นอกจากนั้นก็ยังได้พบพระอุรังคธาตุอยู่บนกองอิฐ ปูนที่พังลงมา โดยพระอุรังคธาตุนี้ได้บรรจุไว้อย่างซับซ้อนถึง 7 ชั้นด้วย กัน
 พระพุทธบาทบัวบก ในจังหวัด อุดรธานี
และอีก 4 ปีต่อมา ใน พ.ศ.2522 การบูรณะก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ปัจจุบันก็ได้ สำเร็จลง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ก็ ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุขึ้นประดิษฐานไว้ในองค์พระธาตุ เพื่อให้เป็นที่บูชาของ ประชาชนเหมือนเช่น เดิม
กราบรอย พระพุทธบาทบัวบก จ. อุดรฯ
ตามตำนานอุรังคนิทาน ได้กล่าวถึงการเสด็จ มาประทับรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าไว้ในสถานที่แต่ละแห่งในแถบสองฝั่งแม่น้ำ โขง โดยที่ พระพุทธบาทบัวบก ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก อำเภอ บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ก็เป็นแห่งหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับรอยพระ พุทธบาท ไว้
ตามตำนานของรอยพระพุทธบาทนี้เล่าแทรกไว้ในอุรังคนิทานว่า เทือกเขาแห่งนี้เดิมเป็นที่อยู่ของพญานาคชื่อว่า มิลินทนาค และกุทโธปาปนาค ซึ่ง มีความดุร้ายต่อมนุษย์และสัตว์อื่นๆ อยู่เสมอ ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ยังบริเวณแคว้นศรีโคตรบูรณ์ หรือบริเวณลุ่มน้ำโขงในปัจจุบัน พระองค์จึงเสด็จมา ที่ภูพระบาทและทรงปราบนาคเหล่านี้ และทำให้นาคมีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และก่อนที่พระองค์จะเสด็จจากไปก็ทรงประทับรอยพระบาทไว้เพื่อให้บรรดานาคได้บูชา อีกด้วย
 รอยพระพุทธบาทภายในพระพุทธบาทบัวบก
สำหรับรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธบาทบัวบกนี้ แต่เดิมได้มีสถูปเก่าแก่สร้างครอบ ไว้ เชื่อว่าสร้างในประมาณ พ.ศ.2300 ต่อมาพระอาจารย์ศรีทัต สุวรรณมาโจ ได้มาจำ พรรษาที่นี่และได้พบสถูปร้าง จึงได้ชักชวนชาวบ้านมาบูรณะสถูปขึ้นใหม่เมื่อ ประมาณ พ.ศ.2460 เมื่อรื้อสถูปเก่าออกจึงพบว่าภายในมีรอยพระพุทธบาทอยู่ จึง สร้างเจดีย์ครอบใหม่โดยสร้างตามรูปของแบบพระธาตุพนมองค์เดิม แต่เจดีย์องค์ ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกหลายครั้งจนเป็นรูปทรงอย่างที่เห็น และ ปัจจุบันพระพุทธบาทบัวบกแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาว ลาวมากราบไหว้อยู่ เสมอ
อีกทั้งในบริเวณใกล้เคียงก็ยังมี ถ้ำพญานาค ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคมิลินทนาค ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรง ขนาดใหญ่อยู่ใต้ชะง่อนหิน และเชื่อกันว่าในถ้ำพญานาคนี้สามารถทะลุไปออกยังแม่ น้ำโขงได้ อีกทั้งผู้ที่มาเยือนอุทยานภูพระบาทแห่งนี้ และได้มากราบรอยพระ พุทธบาทแล้ว ก็อย่าลืมไปชมประติมากรรมหินซึ่งเป็นฝีมือของธรรมชาติ เช่น หอนาง อุสา และถ้ำต่างๆ มาก มาย
พระธาตุเชิงชุม ชุมนุมรอยพระ พุทธบาท
ในจังหวัดสกลนครนั้นมีพระธาตุสำคัญแห่ง หนึ่งที่มีความน่าสนใจ นั่นก็คือ พระธาตุเชิงชุม วัดแห่งนี้ เดิมเป็นวัดราษฎร์ แต่ต่อมาได้รับการยกเป็นพระอารามหลวง และถือเป็นวัดสำคัญใน จังหวัดสกลนคร สำหรับพระธาตุเชิงชุมนั้น คำว่าเชิงหมายความถึงตีน หรือเท้า ( เช่นคำว่าเชิงเขา) ส่วนคำว่าชุมนั้นก็หมายถึงการมาชุมนุม ดังนั้นคำว่าเชิงชุมใน ที่นี้จึงหมายความถึงการที่มีรอยพระพุทธบาทมาชุมนุมกันถึง 4 รอย
 พระธาตุเชิงชุม ที่ชุมนุมรอยพระ พุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์
ประวัติของพระธาตุเชิงชุมในตำนานอุรังคธาตุนั้นได้กล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่ พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังแคว้นศรีโคตรบูรณ์ ก็ได้เสด็จมายังภูกำพร้า หรือที่ ตั้งของพระธาตุพนม และได้เสด็จผ่านมายังเมืองหนองหารหลวง หรือสกลนครในปัจจุบัน เพื่อเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่นี่ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ ประทับรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าในอดีตมาแล้ว 3 พระองค์ และในอนาคตก็จะเป็น ที่ประทับรอยพระพุทธบาทของพระศรีอริยเมตไตร ที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุด ท้ายในภัททกัลป์ด้วยเช่น กัน
เชื่อกันว่าแผ่นหินที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ได้มาประทับ รอยพระพุทธบาทไว้นั้นมีพญาสุวรรณนาคซึ่งเป็น พญานาคเป็นผู้เก็บรักษาไว้ใต้น้ำ เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรมาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นองค์สุดท้าย และสำหรับพระธาตุ เชิงชุมนี้ พระเจ้าสุวรรณภิงคาร กษัตริย์ที่ครองเมืองหนองหารหลวงในขณะนั้นเป็น ผู้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย
 ภายในพระธาตุเชิงชุม
สักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบลใน อีสาน
นอกจากพระธาตุและรอยพระพุทธบาทแล้ว ในภาค อีสานก็ยังมีพุทธสถานที่สำคัญอย่าง สังเวชนียสถานจำลอง ให้ ได้สักการะกันด้วย

สังเวชนียสถาน 4 ตำบลซึ่งอยู่ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นสถานที่สำคัญที่พุทธศาสนิกชน ต่างก็ต้องการจะไปกราบสักการะให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เนื่องจากในปรินิพพาน สูตรได้มีการกล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ได้กราบ ทูลถาม ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่กาลก่อนมา หลังจากออกพรรษาแล้ว มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มากราบไหว้พระพุทธองค์อย่างเนืองแน่น บัดนี้ พระพุทธองค์จะปรินิพพานแล้ว จะให้พวกข้าพระองค์กราบไว้บูชาสิ่งใดพระเจ้าข้า พระพุทธองค์ตอบพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ หลังจากเราตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกเธอ มีความรำลึกถึงเรา เดินตามรอยแห่งเรา จงพากันกราบไหว้สถานที่ทั้ง 4 ของเรา คือ ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติหนึ่ง โพธิมณฑล สถานที่เราตรัสรู้หนึ่ง ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน สถานที่เราแสดงปฐมเทศนาหนึ่ง และกุสินารานครที่เราจะปรินิพพานนี่แหละ อานนท์ เป็นสถานที่สักการบูชา เป็นเนื้อนาบุญของพวกเธอทั้งหลายสืบต่อ ไป
แต่พุทธศาสนิกชนไทยที่มีความศรัทธาก็อาจไม่มีโอกาสเดินทางไกลไปแสวงบุญถึง อินเดีย แต่ก็สามารถมาสักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบลได้ในประเทศไทย ที่ วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม หรือวัดถ้ำพวง ที่อำเภอ ส่องดาว จังหวัดสกลนครแทนได้ โดยสังเวชนียสถานจำลองนี้ เกิดขึ้นจากแรงศรัทธา ของพระอาจารย์วัน อุตตโม พระวิปัสสนากรรมฐานสายพระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้ริเริ่ม โดยใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 6 ปีเต็ม มีค่าใช้ จ่ายกว่า 16 ล้าน บาท
สังเวชนียสถานแห่งนี้ ได้จำลองเอาสถานที่ประสูติของพระ พุทธเจ้าที่ลุมพินีวัน โดยมี เจดีย์สิริมหามายา ที่ภายในมี รูปจำลองเหตุการณ์ที่พระนางสิริมหามายาทรงยืนเหนี่ยวกิ่งต้นสาละ และเจ้าชายสิ ทธัตถะที่เพิ่งประสูติจากครรภ์มารดาทรงยืนอยู่ที่พื้นและมีดอกบัวรองรับพระบาท พร้อมทั้งทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า เรานี้ประเสริฐยิ่งในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุด ท้ายแห่งเรา อีกทั้งด้านหน้าของเจดีย์ก็มีเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชจำลองเท่าของ จริง
 สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระ พุทธเจ้า (จำลอง)
ถัดจากสถานที่ประสูติ ก็คือสถานที่ตรัสรู้ ซึ่งก็คือใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่ เมืองอุรุเวลาเสนานิคมโดยที่วัดถ้ำพวงนี้ได้จำลองเอา พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หรือเจดีย์พุทธคยา ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอโศก มหาราช แต่ย่อส่วนลงมาจากองค์จริง ผู้ที่เข้ามาชมสามารถเดินขึ้นไปบนองค์เจดีย์ และกราบสักการะพระพุทธรูปที่อยู่ด้านใน ได้
สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน ก็ถือเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ตำบล สำหรับสังเวชนียสถานของจริงที่ ประเทศอินเดียนั้น จะเป็นเจดีย์ปิดไม่มีประตูหน้าต่าง แต่สำหรับเจดีย์ที่จำลอง มานี้ได้ย่อส่วนให้เล็กลง และจัดทำให้มีช่องประตูหน้าต่างและมีพระพุทธรูปอยู่ ด้านใน ผู้ที่มาสักการะสามารถเข้าไปกราบพระพุทธรูปภายในได้
 กุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระ พุทธเจ้า (จำลอง)
ส่วนสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายคือ สถานที่ปรินิพพานที่เมืองกุ สินารา สังเวชนียสถานแห่งนี้ก่อสร้างจำลองจากประเทศอินเดียมาทุกประการ แต่ย่อ ส่วนให้เล็กลง ภายในเป็นห้องโถงใหญ่ มีพระพุทธรูปปางปรินิพพานประดิษฐานอยู่ พร้อมทั้งพระสาวกอีกสามองค์คือพระอานนท์ พระอนิรุทธ และพระสุภัททะนั่งอยู่ เบื้อง หน้า
พุทธสถานทั้ง 4 แห่งที่กล่าวมา ก็ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมา ที่น่าสนใจ และเป็นเส้นทางตามรอยพระพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนสามารถเดินทางไปท่อง เที่ยวไปสักการะได้ตาม ศรัทธา
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ โดย : 12 ธันวาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนในเมืองไทย ***
|
เมืองไทยของเรานั้นมีแหล่งน้ำพุร้อน น้ำแร่ธรรมชาติ ที่ผุดขึ้นมาจากใต้พิภพมาก มายหลายแห่งกระจายกันอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่อาจจะเป็นเพราะว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน น้ำพุร้อนในธรรมชาติจึงมิได้ถูกนำมาใช้ในเชิงสุขภาพกัน อย่างแพร่หลายเหมือนเช่นในประเทศแถบเมืองหนาวอย่างญี่ปุ่นที่นิยมอาบน้ำแร่กัน ทั้งประเทศ แต่ในปัจจุบันกระแสการดูแลรักษาสุขภาพด้วยน้ำแร่ร้อนจากธรรมชาติได้ รับความนิยมสูงขึ้น แหล่งน้ำพุร้อนหลายแห่งจึงได้มีบริการสถานอาบน้ำแร่กันมาก ยิ่งขึ้น และคาดว่าในอนาคตจะมีการเติบโตอย่างแน่ นอน
การอาบน้ำแร่นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะจะทำให้ระบบการ ไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณผ่องใส แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและบำบัดอาการ ทางกระดูกและไขข้อได้ดี จึงทำให้มีผู้คนสนใจอาบน้ำแร่กันมากขึ้น แต่ข้อสำคัญการ อาบน้ำแร่ร้อนนั้น ในการลงไปอาบลงไปแช่แต่ละครั้งควรมีระยะเวลาไม่เกิน10-15 นาที แล้วขึ้นมาเดิน ขึ้นมาพักสูดอากาศภายนอก แล้วจึงลงไปแช่ใหม่ เพราะการแช่ นานๆเกินไปนั้น จะทำให้ร่ายกายเสียเหงื่อและขาดน้ำ อาจจะเกิดอาการหน้ามืดหมดสติ ได้ เราลองไปทำความรู้จักแหล่งน้ำแร่เด่นๆของเมืองไทย กัน
อาบน้ำแร่ที่เมือง ระนอง
ระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่ เพราะเป็นเมือง ที่ฝนตกชุกถึงแปดเดือนและจะมีแสงแดดจ้าเพียงสี่เดือนเท่านั้น ที่นั่นยังมีชื่อ เสียงเป็นเมืองน้ำแร่ขึ้นชื่อของเมืองไทยมาแต่อดีต เพราะมีน้ำพุร้อนผุดขึ้นกลาง เมืองที่บริเวณวนอุทยานรักษะวาริน น้ำแร่ที่นี่มีคุณภาพดี เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถัน จึงสามารถจะอาบน้ำแร่ได้อย่างสดชื่นสบายใจ แถมยังบริโภค ได้เพราะสะอาดปลอดภัย บ่อน้ำร้อนมี 3 บ่อด้วยกันคือ บ่อพ่อ บ่อ แม่และบ่อลูก น้ำพุร้อนที่นี่มีอุณหภูมิราว 65 องศา เซลเซียส บรรยากาศรอบข้างบ่อน้ำร้อนเขียวขจีด้วยแมกไม้ แถมระนองยังเป็นเมือง อาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารทะเลสดจากทะเลอันอุดมสมบูรณ์ของเมือง ระนอง
การเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก จากกรุงเทพฯ สู่ระนอง เดินทางด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ซึ่งจะผ่านทางแยกเข้า สู่บ่อน้ำร้อนวนอุทยานรักษะวาริน ที่นั่นมีห้องอาบน้ำแร่บริการ หรือจะใช้บริการ ห้องอาบน้ำแร่ที่โรงแรมในตัวเมืองระนองหลายแห่งก็มีบริการ รวมทั้งที่โรงพยาบาล ระนอง ก็มีแผนกน้ำแร่เพื่อสุขภาพที่มีห้องอาบน้ำแร่ ห้องออกกำลังกายและให้ บริการโปรแกรมพักผ่อนอาบน้ำแร่เพื่อ สุขภาพ
น้ำพุร้อนสัน กำแพง
น้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน ควบคู่กับการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่เช่นกัน โดยปัจจุบันมีการบริหารงานใน รูปแบบของสหกรณ์ ให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม สถานที่ร่มรื่นสวยงาม ตื่นตาตื่นใจกับน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินสูงขึ้นไปถึงกว่า 15 เมตร ทุก วันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชมกันเป็นจำนวน มาก
การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้น ทางสายเชียงใหม่-สันกำแพง เลยจากตลาดสันกำแพงมีป้ายบอกทางไปน้ำพุร้อนสันกำแพง บริเวณสหกรณ์น้ำพุร้อนสันกำแพง มีบริการห้องอาบน้ำแร่และบริการที่พักร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท.ภาคเหนือเขต1 (เชียงใหม่) โทรศัพท์ 0-5324-8604,0-5324- 8607
น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน
อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อำเภอแจ้ ห่ม จังหวัดลำปาง เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีบริเวณกว้างถึง 3 ไร่ รอบบริเวณ เต็มไปด้วยโขดหินและธารน้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ในช่วงฤดูหนาว จะเกิด หมอกจากไอความร้อนขาวไปทั่ว น้ำพุร้อนที่นี่มีอุณหภูมิเฉลี่ยราว 73 องศา เซลเซียส มีกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ ร้อบข้างประดับตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้สวยงาม มีน้ำตก แจ้ซ้อนอยู่ห่างออกไปราว 1 กิโลเมตร
การเดินทาง จากตัวเมืองลำปางใช้เส้น ทางสายลำปาง-วังเหนือ (ทางหลวงหมายเลข 1035) ระหว่างกิโลเมตรที่ 58-59 จะมีป้าย บอกทางเข้าสู่อุทยาน เป็นทางลาดยางราว 17 กิโลเมตร ที่อุทยานฯมีบ้านพัก ร้าน อาหาร และห้องอาบน้ำแร่จำนวน 11 ห้องให้บริการ ติดต่อสอบถามได้ที่ส่วนบ้านพัก กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทรศัพท์ 0-2579-7223,0-2579- 5734
น้ำพุร้อนโป่งเดือดป่า แป๋
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ราว 40 กิโลเมตร นับเป็นน้ำพุร้อนในธรรมชาติ ที่น่าชม เพราะแต่เดิมนั้นน้ำพุร้อนแห่งนี้หรือที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกว่าโปง เดือดป่าแป๋นี้ เคยได้ชื่อว่าเป็นน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินสูงที่สุดใน ประเทศไทย แต่ในปัจจุบันแรงดันของน้ำจากใต้พิภพอาจจะลดลงจึงทำให้เหลือเพียง น้ำพุที่เดือดพล่านขึ้นมาจากดินเป็นลานกว้างเท่านั้น แต่ก็ยังคงมีพลังความร้อน จนเกิดเป็นไอขาวอบอวลไปทั่วบริเวณผืนป่าเขียวรอบ ข้าง
การเดินทาง จากเชียงใหม่ใช้เส้นทาง สาย 107 แล้วแยกเข้าสายแม่มาลัย-ปาย (ทางหลวงหมายเลข 1095) ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางเลี้ยวขวาเข้าสู่น้ำพุร้อนอีกราว 6.5 กิโลเมตร อุทยานฯ โป่งเดือดป่าแป๋ มีบ้านพัก ร้านอาหารและห้องอาบน้ำแร่บริการ ติดต่อสอบถามได้ที่ ส่วนบ้านพัก กรมอุทยานแห่งชาติฯ โทรศัพท์ 0-2579-7223,0- 2579- 5734
น้ำพุร้อนท่าปาย
ตั้งอยู่บ้านท่าปาย ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวอำเภอราว 8 กิโลเมตร มีธารน้ำร้อนไหลลงมารวมกับธาร น้ำเย็นกลายเป็นธารน้ำตกเล็กๆ มีธรรมชาติร่มรื่นสวยงาม เป็นที่นิยมของนักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ไปเที่ยวอำเภอปา ย
การเดินทาง จากตัวอำเภอปายไปทางใต้ ผ่าน สะพานข้ามแม่น้ำปาย ไปทางบ้านแม่ฮี้ราว 8 กิโลเมตร ถนนเป็นคอนกรีตจนถึงบ่อน้ำ ร้อน นักท่องเที่ยวนิยมเช่าจักรยานจากอำเภอปายขี่มาอาบน้ำแร่ที่นี่ ซึ่งมี รีสอร์ทอาบน้ำแร่ของเอกชนให้ บริการ
สระมรกตและน้ำตกร้อน
ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประ-บาง คราม บ้านทุ่งเตียว ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ มีลักษณะ เป็นป่าพื้นที่ลุ่มต่ำ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เดินชม ภายในบริเวณมีจุดท่อง เที่ยวที่น่าสนใจคือสระมรกต ซึ่งเป็นสระน้ำใสสีมรตกท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี และ ยังมีน้ำตกร้อน ที่เกิดจากธารน้ำพุร้อนใต้ดินไหลผสมผสานกับธารน้ำในธรรมชาติ นับ เป็นธรรมชาติที่งดงามแปลกตาน่าเที่ยวชม นักท่องเที่ยวสามารถจะลงเล่นน้ำในสระ มรกตและบริเวณน้ำตกร้อนได้ แต่ต้องไม่นำสบู่หรือแชมพูลงไป เพราะจะเป็นการทำลาย สภาพ ธรรมชาติ
การเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก จาก ตัวเมืองกระบี่ใช้เส้นทางสายกระบี่-คลองท่อม ก่อนถึงตลาดคลองท่อมมีทางเลี้ยว ซ้ายเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ที่บ้านทุ่งเตียวระยะทางราว 18 กิโลเมตร ภายในมีร้านอาหารบริการ แต่ไม่มีที่พัก จึงเหมาะสำหรับการเข้าไปเที่ยว แบบเช้าไปเย็น กลับ
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ โดย : วินิจ รัง ผึ้ง 16 ตุลาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** ประติมากรรม ทราย ***
|
นักท่องเที่ยวกำลังชมความงามของงานประติมากรรมจาก ทรายซึ่งมีทั้งหมด 8 ชิ้น ในจุดชมวิวของทะเลทราย Kum Tag ในเมือง Turpan เขต ปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเจียง(ซินเกียง) ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเมื่อ วันอังคาร(15) ทั้งนี้ งานประติมากรรมดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับเทศกาล องุ่นของเมือง Turpan ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้-ซินหัว เน็ต
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 17 สิงหาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** จูราสสิก โร้ด ถนนสาย ไดโนเสาร์ ***
|
ในเมืองชายแดนของจีน เอ้อเหลียนเฮาเท่อใน มองโกเลียใน ได้ทำพิธีตัดริบบิ้นเปิดตัวประตูสู่ประเทศ และถนนแห่งได้โนเสาร์ไป วานนี้ (6 ส.ค.) โดยประตูดังกล่าวมีความยาว71.4 เมตร กว้าง 13.4 เมตร และ สูง 21 เมตร กินเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,406 ตารางเมตร โดยในบริเวณดังกล่าวมีการ สร้างไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ในพันธุ์ต่างๆเอาไว้ทั้งสิ้นอีก 48 ตัว
ทั้งนี้ จากการค้นพบซากสัตว์โลกยุคดึกดำบรรพอยู่เนืองๆ ทำ ให้จีนดินแดนซึ่งมีสัตว์สัญลักษณ์แห่งชาติเป็นพญามังกร กลายเป็นขุมทรัพย์แห่ง ฟอสซิลไดโนเสาร์ ซึ่งส่วนใหญ่พบในบริเวณเขตทะเลทรายด้านเหนือ โดยภูมิประเทศที่ ไร้พืชพรรณในดินแดนทะเลทราย ทำให้การค้นพบซากสัตว์ยุคดึกดำบรรพ เป็นไปอย่างง่าย ขึ้น ซินหัวเน็ต
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** ยลเสน่ห์ นคร"ซิดนีย์" โดย : จุชดานิน ***
|
 ซิดนีย์โอเปราเฮาส์ สัญลักษณ์อัน โดดเด่นแห่งนครซิดนีย์
หากพูดถึงงานสถาปัตยกรรมเป็นดังสัญลักษณ์ของประเทศออสเตรเลียแล้ว เชื่อว่าชื่อ ของ"ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์" คงจะนอนมาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะ นี่คือหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันโดดเด่นแห่งยุคสมัยที่หากใครไปเที่ยว"นคร ซิดนีย์" แล้วไม่ได้ไปเห็นซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ก็เปรียบประหนึ่งว่ายัง ไปไม่ถึงซิดนีย์ยังไงยัง งั้น
แต่ก่อนจะพูดถึงซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์เรามารู้จักกับนคร ซิดนีย์กันสักหน่อย "ซิดนีย์" เป็นเมืองหลวงของรัฐนิ วเซาธ์เวลล์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย ซิดนีย์ถูกรู้จักในนาม ของเมืองอ่าว และเมืองที่สวยและน่าอยู่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง ด้วย
 โอเปราเฮาส์ ตั้งโดดเด่นเคียงคู่ กับสะพานฮาร์เบอร์
เมืองนี้มี"ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์" (Sydney Opera House)หรือ โรงละครซิดนีย์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชูโรง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยู เนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในวันที่ 27 มิถุนายน 2550
สำหรับความโดดเด่นของซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ก็คือการ ก่อสร้างสมัยใหม่ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์กชื่อ ยอน อุ ตซอน (Jorn Utzon) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1959 ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าว ซิดนีย์ แต่ก็น่าแปลกมากทีเดียวที่นายยอน อุตซอน กลับไม่เคยมาเยือนออสเตรเลีย อีกเลยทั้งที่ผลงานของเขาโด่งดังไปทั่วโลก
 สะพานฮาร์เบอร์ยาม ราตรี
ตัวอาคารของซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์สร้างทอดยาวยื่นลงไปในน้ำติดกับบริเวณท่าเรือ เบนนีออง กินพื้นที่ประมาณ 4.5 เอเคอร์ หลังคาโค้งสีขาวที่ใช้กระเบื้องเซรามิก หลายล้านแผ่น คล้ายเปลือกหอยสามชั้นซ้อนๆกัน ดูแล้วโดดเด่นสวยงามมากเลยทีเดียว สำหรับภายในอาคารประกอบไปด้วยห้องต่างๆมากมายคือ โรงอุปรากร โรงละคร เพลเฮาส์ โรงภาพยนตร์ สตูดิโอสำหรับซ้อม ภัตตาคาร และโรงแสดงคอนเสิร์ต ที่มีไปป์ออร์แกน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งหากว่าใครได้ไปเห็นของจริงแล้วจะรู้ว่ามันน่ายลกว่าใน ภาพหลายเท่า นัก
และเมื่อพูดถึงซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์แล้ว หากไม่กล่าว ถึง"สะพานฮาร์เบอร์" ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นเคียงคู่กันก็ดูจะ กระไร อยู่
"สะพานฮาร์เบอร์" (Harbour Bridge) สร้าง ขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำในทศวรรษ 1930 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง โดยใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 8 ปีและเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1932
 บรรยากาศมุมหนึ่งของRoyal botanic Garden
สะพานแห่งนี้สูง 134 เมตร ยาว 502 เมตร กว้าง 48.8 เมตร ตั้งอยู่กลางเมือง ซิดนีย์ ข้ามอ่าวซิดนีย์ที่ทอดตัวจาก Dawes Point ไปยัง Milsons Point หรือจาก ซิดนีย์เหนือไปซิดนีย์ใต้ เป็นสะพานระนาบเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโครงสร้าง ผิวจราจรพาดผ่านงานเหล็กโครงถักรูปโค้ง (Trussed Through Arch) มองดูคล้ายไม้ แขวนเสื้อขนาดอภิมหามหึมา สะพานไม้แขวนเสื้อจึงกลายมาเป็นชื่อเล่นที่ชาวซิดนีย์ เรียกขานสะพานแห่งนี้ ซึ่งนับเป็นสะพานที่เอื้อประโยชน์ในการเดินทางเป็นอย่าง มาก และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต มุมถ่ายรูปยอดนิยมแห่งหนึ่งของซิดนีย์ เช่น กัน
ส่วนถัดจากโอเปร่าเฮาส์ไปไม่ไกลมีทางไปยังสวนพฤกษ ศาสตร์ (Royal botanic Garden) ที่ดูกว้างขวางใหญ่โต ที่นี่มีสวนปลูก พืชพื้นเมืองจากแถบต่างๆ ทั่วออสเตรเลีย สวนเมืองร้อน สวนเฟิร์น สวนปาล์ม สารพัดสวน รวมถึงมีโดมเรือนกระจกเป็นรูปปิรามิดแก้วดูสวยงาม และยังมีพันธุ์ไม้ ต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก
 บอนไดบีชชายหาดที่มีชื่อเสียงที่ สุดของเมืองซิดนีย์
ก่อนหน้าที่จะก่อตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของฟาร์มเลี้ยง สัตว์มาก่อน จนในปี 1816 แมคควอรี่ (Macquarie) ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์ในตอน นั้น ได้พยายามสร้างให้กลายเป็นสวนพฤกษชาติ เนื่องจากภริยาของท่านชอบที่จะนั่ง รถม้ามานั่งเล่นบนม้าหินบริเวณนี้ ต่อมาจึงเรียกม้าหินตัวโปรดของท่านว่า ม้าหิน มิสซิสแมคควอรี่ (Mrs. Macquaries Chair)
นอกจากโอเปราเฮาส์อันโดดเด่นแล้ว นครซิดนีย์ อันพลุก พล่านที่มากไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ยังมีอีกหลากหลายสถาน ที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ พิพิธภัณฑ์สัตว์ น้ำ (Sydney Aquarium) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมสัตว์น้ำของออสเตรเลียมากกว่า 650 สายพันธุ์ 11,000 ชนิด และสัตว์น้ำที่ หายากจากทั่วโลก รวมถึงอาณานิคมแมวน้ำแห่งใหม่ของซิดนีย์ บ้านใหม่ของนีโม่ ดารา ดังแห่งภาพยนตร์ Finding Nemo ในศูนย์แสดงแนวปะการังของออสเตรเลียจำลองที่ใหญ่ ที่สุดในโลกเช่นกัน
 ชมทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง ซิดนีย์ได้ที่หอคอยซิดนีย์
ส่วนอีกหนึ่งสถานที่อันเป็นความภูมิใจของชาวออสซี่อีกแห่งก็ คือ Sydney Olympic Park สถานที่ที่เคยจัดการแข่งกีฬา โอลิมปิก 2000 พร้อมเยี่ยมชมสถานที่จัดพิธีเปิดและปิดการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก 2000 ที่ Telstra Stadium และที่ Aquatic Centre และ Superdome ในทุกๆ วันอาทิตย์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนจะมีตลาด Boulevard Market มีสินค้าประเภท สมุนไพรสด อาหารอร่อย งานฝีมือ ฯลฯ
อีกแห่งที่นักท่องเที่ยวสามารถทำความรู้จักกับรัฐแห่งนี้ อย่างลึกซึ้งก็คือ Powerhouse Museum พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด ทางด้านการจัดแสดงสภาพทางสังคม ความสำเร็จทาง เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ในศตวรรษ ที่ผ่านมาของออสเตรเลีย รวมทั้งยังมีการจัดแสดงเครื่องบิน เรือบิน รถไฟหัวจักร ไอน้ำตู้แรกที่วิ่ง ในรัฐนิวเซาท์เวลส์อีก ด้วย
ด้านใครที่ต้องการบรรยากาศสายลมแสงแดดริมหาด ก็ต้องไป ที่ บอนไดบีช (Bondi Beach) ซึ่งเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงที่ สุดของเมืองซิดนีย์ แต่ถ้าต้องการภาพความประทับใจสวยๆ หอคอย ซิดนีย์ (Sydney Tower) ณ จุดชมวิว 360 องศา เมื่อขึ้นไปเราจะได้ชม ทัศนียภาพมุมกว้างของเมืองซิดนีย์ได้อย่างเต็มรอบทิศ ที่สำคัญจากบนนี้สามารถมอง ลงไปเห็นสัญลักษณ์ของเมืองซิดนีย์ อย่างโอเปร่าเฮาส์ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่น เคียงคู่กับสะพานฮาร์เบอร์ในมุมสูงได้อย่างสวยงาม กลมกลืน ซึ่งถึงแม้ว่าโอเปรา เฮาส์จะไม่ได้รับการโหวตในรอบสุดท้ายให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เวอร์ชั่นใหม่ แต่ว่าโอเปร่าเฮาส์แห่งนี้ก็ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของ ออสเตรเลียอยู่ไม่เสื่อม คลาย
ซิดนีย์ เป็นเมืองหลวง ของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญและได้รับการ ยกย่องเป็นเมืองหนึ่งที่สวยและน่าอยู่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มี ประชากรมากที่สุดในออสเตรเลีย จากเมืองไทยมีสายการบินหลายสายบินตรงสู่ ซิดนีย์
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** ชมเมืองบาดาล ไหว้หลวงพ่อ อุตตมะ ที่ "สังขละบุรี" ***
|
 เจดีย์พุทธคยาที่วัดวังก์วิเวกา ราม จำลองมาจากประเทศอินเดีย
จังหวัดกาญจนบุรี ที่อำเภอสังขละบุรี ชายแดน ไทย-พม่า จังหวัดที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย มอญ กะเหรี่ยง พม่ามาอยู่ร่วม กัน ทำให้เกิดเป็นวิถีชีวิตที่น่าชม
 ทิวทัศน์ของแม่น้ำรันตีเมื่อมองจาก สะพานรันตี
แม้เส้นทางที่มุ่งตรงไปยังอำเภอ สังขละฯ นั้นจะคดเคี้ยวชวนให้วิงเวียน แต่ก็มีทิวทัศน์ที่สวยงามมาชดเชยกัน อย่างเช่นบนสะพานรันตีที่ทอดข้ามแม่น้ำรันตีช่วงก่อนจะถึงตัว อำเภอสังขละฯ จากบนสะพานเมื่อมองลงไปจะเห็นแม่น้ำรันตีที่ไหลคดเคี้ยวเหมือนงู ตัวใหญ่เลื้อยเลาะไปตามริมฝั่ง
อำเภอสังขละฯ นี้เป็นเขตชายแดน ติดต่อกับพม่า นอกจากนั้น ที่สังขละฯ นี้ยังถือเป็นอำเภอที่มีชาวมอญมาตั้งบ้าน เรือนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากอีกด้วย ที่นี่จึงเป็นแหล่งที่สามารถพบเห็นวิถีชีวิต ของชาวมอญได้ โดยหากอยากจะชมวิถีชีวิตของชาวมอญแบบได้บรรยากาศ ก็ต้องไป ที่ "สะพานไม้มอญ" หรือที่เรียกแบบเป็นทางการก็ต้องเรียก ว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ ที่ทอด ข้ามลำน้ำซองกาเลียให้ผู้คนทั้งชาวไทย มอญ และกะเหรี่ยงได้สัญจรข้ามน้ำไปมาหา สู่กันได้
 สาวมอญบนสะพาน ไม้
สะพานมอญแห่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะมี "หลวงพ่ออุตตมะ" เป็นผู้ ดำเนินการสร้าง และด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวมอญในหมู่บ้าน สะพานไม้แห่งนี้ จึงถูกสร้างขึ้น โดยมีความยาวตลอดสะพานถึง 850 เมตร ที่ว่าให้มาชมวิถีชาวมอญที่ นี่ก็เพราะหากมาได้จังหวะเหมาะก็อาจจะได้พบกับสาวมอญหน้าตาคมขำเดินข้ามสะพานไป โดยมีข้าวของเทินอยู่บนศีรษะ ดูได้บรรยากาศเหมาะกับสะพานไม้เป็นอย่าง ยิ่ง
วิวทิวทัศน์เมื่อมองจากสะพานไม้ก็งดงามใช่ย่อย เมื่อเดินไป จนถึงกึ่งกลางสะพานจะรู้สึกเหมือนยืนอยู่ในที่โล่งกว้าง มองด้านบนเป็นผืนฟ้า ด้านล่างเป็นผืนน้ำทะเลสาบของเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือเขื่อนเขาแหลม ทิวทัศน์รอบ ข้างเป็นเรือนแพสงบนิ่งอยู่ริมตลิ่ง มองไปไกลๆ เห็นภูเขาสูงต่ำไกลออกไปตามสาย ตา แต่อย่ามัวชมวิวเพลิน ต้องคอยมองพื้นเวลาก้าวเดินด้วย เพราะมิฉะนั้นอาจจะตก ร่องไม้ขาพลิกตกสะพานกันได้ โดยในตอนนี้เขาก็มีโครงการจะซ่อมแซมสะพานให้แข็ง แรงกว่าเดิมกันอยู่ แต่ผู้คนก็ยังเดินสัญจรผ่านไปมาตาม ปกติ
ชมทิวทัศน์จากด้านบนสะพานมอญแล้ว ก็ได้เวลาลงเรือเพื่อ สัมผัสสายน้ำกันใกล้ๆ บ้าง สิ่งหนึ่งที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึงจังหวัดกาญจน์ก็ คือทางรถไฟสายมรณะ ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งสงครามโลกครั้ง ที่สองเพื่อเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านไปยังประเทศพม่า ทางรถไฟสายนี้เริ่มต้น ขึ้นที่สถานีหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปจนถึงด่านเจดีย์สาม องค์ เพื่อเชื่อมต่อกับทางรถไฟที่สร้างขึ้นทางฝั่งประเทศ พม่า
 ร่องรอยของทางรถไฟสายมรณะที่จมอยู่ ในเขื่อนเขาแหลม
มาถึงตอนนี้ ทางรถไฟสายนี้บาง ช่วงบางตอนก็ยังคงถูกใช้งานอยู่จนปัจจุบัน แต่บางส่วนก็ถูกทำลายทิ้งไปบ้าง และ มีบางส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม
คนขับเรือพาเราล่องไปตามร่องน้ำ อย่างชำนิชำนาญ ที่ว่าต้องใช้ความชำนาญก็เพราะระดับน้ำในตอนนี้ลดต่ำลงมาก หาก ไม่ชำนาญทางจริงก็มีหวังท้องเรือคงติดแหง็กอยู่กับพื้นดินใต้น้ำไม่ต้องไปไหนกัน พอดี แต่ทิวทัศน์ในทะเลสาบนั้นถือว่าสวยไม่เป็นรองใคร เพราะนอกจากจะมีทิวทัศน์ ตามธรรมชาติอย่างภูเขาเขียวขจีแล้ว ก็ยังมีเรือนแพของชาวบ้านลอยลำอยู่เป็น ระยะๆ บางบ้านมีกระชังเลี้ยงปลา แพบางหลังก็เป็นของนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนกันดู น่า สบาย
เราล่องเรือกันไปจนเกือบถึงสะพานรันตีที่ได้แวะชมวิวเมื่อ ขามา ตรงจุดนี้มีร่องรอยของทางรถไฟสายมรณะที่ยังเหลือคงอยู่ ซึ่งก็เป็นเพียง เนินดินสูงเป็นทางยาวเท่านั้น รางรถไฟและไม้หมอนนั้นสูญหายไปจนหมด แล้ว
 โบสถ์ของวัดวังก์วิเวการามเก่าที่ จมอยู่ใต้น้ำ
จุด หมายต่อไปคือ "เมืองบาดาล" วัดร้างใต้ทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม หรือ "วัดวังก์วิเวการาม" หลังเก่า ที่ถือเป็นอันซีนไทยแลนด์ แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องวัด ก็ต้องพูดถึง "หลวงพ่ออุตตมะ" อีก ครั้ง หนึ่ง
หลวงพ่ออุตตมะหรือที่ชาวมอญยกย่องให้เป็น " เทพเจ้าของชาวมอญ" เพราะท่านให้ความช่วยเหลือแก่ชาวมอญไร้สัญชาติใน สังขละบุรีมาโดยตลอด จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวมอญและชาวไทยเป็นอย่างมาก และ วัดวังก์วิเวการามนี้ก็มีหลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ริเริ่มสร้างอีกเช่นกัน หลังจาก ที่ท่านได้ธุดงค์ไปในหลายพื้นที่ก่อนที่จะมาปักหลักสร้างวัดในบริเวณที่เรียก ว่า "สามประสบ" คือเป็นจุดที่แม่น้ำรันตี แม่น้ำบีคลี่ และแม่ น้ำซองกาเลียมาบรรจบกันรวมเป็นแม่น้ำแควน้อย
 ซุ้มประตูของวัดวังก์วิเวการามที่ ยังคงอยู่
แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อน เขาแหลม และเริ่มเก็บกักน้ำเมื่อปี 2527 น้ำเหนือเขื่อนจึงท่วมสูงขึ้น เป็นเหตุ ให้ต้องมีการอพยพบ้านเรือนและชุมชนต่างๆ ในบริเวณนี้ออกไป และปล่อยให้สายน้ำ ท่วมจมทุกสิ่งทุกอย่างลงใต้น้ำกลายเป็นเมืองบาดาล รวมทั้งวัดวังก์วิเวการามด้วย เช่น กัน
แต่หากใครได้มาเยือนทะเลสาบเหนือเขื่อนในช่วงเดือน มี.ค. -พ.ค. ก็ได้ยลโฉมซากวัดวังก์วิเวการามใต้น้ำได้ชัดเจนขึ้น เพราะน้ำจะลดระดับลง สามารถลงจากเรือไปเดินชมซากโบสถ์ วิหาร ซุ้มประตู และหอระฆังที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้อย่างใกล้ชิด แต่หากมาในช่วงอื่นก็อาจได้เห็นเพียงยอดของสิ่งก่อสร้างที่ลอย พ้นน้ำขึ้นมาเท่า นั้น
หลังจากที่น้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเดิมแล้ว วัดวังก์วิเวการาม ก็ได้ย้ายขึ้นมาปลูกสร้างใหม่ในพื้นที่สูงกว่าเดิม และยังเป็นที่เคารพศรัทธาของ ประชาชนเช่นเดิม แม้ว่าหลวงพ่ออุตตมะจะมรณภาพไปแล้วก็ตาม
ผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนวัดวังก์วิเวการามแห่งนี้ นอกจากจะได้ สักการะ "หลวงพ่อขาว" พระพุทธรูปหินอ่อนที่งดงามของวัดแล้ว ก็ ยังจะได้กราบสังขารของหลวงพ่ออุตตมะซึ่งไม่เน่าเปื่อย และได้บรรจุไว้ในปราสาท เก้ายอดอันสวยงามสมเกียรติอีกด้วย
 ศพของหลวงพ่ออุตตมะในปราสาทเก้า ยอด
ห่างออกไปจากวัดวังก์ฯ อีกประมาณ 1 ก.ม. เป็นที่ตั้งของ "เจดีย์พุทธ คยา" เจดีย์สีทอง เจดีย์องค์นี้หลวงพ่ออุตตมะก็เป็นผู้สร้างขึ้น ตั้งแต่ปี 2525 โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาของประเทศอินเดีย และสำเร็จลงด้วย แรงงานชาวมอญที่ช่วยกันเผาอิฐมอญกว่า 260,000 ก้อนเพื่อก่อสร้างขึ้นเป็น เจดีย์
บนยอดเจดีย์พุทธคยาประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่ เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา 2 องค์ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร ซึ่งหลวงพ่ออัญเชิญมา จากประเทศศรีลังกา รวมทั้งบนยอดยังมีฉัตรทองคำน้ำหนัก 400 บาทประดิษฐาน ไว้
 ด่านเจดีย์สาม องค์
ไหนๆ มาเมืองชายแดนแล้วก็ต้องไปให้ ถึงขอบเขตแดนกันหน่อย ที่ "ด่านเจดีย์สามองค์" ที่รู้จักกันดี ว่าเป็นเส้นทางเดินทัพไปยังประเทศพม่า ด่านเจดีย์สามองค์นี้แต่เดิมเรียกว่าหิน สามกอง ต่อมาในปี 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีก็ได้นำชาวบ้านร่วม กันก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แล้วก็ ยังเป็นที่ซื้อของฝาก หรือจะข้ามไปยังฝั่งพม่าก็ได้เช่น กัน
สอบถามราย ละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย สำนักงานภาคกลางเขต 1 (กาญจนบุรี) โทร.0-3451-1200, 0-3451- 2500
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฎาคม 2550
***********************************************************
|
|
*** หังโจว-เฉิงตู-ต้าเหลียนแชมป์ เมืองท่องเที่ยวดีสุดของจีน ***
|
 ชายหาดจินสือ ในมณฑลเหลียวหนิง แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งของต้า เหลียน
ไชน่าเดลี่10/02/07-หังโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง,เฉิงตู เมืองเอกของมณฑล ซื่อชวน(เสฉวน) และต้าเหลียนขึ้นแท่นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของจีนจาก สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติจีนและองค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชา ชาติ
 สะพานขาดหรือสะพานอกหัก(ต้วน เฉียว) เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงที่สุดของทะเลสาบซีหูในหัง โจว
สำหรับเกณฑ์ในการตัดสินครั้งนี้ได้แก่ ที่พักสะอาด,สิ่งอำนวยความสะดวกด้าน สุขอนามัย,แหล่งท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม,บริการเป็นมิตร และเข้าถึง ข้อมูลได้ ง่าย
นอกจากนี้ ยังผ่านเกณฑ์การประเมินด้านทรัพยากรการท่อง เที่ยว,การปกป้องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม,การสื่อสารและโครง สร้างพื้นฐาน,สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการท่องเที่ยว และการตลาดการท่อง เที่ยว
จีนจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลกใน ปี 2020 โดยในปีที่แล้วจีนแซงหน้าอิตาลี กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อันดับ 4 ของโลก Francesco Frangialli เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกกล่าว ในพิธีมอบ รางวัล
ตั้งแต่ปี 1978 ถึง 2005 จำนวนการท่องเที่ยวขาเข้าของจีน เพิ่มขึ้น 66 เท่า ขณะที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 111 เท่า.
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2550
***********************************************************
|
|
*** เที่ยววัดหมูดูพระประธาน 28 องค์ แห่งเดียวในไทย ***
|
 พระประธาน 28 องค์ในพระ อุโบสถ
วัดหมู หรือ วัด อัปสรสวรรค์ เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยใดนั้นยังไม่ สามารถระหลักฐานที่แน่ชัดได้ รู้แต่สาเหตุที่เรียกวัดนี้ว่าวัดหมูนั้นก็เนื่อง จากว่า ผู้สร้างวัดแห่งนี้เป็นชาวจีนชื่ออู๋ มีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อมีวัดแล้วหมูเหล่านั้นก็มาเดินเพ่นพ่านเต็มลานวัด ชาวบ้านจึงเรียกว่าวัด หมูกันมาตั้งแต่นั้น แม้ภายหลังไม่มีหมูมาเดินแล้วก็ยังเรียกกันว่าวัดหมูต่อ มา
ภายหลังจากที่จีนอู๋สร้างวัดนี้ขึ้นแล้ว เวลาล่วงไปวัดก็ทรุดโทรมลงไปตามกาล จน มาถึงในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) เห็นว่าวัดหมูทรุดโทรมมาก จึง กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ สถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ทั้ง วัด
และหลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เพิ่มอีก และในครั้งนั้นก็ได้พระราชทานชื่อวัดให้ใหม่ ว่า วัดอัปสรสวรรค์ เพื่อเป็นที่ระลึกแด่เจ้าจอมน้อย ซึ่งมี ความสามารถในการแสดงละครเรื่องอิเหนา เป็นตัวสุหรานากงได้ดี จนได้รับฉายาว่า เจ้าจอมน้อยสุหรานากง และในการบูรณะครั้งนี้ ทำให้วัดอัปสรสวรรค์ กลายมาเป็นวัด ที่มีความพิเศษหนึ่งเดียวในเมือง ไทย
 พระปรางค์ก่ออิฐถือปูนบริเวณหน้า พระอุโบสถ
เมื่อฉันไปถึง อย่างแรกที่ทำก็คือเข้าไปกราบพระในพระอุโบสถก่อนเป็นอย่างแรก พระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์นี้ขนาดไม่ใหญ่โตนัก สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็น แบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 3 หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันมีลาย ประดับปูนปั้นแบบจีน กล่าวกันว่าสร้างคล้ายกับที่วัดราชโอรสารามฯ วัดประจำ รัชกาล ที่ 3
สำหรับความพิเศษหนึ่งเดียวในเมืองไทยของวัดหมูนั้นอยู่ภาย ในพระอุโบสถ นั่นก็คือ แทนที่พระประธานจะมีเพียงองค์เดียวเหมือนกับโบสถ์วัด อื่นๆทั่วไป แต่ภายในอุโบสถนี้ก็กลับมีพระประธานอยู่มากถึง 28 องค์ด้วยกัน ซึ่ง พระพุทธรูปเหล่านี้ รัชกาลที่ 3 เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ขึ้น
เหตุที่สร้างพระพุทธรูปมากถึง 28 พระองค์ ก็เพื่อแทนพระ พุทธเจ้าที่ได้เกิดขึ้นมาในชาติภาพต่างๆ รวมแล้ว 28 พระองค์ ได้แก่ พระพุทธตัณ หังกร พระพุทธเมธังกร พระพุทธสรณังกร พระพุทธทีปังกร พระพุทธโกณฑัญญะ พระพุทธสุ มังคละ พระพุทธสุมนะ พระพุทธเรวตะ พระพุทธโสภิตะ พระพุทธอโนมทัสสี พระพุทธปทุ มะ พระพุทธนารทะ พระพุทธปทุมุตตระ พระพุทธสุเมธะ พระพุทธสุชาตะ พระพุทธปิยทัส สี พระพุทธอัตถทัสสี พระพุทธธรรมทัสสี พระพุทธสิทธัตถะ พระพุทธติสสะ พระพุทธปุ สสะ พระพุทธวิปัสสี พระพุทธสิขี พระพุทธเวสสภู พระพุทธกกุสันธะ พระพุทธโกนาคม นะ พระพุทธกัสสปะ และพระพุทธโคตมะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้เรื่อง ราวของพระองค์
 หน้าบันแบบจีน พระราชนิยมของรัชกาล ที่ 3
พระพุทธรูปทั้ง 28 พระองค์นี้ เป็นปางมารวิชัย หล่อขึ้นให้มีขนาดเท่าๆ กัน วาง เรียงตั้งลดหลั่นกันลงมาเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมงดงามแปลกตาไม่มีวัดไหนในประเทศไทย และวัดไหนในโลกจะมีเหมือน และถ้าอยากจะรู้ว่าองค์ไหนเป็นองค์ไหนก็ดูได้จากตัว อักษรจารึกพระนามอยู่ที่ฐานพระพุทธรูปแต่ละองค์ แต่จะไปชะเง้อชะแง้หรือปีนป่าย ดูก็ใช่ที่ เอาเป็นว่าฉันจะบอกให้ว่าองค์ที่อยู่ด้านบนสุดนั้นคือพระพุทธเจ้า องค์แรก หรือพระพุทธตัณหังกร ส่วนองค์ที่อยู่ด้านหน้าสุดของแถวล่างก็คือ พระ พุทธโคตมะ หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนั่น เอง
และด้วยความที่วัดแห่งนี้เป็นเพียงแห่งเดียวที่มีพระ ประธาน 28 พระองค์ ที่วัดนี้จึงมีบทสวดมนต์พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งเป็นบท สวดมนต์เฉพาะของวัดอัปสรสวรรค์ ซึ่งจะใช้สวดทุกครั้งที่ทำวัตรเช้าเย็น และจะ เพิ่มบทสวดนี้เป็นกรณีพิเศษด้วยในการสวดมนต์ในพิธีการ ต่างๆ
 ไตรเก่าแก่ ต้นแบบหอเขียนของ พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด
ด้วยความพิเศษที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเช่นนี้ พระพุทธรูป ประธาน 28 องค์ ในพระอุโบสถวัดอัปสรสวรรค์จึงถูกยกย่องให้เป็น อันซีน บางกอก ไปด้วยประการ ฉะนี้
ส่วนที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระ อุโบสถนั้นก็คือพระวิหาร เป็นศิลปะแบบจีนเช่นเดียวกัน ภายในมี พระพุทธรูปอยู่สององค์ เป็นพระปางมารวิชัยทั้งสององค์ และในภายหลังได้มีผู้ มาสร้างรูปหล่อนางสุชาดา กำลังถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธเจ้า ด้วย
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของพระวิหารวัดอัปสรสวรรค์ก็ คือภาพทวารบาลที่ประตูวิหาร ซึ่งเขียนลงรักปิดทองเป็นรูปนางฟ้ากำลังเพลิดเพลิน อยู่ในสระบัว ดูอ่อนช้อยงดงามสมกับชื่อวัดอัปสรสวรรค์ ต่างจากวัดอื่นๆ ที่มักทำ เป็นรูปเทวดาหรือทหารที่ดูขึงขังมากกว่า
 พระมณฑป ภายในมีพระพุทธรูปปางฉัน สมอ
และระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารนั้น เป็นที่ตั้งของพระมณฑปสีขาวองค์ไม่ใหญ่ นัก แต่ภายในนั้นเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางฉันสมอ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวว่า ได้มาจากเวียงจันท์ ซึ่งอัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ พร้อมๆ กับพระบรมธาตุ พระบาง และพระแซก คำ
พระพุทธรูปปางฉันสมอนี้ปางคนอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก ฉันจึงอยาก ขออธิบายถึงที่มาหน่อยหนึ่งว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุข หรือตรัสรู้ ได้ 7 สัปดาห์แล้ว ยังไม่ได้เสวยพระกระยาหารเลย ท้าวสักกอมรินทราธิราชจึงได้นำ ผลสมอ หรือลูกสมอซึ่งเป็นทิพย์โอสถไปถวาย พระพุทธจริยาที่เสวยผลสมอนั้นจึงถูกนำ มาสร้างเป็นพระพุทธรูปปางฉันสมอนั่นเอง
 ทวารบาลนางฟ้าอ่อนช้อยงด งาม
แต่พระพุทธรูปปางฉันสมอในพระมณฑปนี้ เจ้าอาวาสได้อัญเชิญไปเก็บรักษาไว้บนกุฏิ และได้นำองค์จำลองมาประดิษฐานไว้แทนเพื่อความ ปลอดภัย
จากนั้นฉันเดินข้ามถนนสายเล็กๆ ภายในวัดมาหยุดยืนอยู่ ที่หน้าหอไตรเก่าแก่กลางน้ำของวัด หอไตรแห่งนี้สร้างอยู่กลาง สระน้ำเพื่อป้องกันมอดปลวกจะมากัดแทะหนังสือเสียหาย พูดถึงลวดลายของหอไตรแห่ง นี้แล้วก็สวยงามมากทีเดียว ฝาผนังประดับกระจก ส่วนบานประตูและหน้าต่างก็เขียน ด้วยลายรดน้ำ แม้จะดูเก่าแก่ไปมากแต่ก็ยังคงความสวยงามให้เห็น โดยหอไตรนี้ยัง เป็นต้นแบบของ หอเขียน ที่จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผัก กาดอีก ด้วย
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2550 15:56 น.
***********************************************************
|
|
*** 50 สุดยอดแหล่งเที่ยวในจีนที่ต่างชาติไม่ควรพลาด ***
|
|
ไชน่านิวส์ 14/04/06 เมื่อเร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของจีน 31 ฉบับร่วมกันเปิดเผยรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติควรเดินทางไปเยี่ยมชม หลังจากที่มีการคัดสรรโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ อาทิ พระราชวังต้องห้ามหรือ กู้กง ในกรุงปักกิ่ง ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ที่ทิเบต เกาะฮ่องกง ทะเลสาบยื่อเยี่ยว์ถันที่ไต้หวัน ฯลฯ จนในที่สุดก็คัดเลือกมาได้สุดยอดถิ่นน่าเที่ยวของจีนทั้งสิ้น 50 แห่ง ซึ่งหลายที่ยังเป็นแหล่งมรดกโลกของจีนด้วย
(เต็มอิ่มกับบางส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวในจีนทางแกลอรี่ภาพด้านล่าง)
โดยนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นที่กล่าวมาข้างต้น 4 แห่งแล้ว ยังมี เทือกเขาหวงซัน, จิ่วหัวซัน, เมืองเก่าซีตี้-หงชุนในมณฑลอันฮุย , กำแพงเมืองจีนด่านปาต๋าหลิ่งของกรุงปักกิ่ง , เกาะกู่ล่าง, สวนธรณีวิทยาไท่หนิงซื่อเจี้ยในมณฑลฝูเจี้ยน , หินสลักม่อเกาคูและเขาคงถงในมณฑลกันซู่ , หอไคผิงของมณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง) , ถนนเก่าหยางซั่วซีเจีย และเมืองเก่าหวงเหยาของมณฑลกว่างซี(กวางสี) , เขตทิวทัศน์ซวงเหอต้งในกุ้ยโจว , เกาะอู๋จือโจวมณฑลไห่หนัน , เขตท่องเที่ยวม่อเหอเป่ยจี๋ชุนในมณฑลเฮยหลงเจียง , เขาเสินอีเจี้ยในมณฑลหูเป่ย , เขาเทียนเหมินซันที่จางเจียเจี้ย , เขาเหิงซันมณฑลหูหนัน
เขตท่องเที่ยวในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน อาทิ ทะเลทรายปาตันจี๋หลิน , เขาอาเอ่อซัน ในมณฑลเจียงซู เช่น เขตทิวทัศน์ฮวากั่วซัน , เมืองน้ำโจวจวง นอกจากนี้ยังมีเขาหลูซัน , เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นในมณฑลเจียงซี , ทะเลสาบชิงไห่ในมณฑลชิงไห่ , สุสานจักรพรรดิจิ๋นซีและหุ่นทหาร , เขาหัวซัน , พิพิธภัณฑ์เสาหินสลักอักษรจีน , สระน้ำชิงหัวฉื่อในซีอัน มณฑลส่านซี , เขาไท่ซัน แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของมณฑลซันตง , เมืองเก่าจูเจียเจี่ยวในเซี่ยงไฮ้ และเมืองเก่าผิงเหยาในมณฑลซันซี , เขตทิวทัศน์ผู่ถัวในเจ้อเจียง , แหล่งโบราณสถานซันซิงตุยและจิ่วไจ้โกวอันเลื่องชื่อของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ก็ติดอันดับเช่นกัน
หันมาดูดินแดนเร้นลับของทิเบตทางฝั่งตะวันตกและทะเลทรายทางตอนเหนืออันแสนกันดารของประเทศจีน ได้แก่ ทะเลสาบน่ามู่ฉั้วของทิเบต , คาน่าซือ , เมืองชายแดนจีน-ปากีสถานเค่อสือ ในซินเจียง(ซินเกียง) ทางตอนใต้อาทิ หุบเขาปั่นน่าเหยี่ยเซี่ยง , ยอดเขาหิมะเหมยหลี่ , สวนธรณีวิทยาสือหลินในคุนหมิง ของมณฑลหยุนหนัน(ยูนนาน) ฯลฯ
ทั้งนี้ รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับคัดเลือกมานี้เป็นความร่วมแรงร่วมใจของตัวแทนจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเขตและเมืองต่างๆทั้ง 31 เขตรวม 31 ฉบับจัดทำขึ้น ใช้เวลาในการพิจารณา 100 วัน โดยใช้วิธีช่วยกันเสนอชื่อขึ้นมาและจัดให้ประชาชนลงคะแนนผ่านทางอินเทอร์เน็ต ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ และทางหนังสือพิมพ์
ในขั้นตอนสุดท้ายมีคณะกรรมการซึ่งเป็นกลุ่มคณะผู้แทนจากสถานทูตประเทศต่างๆประจำประเทศจีน พิจารณาให้คะแนนและตัดสินอีกครั้ง จากสถานสำคัญเกือบ 200 แห่งทั่วประเทศ ในที่สุดก็คัดเลือกออกมาเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยงต่างชาติ 50 แห่งนี้
หลังจากที่มีการประกาศผลรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 50 แห่ง ณ มหาศาลาประชาคม ในกรุงปักกิ่ง ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ประชาชนที่มารอฟังผลต่างรู้สึกเสียดายที่วังโปตะลาของทิเบต ทะเลสาบซีหูในหังโจว และเมืองเก่าลี่เจียงซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกของมณฑลหยุนหนันกลับหลุดโผ รวมไปถึงทะเลสาบหลูกูหูของซื่อชวนและดินแดนเชียงกรีล่าอันงดงามเลื่องชื่อก็ไม่ติดอยู่ใน 50 อันดับเช่นกัน จึงสร้างความประหลาดใจให้กับประชาชน เนื่องจากสถานที่เหล่านี้ล้วนได้ชื่อว่าเป็นหน้าตาของการท่องเที่ยวจีนมาตลอด
ด้านฝ่ายผู้จัดไม่ได้ส่งตัวแทนออกมาชี้แจงโดยตรงต่อประเด็นสงสัยดังกล่าว เพียงแต่แถลงว่า การจัดทำรายชื่อชุดนี้เพื่อเป็นคู่มือประกอบการพิจารณาให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางเข้ามาในจีน ตามแผนผลักดันการท่องเที่ยวจีนออกสู่ตลาดสากล หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตได้มีการนำประกาศนียบัตรไปมอบให้กับสถานที่ต่างๆทั้ง 50 แห่งเพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อไป .
 เกาะอู๋จือโจว |
 เมืองชายแดนเค่อสือ |
 เป่ยจี๋ชุน |
 เมืองเก่าหวงเหยา |
 ยอดเขาหิมะเหมยหลี่ |
 เขาเหิงซัน |
 เมืองเก่าจูเจียเจี่ยวในเซี่ยงไฮ้ |
 พิพิธภัณฑ์ซันซิงตุย |
 รูปสลักที่ม่อเกาคู ตุนหวง |
 ทะเลสาบน่ามู่ฉั้ว |
 ปันน่าเหยี่ยเซี่ยง ในยูนนาน |
 สวนสือหลินในคุนหมิง |
 รูปปั้นที่สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ซีอัน |
 หยางซั่วซีเจีย |

|
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
***********************************************************
|
|