*** อย่ายอมแพ้ ***

ที่มา: ฟอร์เวิร์ดเมล์ 3 ตุลาคม 2551

***********************************************************



*** เพื่อน ***

ที่มา: ฟอร์เวิร์ดเมล์ 19 กันยานยน 2551

***********************************************************



*** 'ลีเมียงบัค' : จากเด็กยากจนสู่ ปธน.โสมขาว ***

เอเอฟพี - ลีเมียงบัค ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเรื่องราวการไต่เต้าจากผ้าขี้ริ้วสู่ทอง จากเด็กเร่ขายอาหารตามท้องถนน คนเก็บขยะ สู่ตำแหน่งซีอีโอของบริษัทฮุนได นายกเทศมนตรีกรุงโซล และผู้นำแดนโสมขาว

ในประเทศที่ถอยเข้าสู่ภาวะยากจนอย่างแสนสาหัส ภายหลังเกิดสงครามเกาหลี ระหว่างปี1950 - 1953 นั้น ลีไม่เพียงแต่เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่มีพื้นเพเป็นคนยากจนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำคนแรกที่มีภูมิหลังมาจากภาคธุรกิจ

ลีเกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี1941ที่เมืองโอซากา ญี่ปุ่น โดยพ่อแม่ลีอพยพไปอยู่ที่เมืองนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ครอบครัวของลีย้ายกลับมาอยู่ที่เกาหลี ไม่นานหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่2 เมื่อปี1945 และยุติการยึดครองคาบสมุทรเกาหลี

ลีระลึกความหลังสมัยวัยเด็กว่า ตนมีชีวิตที่ยากจนแสนสาหัส ดังเช่น ต้องช่วยแม่ขายอาหารและไม้ขีดไฟ ตามท้องถนน

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ลีก็เข้าสู่กรุงโซล พยายามเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยทำงานเป็นกรรมกรเก็บขยะในช่วงกลางวัน และใช้เวลาช่วงกลางคืนอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์

ลีจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกาหลีใต้ เมื่อปี1965 อย่างไรก็ดี ลีก็พบว่าตนเองหางานทำได้ยาก เนื่องจากในปี1964 ลีถูกตัดสินจำคุก ฐานร่วมประท้วงต่อต้านการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่น

ลีได้ร้องทุกข์โดยตรงต่อทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากนั้นลีได้พูดคุยกับผู้ช่วยคนหนึ่งของประธานาธิบดี แล้วก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง

ต่อมา ในปี1965 ลีเริ่มงานที่บริษัทฮุนได วิศวกรรมและการก่อสร้าง และสามารถขึ้นเป็นซีอีโอของบริษัทแห่งนี้ ภายในเวลาเพียง 12 ปี

ลีออกจากบริษัทฮุนไดในปี1992 แล้วลงเล่นการเมือง อย่างไรก็ดี ในปี1998 ลีได้ลาออกจากตำแหน่งส.ส. หลังถูกแฉว่าใช้งบประมาณหาเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

หลังจากนั้น ในปี2002 ลีกลับเข้าสู่สังเวียนการเมืองอีกครั้ง โดยได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซล ลีดำเนินแนวทางตามที่เคยใช้ในช่วงบริหารบริษัทฮุนได จนได้รับสมญานามว่า "บุลโดเซอร์" ลีผลักดันโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนสนับสนุนอย่างมาก ปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณลำธารที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซล

ลีลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในนามพรรคแกรนด์แนชั่นนัลปาร์ตี้ ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษ์นิยม ลีเป็นผู้สมัครที่ร่ำรวยที่สุดที่สนามเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัพย์สินที่แจ้งต่อทางการ 35,3000 ล้านวอน (ราว 38 ล้านดอลลาร์)

ลีถูกคู่แข่งทางการเมืองกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาที่ว่าว่าที่ผู้นำโสมขาวผู้นี้พัวพันกับคดีปั่นหุ้น เมื่อปี2001 อย่างไรก็ดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา(21) อัยการพิเศษชี้ขาดว่า ลีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ลีเน้นย้ำว่า "แนวทางปฏิบัตินิยมเชิงสร้างสรรค์" จะเป็นจุดเด่นของรัฐบาลของเขา ทั้งนี้ ลีแทบจะไม่เน้นจุดยืนทางอุดมการณ์อันแข็งแกร่ง เหมือนดังที่อดีตประธานาธิบดีที่มีแนวทางเสรีนิยม ซึ่งก็คือ โนห์มูเฮียน และคิมแดจุง ยึดถือ

ลีหาเสียงโดยชูนโยบาย "747" มุ่งเป้าทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7% เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร ไปอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์ ในขณะเดียวกันก็วางรากฐานทำให้เกาหลีใต้เปลี่ยนไปสู่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ7ของโลก ภายใน 10 ปี

สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือนั้น ลีให้คำมั่นว่า จะให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ต่อเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลโสมแดงปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551

***********************************************************



*** ตร.ญี่ปุ่นยกย่อง “ซูเปอร์ตูบ” ช่วยชีวิตชายชรารอดตายหวุดหวิด ***

เอเอฟพี – ตำรวจญี่ปุ่นมอบประกาศนียบัตรเพื่อเป็นการยกย่องคุณงามความดีของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์เพศเมียตัวหนึ่ง หลังจากได้ช่วยชีวิตชายชราซึ่งล้มลง และนอนไม่ได้สติอยู่ที่คูน้ำท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งนับเป็นวีรกรรมในการช่วยชีวิตคนเป็นครั้งที่ 2 ของเจ้าตูบตัวดังกล่าว

ตำรวจเมืองอิวาเดะนายหนึ่ง กล่าวว่า ดอร์ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์สีดำ วัย 3 ปี ได้เห่าบอกโคอิชิ วาดะ เจ้าของของมัน ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองอิวาเดะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนที่จะเดินนำวาดะไปที่คูน้ำแห่งหนึ่ง และพบชายชรา วัย 86 ปีคนหนึ่งนอนหงายหน้าอยู่ที่คูน้ำดังกล่าว

“เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างมาก และเป็นช่วงเวลาที่ใกล้จะมืดแล้ว ชายชราคนดังกล่าวอาจหนาวตายได้หากดอร์ไม่ได้กลิ่นของเขา และเห่าบอกเจ้านายของมัน” ตำรวจคนเดิมกล่าว

อย่างไรก็ตามถือเป็นโชคดีของชายชรา เพราะเมื่อวาดะโบกมือเรียกรถที่ผ่านไปมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ปรากฎว่าคนขับที่จอดรถลงมาช่วยวาดะยังเป็นหมอ ซึ่งได้พาชายชราไปที่คลินิกของเขา ก่อนที่จะทำแผลที่ศีรษะและมือให้กับชายชราคนดังกล่าว

ขณะที่ตำรวจได้มอบประกาศนียบัตรยกย่องคุณงามความดีของดอร์ให้กับเจ้านายของมัน ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดอร์สามารถช่วยชีวิตคนไว้ได้ เพราะเมื่อปีที่แล้วมันเคยช่วยชีวิตคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยดอร์ได้เห่าเรียกเจ้านายของมันให้ไปดูรถยนต์คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ใต้สะพาน ก่อนที่วาดะจะโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้มาช่วยชีวิตชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งกำลังคิดจะฆ่าตัวตายได้อย่างทันท่วงที

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2551

***********************************************************



*** ชีวิตยิงกว่านิยาย! 40ปีพ่อลูกพบกัน ***

เมื่อ 22 ม.ค. เอเอฟพีรายงานข่าวชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายจากกรุงไทเป เกาะไต้หวัน ว่า สองพ่อลูกที่พลัดพรากกันนาน 40 ปีเต็ม มีโอกาสพบหน้ากลับมา กลายเป็นครอบครัวเดียวกันราวปาฏิหาริย์ ภายหลังจากลูกสาวข้ามน้ำข้ามทะเลจากเวียดนาม มาทำงานเป็นแม่บ้านในไต้หวันเพื่อตามหาพ่อและอยู่ในบ้านเดียวกันถึง 7 เดือนโดยไม่รู้ว่านายจ้างคือพ่อแท้ๆ ของตน ล่าสุด สองพ่อลูกตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างจัดทำเอกสารรับรองการเป็นพ่อลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สื่อไต้หวันประโคมข่าวว่า นางตรัน ทิคาม สตรีชาวเวียดนาม วัย 40 ปี ใฝ่ฝันอยากออกเดินทางตามหาพ่อที่แท้จริง ต่อมาในเดือนมิ.ย.2547 เมื่อเห็นว่าลูกโตหมดแล้ว จึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานเป็นแม่บ้านในไต้หวันเพื่อหาโอกาสตามหาพ่อ โดยแม่ทิ้งแหวนและภาพถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของพ่อเอาไว้ให้ดูต่างหน้า โดยบ้านแรกที่บริษัทจัดหางานส่งนางตรันไปทำงาน คือบ้านของนายไท่ ฮันจ้าว วัย 77 ปีในกรุงไทเป

นางตรันทำหน้าที่ดูแลภรรยาของนายไท่ ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตและเสียชีวิตอีก 7 เดือนต่อมา ตลอดเวลาที่อยู่ในบ้านหลังนี้ นางตรันไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วนายไท่เป็นพ่อบังเกิดเกล้า จากนั้นทางบริษัทย้ายนาง ตรันไปทำงานเป็นแม่บ้านให้อีกครอบครัวบนเกาะจิน เหมิน กระทั่งช่วงปลายปี 2550 นางตรันไปแจ้งความขอให้ตำรวจช่วยหาแหวนกับภาพถ่ายบิดาที่ทำหายไป ตำรวจจึงติดต่อกลับไปที่นายไท่เพื่อขอให้ช่วยตรวจดูภายในบ้านว่ามีทรัพย์สินนางตรันหลงลืมไว้หรือไม่

ตำรวจเปิดเผยว่า เมื่อนายไท่หาของดังกล่าวพบก็ต้องตกตะลึง เพราะผู้ชายในภาพคือตนเองสมัยยังหนุ่ม ส่วนแหวนมีชื่อนายไท่สลักไว้ด้านหลังเนื่องจากเป็นแหวนที่มอบให้กับแฟนสาวที่พบรักกันในเกาะฮ่องกงเมื่อปี 2510 แต่ต้องพรากจากกันเพราะฝ่ายหญิงต้องกลับเวียดนามไปดูแลครอบครัวกะทันหัน และทั้งสองคนก็ขาดการติดต่อจากกันเพราะเกิดสงครามเวียดนาม นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานายไท่ไม่รู้เลยว่าแฟนท้องและเสียชีวิตหลังจากคลอดนางตรัน

ที่มา: ข่าวสด 23 ธันวาคม 2550

***********************************************************



*** หนูน้อยยอดกตัญญูโดด บังกระสุนให้แม่ ***

เอพีรายงานวันที่ 18 ธ.ค. ว่า ชาวอเมริกันพากัน ยกย่องหนูน้อยวัย 7 ขวบ ด.ญ.อเล็กซิส ฮอกกินส์ เป็นเด็กยอดกตัญญู หลังกระโดดเอา ตัวบังกระสุนให้แม่รอดตายจากมือปืน จนตัวเองโดนกระสุนแทนถึงขั้นตาบ อด

เหตุเกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่เมืองดิทรอยต์ รัฐ มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่มือปืนเตรียมลั่นไก หนูน้อยกระโดดจากเก้าอี้ด้าน หลังรถโฟรวิลส์เอาตัวบังแม่ไว้ พร้อมตะโกนว่า "อย่าทำร้ายแม่หนู" ขณะที่ กระสุน 6 นัดจากปืน 9 มม.ของคนร้ายพุ่งเข้าใส่เด็ก นัดหนึ่งถูกที่ลูกตาข้างขวา และ 2 นัดทะลุเข้าถึงตัวแม่เด็ก

หนูน้อยเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการสาหัส สูญเสียตาข้างดังกล่าว และผ่านการ ผ่าตัดมาแล้ว 3 ครั้ง ขณะที่เพื่อนๆ ร่วมชั้นและชาวบ้านต่างพากันสงสารสองแม่ลูก ที่พบชะตากรรมในครั้งนี้

นางเซไลเธีย ปาร์กเกอร์ วัย 30 ปี แม่ของ เด็ก ที่อาการปลอดภัยแล้วให้สัมภาษณ์เอพี ถึงลูกยอดกตัญญู ว่า "เธอเป็นนางฟ้า ของฉัน ฉันเคยแต่คิดว่า ในฐานะแม่ ฉันจะปกป้องลูก ฉันไม่เคยคิดเลยว่าลูกจะมาปก ป้องฉัน"

สำหรับมือปืนไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นแฟนเก่าของแม่เด็ก มี ชื่อว่า คาลวิน ทิลลี่ อายุ 29 ปีถูกตำรวจจับกุมและตั้งข้อหาเจตนาฆ่าและอื่นๆ หากศาลตัดสินมีความผิดจริง ต้องโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

ที่มา: ข่าวสด 21 ธันวาคม 2550

***********************************************************



*** สายใยผูกพันไม่มีวันขาด คู่แฝด นักสู้ผู้พิชิตความตาย ***

เดลิเมล์ – มีคนเคยพูดว่า สายสัมพันธ์ระหว่างคู่แฝดแน่นแฟ้นมั่นคง แต่ระ หว่างเกเบรียลกับเอียน ความผูกพันของทารกสองคนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหรือสิ่งใด สามารถทำลาย ได้

ขณะตั้งครรภ์ได้สิบสัปดาห์ รีเบ็กกา โจนส์ ที่ปรึกษา ทางการเงินวัย 35 ปีและสามี มาร์ก เซลส์แมนขายรถยนต์วัย 36 ปี ดีใจสุดๆ เมื่อ รู้ว่าทารกในครรภ์เป็นฝาแฝด แต่เมื่อไปสแกนอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 20 หมอบอกข่าว ร้ายว่า ฝาแฝดคนน้องตัวเล็กกว่าพี่ชายครึ่งหนึ่ง โดยที่หมอก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ ชัด แต่ที่แน่ๆ คือเกเบรียลได้รับสารอาหารไม่เพียง พอ

นอกจากนั้น หมอยังบอกว่าหัวใจของเกเบรียลใหญ่กว่าปกติ 3 เท่า และมีแนวโน้มว่าจะหัวใจวายหรือเป็นโรคหลอดเลือดสมองขณะยังอยู่ในท้อง แม่

“หมอบอกว่าถ้าเกเบรียลตาย พี่ชายของแกอาจตายตามไปด้วย เรา เลยต้องตัดสินใจว่าจะยุติชีวิตอันทรมานของแกเพื่อให้เอียนอยู่รอด หรือเอาชีวิต ของลูกทั้งคู่มาเสี่ยง หมอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เกเบรียลจะมีชีวิตรอดหลังคลอด เพราะแกอ่อนแอมาก ดังนั้น จึงควรปล่อยให้แกตายในท้องโดยมีพี่ชายอยู่เคียงข้าง แทนที่จะปล่อยให้ตายตามลำพังหลัง คลอด”

ที่โรงพยาบาลหญิงเบอร์มิงแฮม อังกฤษ ตอนที่รีเบ็กกาท้อง ได้ 25 สัปดาห์ หมอพยายามตัดสายสะดือของเกเบรียล เพื่อตัดอาหารและปล่อยให้ทารก น้อยสิ้นใจในครรภ์ แต่ปรากฏว่าสายสะดือหนาเกินไปจนตัดไม่ ขาด

หมอจนปัญญาและต้องหันมาตัดรกของรีเบ็กกาครึ่งหนึ่งแทนเพื่อ ให้เกเบรียลตาย และเอียนอยู่ รอด

“ฉันคลำท้องตัวเองพลางคิดถึงเกเบรียล ฉันใจจะขาดขณะบอกลา แก”

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น รีเบ็กการู้สึกว่าเกเบรียลดิ้น ผลการส แกนยืนยันว่าหัวใจของทารกน้อยนักสู้ยังเต้นอยู่

“ไม่มีใครเชื่อเลยสัก คน”

เกเบรียลยังไม่ตาย แถมหัวใจเล็กลง แต่น้ำหนักเพิ่มขึ้น หมอ คิดว่าเป็นเพราะรกถูกตัด ทารกสองคนจึงต้องแบ่งอาหารกัน และเกเบรียลสามารถรอด ชีวิตมา ได้

แพทย์ตัดสินใจทำคลอดด้วยการผ่าท้องให้รีเบ็กกาขณะตั้งครรภ์ ได้ 31 สัปดาห์ เอียนคลอดออกมาด้วยน้ำหนัก 3 ปอนด์ 8 ออนซ์ ส่วนเกเบรียล 1 ปอนด์ 15 ออนซ์ ทั้งคู่ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลนานกว่าทารกปกติอื่นๆ แต่หลัง จากกลับบ้าน ฝาแฝดเติบโตแข็งแรง ดี

เจ็ดเดือนผ่านไป เอียนหนัก 15 ปอนด์ และเกเบรียล 12 ปอนด์ 60 ออนซ์

“พวกเขาแข็งแรง กินเก่ง เอียนชอบเล่นเสียงดัง ขณะที่เก เบรียลยิ้มตลอดเวลาเหมือนกับมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่ตรง นี้

“พวกเขาผูกพันกันมาก จะจับมือกันตลอด ถ้าคนหนึ่งร้องไห้ อีกคนจะเข้ามา ปลอบ

“หมอพยายามตัดความผูกพันของพวกแกตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่เก เบรียลและเอียนพิสูจน์แล้วว่าสายใยนั้นไม่มีวันตัด ขาด”

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤศจิกายน 2550

***********************************************************



*** ยอดสุนัขออสซี่สร้างวีรกรรม กระโจนรับพิษงูแทนเจ้าของ ***

เอเอฟพี – สุนัข เลี้ยงแกะยอดกตัญญูกำลังอาการร่อแร่ หลังถูกงูมีพิษขนาดยักษ์กัด ขณะที่เข้าช่วย เหลือเจ้าของจากสัตว์เลื้อยคลานตัวร้าย สื่อท้องถิ่นแดนจิงโจ้ รายงาน

เฟย์ เพลธอร์ป วัย 68 ปี กำลังทำสวนอยู่ในบ้านของเธอ ในโกล์ด โคสต์ เมื่อเธอถูกงูสีน้ำตาลขนาด 2 เมตรจู่ โจม

“มันมองฉัน และฉันก็มองมัน แล้วมันก็ชูคอขึ้นมาในอากาศ ประมาณ 2 ฟุต และฉกฉันถึง 3 ครั้ง ฉันทำได้แค่กรีดร้อง และวิ่งหนี” เธอ กล่าว

ขณะที่ เจ้างูขนาดมหึมาเลื้อยตามเพลธอร์ปข้ามสวนของเธอไป เจ้าสุนัขเลี้ยงแกะ หรือที่รู้จักว่า เคลปี้ ของเธอ 3 ตัวก็กระโจนเข้ามาเพื่อปก ป้องเธอเอา ไว้

เธอยังเล่าว่า เจ้าเทส หนึ่งในน้องหมาของเธองับเจ้างูตัว นั้นไว้ได้ และขว้างมันไปในอากาศ ก่อนที่มันจะเลื้อยหนีไป ได้

ทว่า เจ้าน้องหมายอดกตัญญูกลับถูกกัดเข้าที่หู และยังมี เลือดไหลอยู่ภายใน เมื่อตอนที่เพลธอร์ปพามันไปส่งแผนกฉุกเฉินของคลินิกรักษา สัตว์ เจ้าเทสจึงได้รับเซรุ่มต้านพิษงูเป็นการด่วน โดยสัตวแพทย์ระบุว่างูตัว นั้นมีพิษร้ายแรง มาก

ทั้งนี้ เจ้าเทสยังอยู่ในอาการโคม่าหลังจากวันเกิดเหตุ และ โอกาสรอดก็มีเพียง 50-50 เท่านั้น อย่างไรก็ดีวันนี้ (31)สัตว์เลี้ยงฮีโร่ตัว นี้ก็กระพริบตา แล้ว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 31 ตุลาคม 2550

***********************************************************



*** นกนางแอ่น ***


มีนกนางแอ่นสายพันธ์หนึ่ง เกิดมามีคู่เดียวรักเดียวใจเดียว


ในรุปคู่ของมันโดนรถชนตาย ตัวผู้เลยเข้าไปดูตัวเมียแล้วร่ำไห้ร้องตะโกนหาคนที่ชนคู่ของมัน


แต่ตัวเมียได้ตายเสียแล้ว ตามธรรมชาตินกพันธ์นี้จะไม่ยอมมีคู่อีก และมันจะเปนเช่นนี้ทุกคู่ไป และผลสุดท้ายของความรักของนกคู่นี้คือ


ตัวผู้จะนอนกกศพตัวเมียจนกว่ามันจะหมดแรงขาดใจตายไปในที่สุด ตายตามคนที่รักไป เคยรักแล้วทุ่มเททั้งชีวิตแบบนี้หรือเปล่า ไม่ขอให้เทียบเท่าแค่ขอให้ยาวนาน

ที่มา: foward mail

***********************************************************



*** หญิงจีนใจงาม รับเลี้ยงแม่เฒ่า ชรามานานกว่า 34 ปี ***

ณ ตำบล ทงโจว เรื่องราวของ จางผิ่นเจิ้ง หญิงชาวบ้าน ธรรมดาๆ อายุ 53 ปีรายหนึ่ง ที่แต่งงานออกไปพร้อมๆ กับที่รับเลี้ยงดูหญิงชราที่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆ กับตนเองไปด้วย ได้ถูกกล่าวขวัญและพูดถึง กันในวงกว้าง

ตัดสินใจรับเลี้ยงดู

แม่เฒ่าจิน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2450 อายุค รบ 100 ปีพอดีในปีนี้ ลักษณะหน้าของแม่เฒ่าแสดงว่าเป็นผู้มีบุญ ใบหน้าใหญ่ ใบหู ยาว แต่เนื่องจากผ่านการผ่าตัดรักษาโรคเกี่ยวกับสตรีจึงไม่สามารถมีบุตรได้ ส่วน สามีนั้นเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้หลายปี ดังนั้นจึงเหลือเพียงแม่เฒ่าใช้ชีวิตอยู่ บนโลกนี้เพียงลำพัง ซึ่งตัวแม่เฒ่าเองก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจกับชะตาชีวิตของตน เองไว้แล้ว แต่ใครจะคาดคิดว่า ในวันหนึ่งจะมีเด็กสาวอายุเพียง 19 ปีกล่าวกับนาง ว่า “ต่อไปนี้หนูจะเลี้ยงดูคุณย่าเอง ขอให้คุณย่าคิดเสียว่าหนูเป็นหลานแท้ๆ ก็ แล้ว กัน”

เด็กสาวเจ้าของคำพูดข้างต้นนั้น คือจางผิ่นเจิ้ง เป็นหลาน สาวแท้ๆ ของเจ้าของบ้านที่แม่เฒ่าจินเช่าอยู่ แม้ว่าในเวลานั้นจะอายุเพียง 19 ปี แต่เมื่อเห็นชีวิตของหญิงชราไร้ที่พึ่งรายนี้จึงเกิดความสงสารอย่างจับใจ และ ตัดสินใจที่จะจูงมือของแม่เฒ่าชรา ให้ค่อยๆ ออกเดินไปบนถนนชีวิตด้วยกัน ซึ่ง พริบตาเดียววันเวลาได้เปลี่ยนผ่านไปแล้วถึง 34 ปี

ก่อนแต่งงาน จางผิ่นเจิ้งนั้นจะไปดูแลแม่เฒ่าจิน เกือบทุก วัน นำเอาอาหารและเสื้อผ้าไปให้ ซึ่งในทุกครั้งที่ได้เห็นแม่เฒ่าอายุขนาดนี้ ต้องมาหาบน้ำ จางผิ่นเจิ้งก็รู้สึกสะท้อนใจ เป็นความรู้สึกที่บรรยายออกมาไม่ ถูกว่ามีรสชาติอย่างไร ดังนั้นจางผิ่นเจิ้งจึงหวังว่าหากตนมีโอกาสได้ใช้ชีวิต อยู่กับแม่เฒ่าจิน ได้ดูแลแม่เฒ่าจิน ก็คงจะเป็นการดีไม่น้อย และในปีพ.ศ. 2524 เมื่อเธอแต่งงาน ความหวังอันนี้จึงได้กลายมาเป็นความจริง หญิงใจงามตัดสินใจพา แม่เฒ่าจินมาอาศัยอยู่ร่วมกับเธอในบ้านใหม่ ที่มีความกว้างเพียง 40 ตารางเมตร เท่านั้น

ขอบคุณสามีที่เข้าใจ

จางผิ่นเจิ้งเล่าว่า สามีของเธอเป็นคนจิตใจ ดี มีอาชีพขับรถแท็กซี่ ซึ่งช่วงที่ทั้งสองคบกันนั้น เธออยู่ในช่วงที่ต้องดูแล แม่เฒ่าจินซึ่งกำลังป่วยหนัก ซึ่งจางผิ่นเจิ้งก็ได้บอกให้เขาเข้าใจตั้งแต่ แรกว่าหากจะแต่งงานก็คงจะต้องพาแม่เฒ่าจินไปอยู่ ด้วย

สามีของจางผิ่นเจิ้งเป็นคนเงียบๆ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่ เคยต่อว่าเธอสักคำ แต่ทุกครั้งที่ได้ยินสามีขอร้องด้วยคำพูดเหล่านี้ว่า ”ช่วย ล้างเท้าให้ฉันด้วยได้ไหม” “อยู่กับฉันอีกสักพักได้ไหม” จางผิ่นเจิ้งก็ทราบดี ว่า ตนเองได้ละเลยสามีไปมากเลยที เดียว

ในช่วงของการสัมภาษณ์ สามีของจางผิ่นเจิงเปิดประตูเข้ามา พร้อมกล่องข้าว และผงะเล็กน้อยเมื่อพบเห็นผู้คนมากมายอยู่เต็มห้อง หลังจากนั้น จึงค่อยๆ เปิดกล่องข้าว หยิบหมั่นโถวใบหนึ่งไปวางเบาๆ ไว้บนมือของแม่เฒ่าจิน พร้อมทั้งกลัดกระดุมเสื้อให้ หลังจากนั้นจึงพยักหน้าน้อยๆ ให้ภรรยาแล้วจึงเดิน ออกจากห้องไป “พ่อผมและผมเป็นพวกกลัวกล้อง แต่อย่างไรเราก็ถือว่าแม่เฒ่าจินเป็น คนในครอบครัวของเราอยู่แล้ว” บุตรชายของจางผิ่นเจิ้งกล่าว

หญิงใจงามย้ำ เกิดเป็นคนต้องมี สัจจะ

ทุกวันนี้ถ้าวันไหนแม่เฒ่าจินไม่เห็น หน้าจางผิ่นเจิ้งก็จะไม่ยอมพูดจาไปทั้งวัน บางวันถึงขนาดร้องไห้ออก มา

จางผิ่นเจิ้งกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เกิดเป็นคนต้อง มีสัจจะ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะดูแลแม่เฒ่าก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด และตั้งใจ ว่าจะดูแลแกไปจนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายของ ชีวิต”

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 14 เมษายน 2550

***********************************************************



*** บทพิสูจน์สายใยรัก “พ่อแม่ลูก” ไม่ได้มีแค่กับคนเท่านั้น ***

เดลิเมล์ - สาย สัมพันธ์อันเปี่ยมด้วยพลังระหว่างแม่และลูกไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของมนุษย์เท่า นั้น ตามที่ภาพน่าตื่นตาจากโลกของธรรมชาติเหล่านี้ได้แสดงให้เราได้ดู จากหมี แพนด้า หมีขั้วโลก หมีสีน้ำตาล เสือ นก หรือแม้แต่ลิง การดูแล เอาใจใส่ ความอด ทนจึงเป็นคำที่สามารถอธิบายได้ถึงบางสิ่งที่ “มนุษย์” อย่างพวกเรารู้สึกต่อ เด็กๆ ของเราได้อย่างดี


ใกล้ถึงยังฮะแม่? พวกผมหิวแล้ว นะ


แม่ฮะ ปล่อยผมที ผมอยากไปเล่นกับ เพื่อนแล้ว


ลูกของเราโตขึ้นเยอะเลยเน อะ


หน่อไม้อีกแล้วเหรอฮะแม่ ผมเบื่อ จัง


มากับแม่ปลอดภัยที่ สุด


อุ่นไอรัก แม่

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์ 12 เมษายน 2550

***********************************************************



*** คนที่เคยล้มเหลว ***

ชายคน หนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอน อายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้า
ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา"
ชายคน นั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเส ธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
ชายคนนั้น...ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคน นั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคน นั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสมใจ
ชายคน นั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคน นั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"
ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้ง ที่สอง

ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้ บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ต
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ ว่า
"เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะ หมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่ง ตำนาน

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีม โรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น... ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดใน โลก

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความ สามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชาย คนนั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคน นั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

ชายคน หนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชาย คนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคน นั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท่านั้น
ชายคนนั้น...เคย สอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลย
แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"

หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้กับ บริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัท
บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
"เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงาน เสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีนมอนโร"

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น... ยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจ โคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์ รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ
ชายคน นั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะ
อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของ โลก

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัว กับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้า คอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบันคือ ผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม
"บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐีอันดับ หนึ่งของโลก

ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้าน เหรียญ

***********************************************************



*** จดหมายจาก “ พ่อ”. . . ถึง “ลูกชาย” ที่ รัก ***

ลูก รัก . . .

ในวันที่ลูกเห็นพ่อแก่ตัวลง และความเจ็บป่วยเริ่มย่างกายเข้ามาหา
ได้โปรดเข้าใจสังขารของพ่อด้วยนะลูกรัก

ถ้าพ่อกินเลอะเทอะ หรือกินหก
และไม่สามารถลุกขึ้นมาแต่งตัว เองได้เวลาป่วยไข้ ก็โปรดเข้าใจพ่อนะ . . .
ถึงแม้เมื่อก่อนพ่อจะเป็นคนพล่ำสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกก็ตาม

จำได้ไหม... ลูกรัก เมื่อก่อนพ่อมักพูด ประโยคเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
แต่ลูกก็ไม่เคยพูดขัดคอพ่อ ลูกได้แต่นั่งฟังพ่อพูดตาแป๋ว . . .
ตกค่ำพ่ออ่านนิทานกล่อมลูกเรื่องเดิม ๆ
ให้ลูกฟังแล้วฟังอีก จนลูกของพ่อหลับสนิท

หากพ่อไม่ต้องการอาบน้ำ ก็อย่าคิดตำหนิพ่อเลยนะลูก ...จำได้ไหมว่า
พ่อต้องวิ่งไล่จับลูกกี่ครั้งกี่หนเพื่อตามตัวลูกมาอาบน้ำ
พร้อมทั้งนั่งฟังขอแก้ตัวสารพัดในการไม่อาบน้ำ แต่!
พ่อคนนี้ก็มีวิธีทำให้ลูกของพ่อต้องเดินไปอาบน้ำแต่โดยดี

ลูกรัก... หากลูกเห็นพ่อไม่เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ
ได้โปรดอย่ามองพ่อด้วยสายตา และรอยยิ้มที่ดูเยาะเย้ยพ่อคนนี้เลย . . .
ขอเวลาให้พ่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในยุคของลูกบ้าง
พ่อสอนสิ่ง ต่าง ๆ มากมายให้ลูก
ทั้งเรื่องการกินดีอยู่ดีและการมีชีวิตที่สุขสบาย

ในบางช่วงขณะ ที่พ่อต้องสูญเสียความทรงจำ
หรือไม่สามารถปะติปะต่อเรื่องราวเวลาเราสนทนากันได้
ให้เวลาพ่อหน่อย . . .
พ่อจำเป็นต้องใช้เวลาในการทบทวนความจำ
และถ้าพ่อทำไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อเพ้อเจ้อ
หรือมีปัญหาทางประสาท และที่สำคัญ
ถึงพ่อไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดให้ลูกฟังได้
แต่พ่อก็เชื่อว่าลูกจะฟังในสิ่งที่พ่อพูดนะ

ถ้าพ่อยังไม่ต้องการกิน ลูกอย่าบังคับพ่อนะ
พ่อรู้ว่าพ่อหิวและต้องกินเมื่อไหร่

เมื่อขาของพ่ออ่อนล้า อย่าปล่อยให้พ่อเดินลำพัง
ขอมือลูกจูงพ่อไป
เหมือนเมื่อครั้งที่พ่อจูงมือลูกเดินก้าวแรกในชีวิตของลูก

ถ้าวันหนึ่ง พ่อบอกว่า พ่อต้องการตาย! ได้โปรดอย่าโกรธพ่อ
เพราะ ไม่ได้หมายความว่า พ่อไม่ต้องการมีชีวิตอยู่
แต่....วันหนึ่งลูกจะเข้าใจสิ่งที่พ่อพูด เข้าใจพ่อนะ
เพราะพ่อก็พยายามเข้าใจว่า ไม่มีใครที่จะมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้า ทุกคนต้องตาย

สักวันหนึ่ง ลูกจะเข้าใจพ่อ ทุก ๆ สิ่งที่พ่อทำ
ทุกย่างก้าวที่ลูกเดิน พ่อพยายามเตรียมสิ่งดี ๆ ไว้รอลูกเสมอ

ลูกรัก... อย่ารู้สึกแย่ หรือโกรธพ่อ พ่อยังอยู่ข้าง ๆ ลูก
ลูกก็ต้องอยู่ใกล้ ๆพ่อ พยายามเข้าใจพ่อ และช่วยพ่อ
เหมือนเมื่อครั้งที่พ่อช่วยหนูให้ยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้

ช่วยพ่อเดิน ช่วยพ่อจนวินาทีสุดท้ายของเส้นทางเดินด้วยความรักและความอดทน
พ่อจะจ่ายค่าตอบแทนให้ลูกเป็นรอยยิ้มและความรักที่ยิ่งใหญ่
พ่อจะอยู่กับลูกตลอดไป

พ่อรัก ลูก . . . จาก พ่อ

***********************************************************



*** Rich & Poor ***

มหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่งสุดแสนจะภูมิใจที่ลูกชายวัยห้าขวบของเขากำลังจะได้
เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น
จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนใน โรงเรียนนี้ได้

โดยส่วนตัวของเขาเองก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลกควบคู่ไปกับ
การสอนทฤษฏีในโรงเรียน

ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียวไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง ”ความยากจนนั้น”
เพราะเขามีความเชื่อว่าลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพาลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมามหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า
ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า

เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา และพักแรมที่นั่น
ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า....ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับประทานสามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆบริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร

เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขาต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขาขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า.....จริงๆแล้ว.......เรายากจนกว่าชาวนามาก

***********************************************************



*** ชีวิตคนเรา ***

ในวันแรกที่พระเจ้าสร้างโลก
พระเจ้าได้สร้างวัวขึ้นคู่หนึ่งและบอกกับวัวว่า

'วันนี้เราได้สร้างเจ้าขึ้นในฐานะของวัว
เพื่อทำงานหนักกลางทุ่งนา
.....

ท่ามกลางแสงแดดจ้าทั้งวัน
แล้วเราจะให้เจ้ามีชีวิตยืนยาว 50 ปี วัวย้อนกลับว่า ....
'ชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ จะให้มีอายุยาวถึง
50ปีน่ะหรือ ....
ฮึ... เมินเสียเถอะ ขอแค่มีอายุเพียง 20 ปี ก็พอแล้วล่ะ
เอาคืนไปเลย 30 ถ้าได้ก็โอเค
และพระเจ้าตอบตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างสุนัขขึ้น และบอกกับมันว่า
เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของสุนัข หน้าที่ของเจ้าคือ
นั่งอยู่ที่ประตูบ้านและเห่าเมื่อมีคนเข้ามา
แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืนถึง 20 ปี
สุนัขได้ฟัง ก็พูดขึ้นว่า
'นั่งเฝ้าหน้าประตูบ้าน 20 ปี
ช่างเป็นชีวิตที่น่าเบื่ออะไรเช่นนี้ ขอคืนชีวิต 10
ปีก็แล้วกัน
พระเจ้าตอบตกลง

วันต่อมา พระเจ้าสร้างลิงขึ้น และบอกกับลิงว่า
'เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะของลิง หน้าที่ของเจ้าคือ
สร้างความสนุกสนาน
และใช้เล่ห์เหลี่ยมของลิงหลอกล่อคนให้หัวเราะ
แล้วเราจะให้เจ้ามีอายุยืน 20 ปี'
ลิงได้ฟังจึงตอบว่า
'อะไรนะ..ทำให้คนหัวเราะ ทำหน้าลิง
และเล่ห์กลต่างๆ ตั้ง 20 ปีนะเหรอ?
ไม่เอาด้วยหรอก ขอคืนชีวิตไป 10 ปี เหลือแค่ 10 ปีก็แล้วกัน
พระเจ้าตอบตกลง
วันต่อมา พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้น
และบอกว่า
เราสร้างเจ้าขึ้นในฐานะที่เป็นมนุษย์
หน้าที่ของเจ้าคือ กิน นอน เที่ยว เล่นสนุกสนาน
โดยไม่ต้องทำงานใดๆ เราจะให้เจ้ามีชีวิต 20 ปีนะ
มนุษย์ได้ฟังก็ต่อร้องว่า ชีวิตที่สบายเช่นนี้

แล้วท่านจะให้เรามีชีวิตแค่
20 ปีนะเหรอ
เอาอย่างนี้ดีกว่านะ
เราขอชีวิตที่วัวคืนชีวิตให้ท่าน 30 ปี สุนัข 10 ปี
และลิง 10 ปี มาเป็นของเรา
เพื่อให้เรามีอายุยืนถึง 70 ปี ตกลงไหม?'
พระเจ้าตอบตกลง
นั่นแหล่ะเป็นเหตุผลที่ว่า
ทำไมชีวิตของเราในช่วง 20
ปีแรกจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
กิน นอน เล่น และไม่ต้องทำอะไรมากมาย
30 ปี ต่อมา ต้องทำงานหนักทั้งวัน เพื่อสร้างครอบครัว
10 ปี ต่อมา เกษียณอยู่ที่บ้าน เฝ้าหน้าบ้าน
และตะคอกคนที่ผ่านไปมา
10 ปีต่อมาเป็นปู่/ย่า ที่ต้องทำหน้าลิง
และเล่ห์กลต่างๆเพื่อหลอกล่อหลาน!!

***********************************************************



*** แม่ ***

แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชาย เหลือเกิน ...

สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน ...

ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม ...

ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ... ไม่ถาม... ไม่ว่าอะไร...

ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก

ไกลมากแล้ว.....ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป ...

... ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า ...

"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง..."

***********************************************************



*** ความแตกต่าง ***

SHOPPING MATH

A man will pay $2 for a $1 item he needs.
ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ
A woman will pay $1 for a $2 item that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิง จ่าย 1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้องการ

GENERAL EQUATIONS & STATISTICS

A woman worries about the future until she gets a husband.
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะมีสามี
A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเลยเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา

A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้
A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน

HAPPINESS

To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนนึง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้าน้อย
To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนนึง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรในตัวเธอทั้งสิ้น

LONGEVITY

Married men live longer than single men do, but married men are a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่

PROPENSITY TO CHANGE

A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't.
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายคนนึงและหวังเค้าจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่เค้าไม่เคยเปลี่ยน
man marries a woman expecting that she won't change, and she does.
ส่วน ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงและหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เปลี่ยน

DISCUSSION TECHNIQUE

A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียงกัน
Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียงครั้งใหม่

***********************************************************



*** รักยิ่งใหญ่จากใจแม่ แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย ***

เนื่องจากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้หวงเสี่ยว์จวินต้องให้ซีสุ่ยอิงผู้เป็นแม่ แบกขึ้นหลังไปโรงเรียนมากว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ด้วยคะแนนสอบ 587 คะแนนในแผนวิทย์ ส่งผลได้เสี่ยว์จวิน ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียงให้เข้ารายงานตัวเป็นนักศึกษา แม่ของเขากล่าวอย่างภาคภูมิว่าจะแบกลูกชายคนนี้ไปเรียนจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน

คำถามหนึ่งที่หลายคนอยากจะถามซีสุ่ยอิง คือ แรงผลักดันดันใดกันที่ทำให้แม่คนหนึ่งยินยอมพร้อมใจมาเป็นเท้าทั้งสองข้างของลูกชาย ซึ่งต้องเดินทางจากถนนเล็กๆ บนภูเขาซึ่งเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมจนกระทั่งขึ้นมาสู่ตึกใหญ่ในเมืองทีละชั้น ละชั้น เป็นอย่างนี้มากว่า 10 ปี

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอน

ซีสุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้นก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่ายทว่าหนักแน่นว่า“ฉันดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”

หลังจากนั้น ซีสุ่ยอิง ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันยากลำบากที่ต้องฝ่าฟันของเธอกับลูกชายคนเดียวว่า “ตอนนั้น คนในหมู่บ้านพากันเตือนฉันว่า ลูกชายพิการถึงขนาดนี้แล้ว เอาไปทิ้งที่สถานีรถไฟให้คนอื่นมาเก็บไปเลี้ยงอาจจะดีกว่า”แน่นอนว่าซีสุ่ยอิงไม่เห็นด้วย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาแบกลูกชายขึ้นหลังเพื่อไปเข้าเรียนอนุบาล ไปเข้าเรียนชั้นประถม...ต่อไป และต่อไป

ทั้งนี้ ซีสุ่ยอิง ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย

กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง

“ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป”ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าวได้ลดทอนลงไปตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูกที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย

แต่หลังจากการลงข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียง ส่งผลให้มีผู้อ่านใจบุญทะยอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซีสุ่ยอิงกล่าวว่า“ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียงที่ช่วยเหลือ ทำให้ฉันสะสมค่าเทอมในปีแรกของลูกชายได้ครบแล้ว”

ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน

ที่มา: เน็ตอีส

***********************************************************



*** Table and Chair ***

โต๊ะกับเก้าอี้นั้นเป็นของคู่กันที่ไม่จำเป็นต้องใช้คู่กันในทุกครั้ง 
บางทีเราอาจแค่ต้องการนั่งบนเก้าอี้ 
และบางทีเราก็อาจแค่ต้องการโต๊ะไว้วางของเพียงอย่างเดียว 
แต่...ถ้ามันอยู่ด้วยกันก็จะดูสมบูรณ์แบบได้มากกว่า 
และประโยชน์ใช้สอยมันก็จะมากกว่าด้วย 
เหมือนกับผู้หญิงกับผู้ชายที่เป็นของคู่กัน 
..อย่างไรอย่างนั้น 
มีเพื่อนคนหนึ่งถามฉันต่อว่า 
แล้วตกลงผู้หญิงหรือผู้ชาย 
ใครกันที่เป็นโต๊ะ ใครกันที่เป็นเก้าอี้" 
ฉันตอบไปว่า 
"โต๊ะน่าจะเป็นผู้ชาย 
และเก้าอี้น่าจะเป็นผู้หญิง 
เพราะโต๊ะสามารถมีเก้าอี้ 
ได้มากกว่าหนึ่ง แต่ถ้า 
เมื่อไรก็ตามที่เก้าอี้ริจะมีโต๊ะมากกว่าหนึ่งจะดูไม่งาม 
และสังคมจะรุมประนามทันที" (ฮา) 
แล้วเพื่อนคนเดิมมันก็ถามต่ออีกว่า 
"ก็แล้วจะมีโต๊ะสักกี่ตัวในโลกนี้ ที่มันอยากจะมีเก้าอี้แค่เพียงตัวเดียว" 
ฉันก็เลยตอบมันไปว่า 
"ก็โต๊ะเขียนหนังสือไงแก.. 
แกเคยเห็นใครวางเก้าอี้ไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมากก ว่าหนึ่งตัวกันบ้าง 
ไม่เหมือนโต๊ะกินข้าวกับโต๊ะรับแขก 
พวกนี้เจ้าชู้ 
มีเก้าอี้ตั้งเยอะ บางบ้านก็ 4 ตัว 
บางบ้านก็ 6 ตัวหรืออาจมากกว่า" 
"อ๊ะ ..แต่โต๊ะเครื่องแป้งเค้าก็รักเดียวใจเดียวเหมือนกันนะ 
.มีเก้าอี้ตัวเดียวเหมือนกัน" 
มันเสริมให้ 
"เออ..จริงว่ะ" 
"อาจเป็นเรื่องของขนาดก็ได้มั้งแก. 
ก็โต๊ะกินข้าวน่ะมันมีขนาดใหญ่ 
มันก็เลยต้องการเก้าอี้มากๆ 
เพื่อมาเสริมบารมี 
เหมือนคนรวยๆชอบมีอีหนูเยอะๆไว้ประดับบารมี 
ส่วนโต๊ะเขียนหนังสือ 
โต๊ะเครื่องแป้งน่ะ ขนาดมันไม่ใหญ่ 
เหมือนคนฐานะปานกลางไปจนถึงยากจน 
จะมีเมียมากกว่าหนึ่งก็เลี้ยงไม่ไหว" 
มันอธิบายเสียยืดยาว แล้วฉันก็ฮาอีก 
ในความช่างคิดของ 
ทั้งมันและฉัน มานั่งนึกแล้วก็อดขำไม่ได้ 
ในความเหมือนโดยบังเอิญระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้ 
และความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชาย 
มาพูดถึงเก้าอี้กันบ้าง 
เพื่อนมันถามฉันต่อว่า 
"แล้วแกว่าเก้าอี้แบบไหนในโลกวะ 
ที่มันจะชอบมีโต๊ะมากกว่าหนึ่ง" 
มันเล่นเอาฉันคิดนานอยู่เหมือนกัน 
"ก็เก้าอี้ล้อเลื่อนไงวะ 
พวกนี้ชอบเลื่อนไปโต๊ะโน้น ย้ายมาโต๊ะนี้ 
เปลี่ยนโต๊ะอยู่เรื่อย" 
คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นมันบ้างที่ขำ 
"เค้าเรียกมีรักสำรองเผื่อเลือกใช่ไหมแบบนี้" มันว่า 
คงยุ่งน่าดูถ้าเก้าอี้ล้อเลื่อนมาเจอกับโต๊ะกินข้าว 
เราก็เลยไม่เคยเห็นใครเอา 
เก้าอี้ล้อเลื่อนมาตั้งกับโต๊ะกินข้าวเลยสักที 
มันก็คงเหมือนการที่แม่เหล็กขั้วเดียวกันมันจะผลักกันนั่นแหละ 
เราเลยไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่นัก 
ที่ผู้หญิงไวไฟจะมาจับคู่กับผู้ชายเจ้าชู้ 
โดยมากถ้าอีกฝ่ายเจ้าชู้ 
อีกฝ่ายจะสงบสยบอยู่เสียมากกว่า 
มันถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ไปด้วยกันรอด 
ในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน 
ฉันว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นโต๊ะกับเก้าอี้ที่สวยหรูงดงามมากมายอะไรนัก 
แค่พอดูได้ ใช้งานได้ 
มันก็ไม่น่าเกลียดอะไรแล้วล่ะ 
เอาแค่แบบโต๊ะเขียนหนังสือ 
มีโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่ง 
นั่งแล้วรู้สึกสบาย 
ถ้าเหนื่อยนักก็ฟุบหน้าหลับตาพักได้ 
หรือถ้าจะสวยงามก็ขอให้มันดูสวยงามแค่อย่างโต๊ะเครื่องแป้ง 
ที่ดูดีสวยงาม เพราะหมั่นดูแลกันและกัน 
เป็นกระจกคอยสะท้อนซึ่งกันและกัน 
อยู่ร่วมกันโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่งอย่างเข้าใจ 
อย่าให้ต้องเป็นเหมือนโต๊ะกินข้าว 
ที่ยิ่งใหญ่ร่ำรวย 
แต่ก็ไม่สามารถดูแลเก้าอี้ที่มีได้อย่างทั่วถึง 
กว่าจะแบ่งความห่วงใยมาใส่ใจแต่ละที 
ก็คงต้องรอจนเหงาเฉาตายกันไปเสียก่อน 
หรือไม่จำเป็นต้องสวยงามหรือหรูหรา 
ถึงขนาดโต๊ะรับแขก 
ที่มีเอาไว้แค่เพียงอวดชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา 
ใครเห็นใครพบก็สบายใจ 
แต่เก้าอี้(โชฟา)นี่สิช้ำ 
ต้องโดนโถมโดนทับไม่รู้จักเท่าไหร่ 
เพราะใครๆก็พากันแวะ 
ถ้าจะมีความรักฉันอยากรักแบบโต๊ะเขียนหนังสือ 
หรือโต๊ะเครื่องแป้งก็พอ ไม่ยิ่งใหญ่ 
ไม่หรูหรา แต่อบอุ่นพอให้บ้านน่าอยู่อาศัย 
ฉันว่าถ้าแท้จริงแล้วคนเราวัดคุณค่ากันจากภายในจิตใจ 
โต๊ะกับเก้าอี้ก็คงไม่ต่าง 
ตรงที่เราวัดคุณค่ามันจากประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก 
บางทีเก้าอี้อาจขาหักขาโยกไปบ้างนะ 
ถ้าตั้งเองไม่ได้ก็ไม่เป็นไร 
อาศัยพิงโต๊ะเอาก็ได้ 
ก็ไหนๆเราก็คู่กันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ 
หรือบางที 
โต๊ะอาจสึกมีรอยบิ่นรอยขีดข่วนไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกนะ 
เพราะเก้าอี้เค้าจะคอยบดบังให้เอง 
ความจริงแล้ว คนเรารักกันมันไม่ต้องการองค์ประกอบอะไรที่มากมายเลย 
แค่หมั่นเติมเต็มซึ่งกันและกันก็พอแล้ว 
เพราะโต๊ะกับเก้าอี้ที่ไม่เข้าชุดกัน เมื่อจับมาวางคู่กัน 
ประโยชน์ใช้สอยมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป 
แค่ความสวยงามมัน(อาจจะ)ลดน้อยลงไปเท่านั้นเอง 
แล้วบ้านของคุณเองล่ะอยากให้มีโต๊ะกับเก้าอี้แบบไหนเคยคิดเอาไว้บ้างหรือเปล่า.. 
....... 
อับราฮัม ลินคอร์น เคยกล่าวไว้ว่า 
"คนเราจะมีความสุขได้เสมอทุกเมื่อถ้าตั้งใจจะให้ตนเองมีความสุข" 
ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเลือกได้ดังใจเราทุกอย่าง 
ถ้าคุณเป็นเก้าอี้ 
คุณไม่มีทางรู้ได้ในทั้งหมดทุกส่วนว่าโต๊ะของคุณเขาจะเป็นอย่างไร 
คุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องชอบในทั้งหมดของโต๊ะของคุณ 
และถ้าคุณเองเป็นโต๊ะ 
คุณก็คงไม่มีทางที่จะพอใจในทุกส่วนที่เก้าอี้ของคุณมี 
เพราะความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง 
ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้.... 
ฉันเชื่ออย่างนั้น หากแต่ 
ศิลปะสุดยอดของการอยู่ร่วมกันคือ การให้อภัย 
อะไรที่เค้าขาดไปบ้างเราก็หมั่นเติม 
อะไรที่เค้าเกินไปบ้างเราก็เอามาเติมให้เราเอง 
ถ้าเป็นแบบนี้เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงามมากกว่าไหม 

***********************************************************



*** มหัศจรรย์แห่งการสวดมนต์ ***

อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง 
ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ 
 
 
 ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร 
 ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผีวิญญาณ 
 ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา 

 และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น 
 อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง 
 ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย 
 
 นอกจากคำว่า 
 
 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 
 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ 
 สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 
 
 ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง 
 พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง 
 
 อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด 
 ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา 
 อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น 
 ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย 
 อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน 
 มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ 
 เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น 
 อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น 
 อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์ 
 
 มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว 
 ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล 
 นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม 
 เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า 
 และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ 
 บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า 
 เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน 
 แต่ไม่ได้หวังทำรายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย 
 เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น 
 จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จอต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ 
 นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู 
 หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ 
 
 ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา 
 ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย 
  
 วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา 
 อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทย์มนต์คาถา หรือคุณไสยใด 
 นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก 
 ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา 
 จึงกลับมายังเขาซึ่งเป็นผู้กระทำ 
 ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า 
 อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้ผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมา 
 จึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ 
  
 อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า พุทธัง 
 สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง 
สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คุจฉามิ 
 
 จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย 
 จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
 อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ 
 
  นายผล เมื่อได้ฟังดังนี้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ 
 ก็เช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัด 
 จงหยดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ 
 ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนต์ของท่านเช่นนี้ 
 จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์ถาถาในภูติผีปิศาจของข้า 
 พเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าของรับรองว่า 
 จะไม่ทำอันตรายแก่ท่าอาจารย์อย่างเด็ดขาดเพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้ 
 แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น 
 
 อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ 
 นายผลจึงได้ลากลับไป 
 ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ 
 เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง 
 เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก จะขึ้นมา 
 จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัว 
 ของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี 
 และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง 
 สะระณัง 
 
 คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 
 ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ 
 เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป 
 จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ 
 
 ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า 
 เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักนักอยู่ อาตมาบอกว่า 
 อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได 
 
 สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป 
 
 นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า 
 อำนาจเวทมนต์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ 
 ก็เพราะอำนาจแก่การ 
 
 สวดมนต์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอัตรายต่างๆ ได้ 
 
 ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน 
 เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า 
 เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ 
 เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ 
 ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย 
 ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน 
 
 ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อบาสิกา ในที่นั้น 
 
เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า 
 อานิสงส์ของการสวดมานต่ช่างมีคุณค่าสูงส่งยีงนัก 
 ..................................................................... 
 จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต 
 อานิสงส์การสวดมนต์แผ่เมตตามหาบุญ 

***********************************************************



*** รัก...ไม่มีแบบแผนตายตัว ***

> อย่าฝืนใจรัก ถ้ามันไม่ใช่...ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคบใครสักคนเพียงเพราะอยากจะมีใครสักคน > อย่าเปลี่ยนตัวเองเพียงเพื่อให้เขามารัก เพราะจะทำได้ไม่นาน > วันหนึ่งคุณจะรู้สึกเหนื่อยเพราะความรักที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง > อย่าหลงในรสชาติของความรักเสียจนลืมชีวิตประจำวันของตัวเอง หรือสูญเสียความเป็นส่วนตัว > คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณ โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย > คนที่พร้อมจะเดินหน้าเมื่อคุณเดินหน้า > คนที่พร้อมจะถอยหลังไปกับคุณ > คนที่ไม่ยอมให้คุณเดินตามหลัง...ขอเพียงเดินเคียงข้างกัน > คนที่ไม่บังคับให้คุณทำอะไรในแบบที่คุณไม่ชอบ > คนที่ไว้ใจ ให้อภัย ให้โอกาส ซื่อสัตย์และให้เกียรติคุณ > ...นั่นแหละ คือคนที่รักคุณจริง... > จงถนอมคนเหล่านี้ไว้ อย่าปล่อยให้เขาไปจากคุณ เพราะคุณจะเสียใจ > หากเขาเปลี่ยนไปหยิบยื่นความโชคดี ที่ควรจะเป็นของคุณไปให้คนอื่น > คนที่รักคนที่เปลือกนอกมีอยู่เยอะเหลือเกิน > ชีวิตคนคนหนึ่ง จะมีคนที่รักคุณจริงผ่านมาสักกี่คน > ใครที่บอกว่ารักคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนคุณ ดึงคุณให้เดินตามทางของเขา > เขาไม่ได้รักคุณจริงหรอก...เขารักตัวเอง > จงเชื่อในพรหมลิขิต > จงเชื่อในเหตุการณ์ที่นำพาความรักมาให้ > อย่าบอกว่าไม่รัก ถ้าไม่สามารถสบตาเขาอย่างบริสุทธิ์ใจได้ > อย่าบอกว่ารัก ถ้าคุณไม่รู้สึกวูบวาบเวลาอยู่ใกล้ ๆ > อย่าบอกว่าไม่คิดถึง ถ้าหัวใจไม่อาจลืม > อย่าบอกว่าคิดถึง ถ้าเพิ่งจากกันไม่ถึง 1 นาที > อย่าปล่อยให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราหลุดลอยไป > ลองคุยกันมากขึ้น รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยใจ > จะทำให้เรารู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รู้จักความรัก > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งมีน้ำตา ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ > อย่าปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูด ทั้งๆ ที่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการฟัง > ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน > อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น > แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ > ความรักเป็นเพียงสายใยบาง ๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่าง ๆ > ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง > ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี > ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่ > ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง > ความเสมอต้น...และเสมอปลาย จะทำให้ความรักของเราสวยงาม > และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน > สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบาง ๆ ของความรัก > กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน > มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน > เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด > และเราจะไม่ดิ้นรน... ที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้ > เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว > จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว > อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว > อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย > คิดถึงสิ่งดี ๆ ที่เราเคยมีกัน > อย่าลืมวันแรก ๆ ที่เรารู้สึกกับคน ๆ นี้ > เขาเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา > พยายามรักษาเขาไว้ > เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว > เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่าง ๆ กลับมาได้อีก > เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ > ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด > เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว > อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต > อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน > อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ > อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน > ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ > จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป... > วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า.. ที่เคยทำให้คุณมีความสุข > ระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว.. จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก > เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพ เพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา... > ลองเดินต่อไปสิ.. > บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต > ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้...

***********************************************************



*** เรื่องดีๆ ระหว่างพี่น้อง ***

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ... > > ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน > > แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ > > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี > > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน > > ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง > > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง > > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน > > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด > > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน > > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า > > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" > > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า > > "ผมขโมยเองครับ" > > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง > > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย > > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน > > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" > > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ > > หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย > > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก > > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ > > ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว" > > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ > > หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง > > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... > > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น > > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ > > ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน > > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน > > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" > > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า > > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน" > > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า > > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" > > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่ > > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน > > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้" > > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน > > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า > > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้" > > แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ > > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด > > น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น > > และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว > > ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ > > "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" > > ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ... > > ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ... > > ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน > >รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้าง ... > > ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 > > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก > > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ" > > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? > > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ > > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ... > > ฉันถามเขาว่า > > "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" > > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ > > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" > > ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง > > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ > > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" > > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง > > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า > > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง" > > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ... > > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า > > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว > > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก > > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า > > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" > > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก > > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ > > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" > > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา > > ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ > > ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม > > "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..." > > น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา > > น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี... > > หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง > > หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน > > ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ > > ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม > > น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ... > > เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" > > สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว > > เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ... > > แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา > > วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล > > ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล > > น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า > > "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! > > ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" > > คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา > > "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน > > ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" > > น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า > > "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." > > "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ > > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี... > > เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี > > เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน > > ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า > > "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้" > > น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ... > > และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ > > "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง > > เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน > > วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง > > และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล > > เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว > > เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... > > นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม "ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" > > เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน > > คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... > > "ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" > > ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... > > จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา > > คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ > > แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง > > ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน > > หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

***********************************************************



*** คู่มือเลี้ยงแม่ ***

แม่ เป็นภาระให้แก่ลูกทุกคนมาตั้งแต่เกิด นั่นเป็นความจริงที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็ลองคิดดูสิ ตั้งแต่เราเกิดมา ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย อยู่ดีๆผู้หญิงคนนี้ก็มาโอบอุ้ม ถูกเนื้อต้องตัวเรา มิวายที่เราจะแหกปากร้องไห้ ขับไล่ไสสงยายผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน เธอก็พยายามปลอบโยน เห่กล่อมเราอยู่นั่นแหละ เป็นภาระให้เราต้องจำใจเงียบ ยอมนอนดูดนมเธออยู่จั่บๆๆ

พอเราเริ่มเตาะแตะ ตั้งไข่จะเดินไปไหนต่อไหนมั่ง คุณเธอก็ยังคอยเรียกหาเราอยู่นั่นแหละ

"มานี่มาลูก มานี่มา อีกนิดเดียวลูก อีกนิดเดียว อีกก้าวเดียว" ไม่รู้จะเรียกทำไมนักหนา ไอ้เราก็เดินล้มลุกคลุกคลานอยู่ เห็นมั้ย เป็นภาระที่เราต้องเดินไปให้เธอกอดอีก

โตขึ้นมาอีกนิด เราเริ่มกินอาหารได้ หล่อนก็เอาอะไรนักหนาไม่รู้ เละๆ เทะๆ มาบดให้เรากิน ไอ้เราจะไม่กินก็ไม่ได้ เดี๋ยวแม่จะน้อยใจ ก็เอาวะ เอาซะหน่อย เคี้ยวไปแจ่บๆ อย่างนั้นแหละ แม่คุณก็ยิ้มปลื้ม คงนึกว่าเราอร่อยตายล่ะมั้งนั่นน่ะ กล้วยบดนะจ๊ะ เธอจ๋า ในปากฉันตอนนี้น่ะ ถ้าคิดว่ามันอร่อยขนาดนั้น ทำไมไม่ลองทานเองดูบ้างล่ะ

ทีนี้พอเราเริ่มพูดจารู้เรื่องขึ้นมาหน่อย คราวนี้ยังไงล่ะ ผู้หญิงคนนี้กลับขับไล่ไสสงให้เราไปโรงเรียนซะอีก ไม่ไปก็ไม่ได้ด้วยนะ บางทีมีตีเราเข้าให้อีก ภาษาอะไรนักก็ไม่รู้ เอามาให้เราหัดอ่านหัดเรียนใช่มั้ย ลองคิดดูนะ สัปดาห์หนึ่งต้องไปโรงเรียนตั้งห้าวันน่ะ มันภาระหนักหนาแก่เราแค่ไหน

แต่พอถึงเวลาเราจะดูทีวี ดูหนังการ์ตูน นอนดึกขึ้นมาสักหน่อย ลองนึกย้อนไปสิ ใครกันเคี่ยว เข็ญให้เราไปนอนด้วย ตัวเองง่วงจะนอนคนเดียวก็ไม่ได้นะ ต้องบังคับให้เราไปนอนเป็นเพื่อนด้วย ใช่มั้ย ที่พูดนี่ไม่ใช่ลำเลิกหรอกนะ เพียงแค่อยากให้เห็นใจกันบ้างเท่านั้น

วันเวลาผ่านไป เราโตขึ้น แต่แม่ก็ยังไม่ยอมโตตามเราสักที ลูกอยากจะทำผมทำเผ้า แต่งเนื้อแต่งตัวให้มันดูอินเทรนด์ ดูทันสมัย ใคร ใครกันเป็นตัวสกัดดาวรุ่ง พูดแล้วขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพัฒนาการไม่คืบหน้าไปไหนเลย ว่ามั้ย

พอเราสำเร็จ จบการศึกษาแล้วเป็นไง...เธอยังร้องไห้ครับ เชื่อเถอะว่าเธอต้องร้องไห้ ถ้าเราไม่เห็นก็ต้องแปลว่าเธอแอบร้องไห้ มีอย่างที่ไหน เราคร่ำเคร่งร่ำเรียนมาแทบตาย แล้วตัวเองแท้ๆที่เป็นคนเริ่มเรื่อง พอเราเรียนจบแทนที่จะดีใจดันมาร้องไห้ มีอย่างที่ไหน ดีนะที่เราเข้าใจ คู่มือการเลี้ยงแม่ ก็เลยทำใจได้ ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ขอไปฉลองการสำเร็จการศึกษากับพวกเพื่อนๆที่นอกบ้านก่อน ก็แหม เรียนจบทั้งที จะมาให้นั่งดูผู้หญิงแก่ๆ นั่งร้องไห้ทำไมล่ะ ใช่มั้ย

เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วนี่ คราวนี้ใครๆ ก็ต้องอยากมีแฟน คนโน้นก็ไม่ดี คนนี้ก็เรื่องมาก ผมยาวไปมั่งล่ะ ดูไม่มีความรับผิดชอบมั่งล่ะ...แม่ แม่จะไปรู้อะไร แม่เคยคบกับเขาเหรอ

ไม่ใช่แค่เรื่องคู่ครองเท่านั้นนะ แม่เขายังอยากรู้ไปจนถึงเรื่องอาชีพการงานด้วย ว่าเราจะไปทำอะไร อยากเป็นอะไร

แม่ครับ แม่ไม่รู้สักเรื่องจะได้มั้ย พวกเราจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของพวกเรา อนาคตของเรา ขอให้เราตัดสินมันเอง แต่เรารับรองกับแม่ได้อย่างหนึ่งว่า เราจะไม่เป็นเหมือนแม่หรอก...เชย

นับจากบรรทัดแรกจนมาถึงบรรทัดนี้ เวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว สมควรที่พวกเราจะแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเองสักที ว่าแล้วเราก็ย้ายออกจากบ้านแม่ มายืนด้วยลำแข้งของตัวเอง อย่างที่แม่เคยพูดไง แล้วทำไมต้องมาทำตาละห้อยด้วยล่ะ วันที่เราย้ายออกมาน่ะ มันก็ไม่ได้ใกล้ มันก็ไม่ได้ไกลหรอกนะ ไอ้ที่ย้ายออกมาน่ะ แต่เวลามันรัดตัวจริงๆ ใช้โทร.คุยกันก็ได้นะแม่นะ

ถึงวันที่เรามีลูก แม่ยังพยายามอยากมาทำตัวเป็นภาระกับลูกเราด้วย เราบอกแม่ว่าไม่ต้องมายุ่งหรอก เราดูแลลูกของเราได้ เด็กสมัยนี้มันไม่เหมือนกับสมัยแม่แล้วล่ะ

แม่อายุเกือบหกสิบปีแล้ว โทร.มาไอแค่กๆ บอกไม่ค่อยสบาย เราบอกแม่ว่าอย่าคิดมาก ในใจเรารู้อยู่แล้วว่าแม่พยายามเรียกร้องความสนใจ นั่นเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติของคุณแม่วัยนี้

จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณโทร.กลับไปที่บ้านแม่ แต่...ไม่มีคนรับสายแล้ว อย่าเพิ่งตกใจ แม่อาจจะออกไปทำบุญที่วัดตามประสาคนแก่ก็ได้ ลองโทร.เข้ามือถือแม่ดูซิ...ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...

อย่าเพิ่งด่วนสรุป มือถือแม่อาจแบตหมดก็ได้ ผู้หญิงคนนี้กระดูกเหล็กจะตายไป เธอต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ คิดฟุ้งซ่านไปได้ ยังไงแม่ก็ต้องรอเราอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ไปหาเมื่อไหร่ก็ต้องเจอ อย่างมากแกก็อาจจะงอนนิดๆ หน่อยๆ พอเห็นหลานตัวเล็กๆ วิ่งเข้าไปกอดก็ขี้คร้านจะอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้ง

หลายวันผ่านไป ทำไมแม่ยังไม่โทร.กลับมาอีกนะ ทำบุญตักบาตรก็ไม่น่าจะรอคิวนานขนาดนี้ ชาร์จแบตมือถือไม่เต็มก็เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นแบตเตอรี่รถสิบล้อป่านนี้ไฟทะลักแล้ว

วันนี้แวะไปหาแม่สักหน่อยดีกว่า ระหว่างทางที่คุณขับรถไป ลูกคุณซนเป็นลิงอยู่ข้างๆ ประโยคมากมายที่หลุดจากปากคุณ ล้วนแต่เป็นคำที่แม่คุณเคยพูดมาแล้วทั้งสิ้น คุณเพิ่งได้สัมผัส ภาพเก่าๆมากมายที่ผู้หญิงคนนั้นทำวิ่งวนอยู่ในหัวคุณ ช่างเถอะ...เดี๋ยวเจอเธอแล้ว คุณจะสารภาพผิด แล้วทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น

แล้วคุณก็ได้เจอ คนที่คุณรู้สึกว่าคนที่เป็นภาระให้กับคุณมาตั้งแต่เกิด ...ผู้หญิงคนนั้น นอนตายในท่าที่คอยคุณมาตลอดชีวิต...

จากคอลัมน์ " แกว่งเท้าหาเสี้ยน" โดย "พิง ลำพระเพลิง"

***********************************************************



***** สารพัดวิธีมองโลกในแง่ดี *****


เพื่อนนินทา

เพื่อนนินทาเรา แสดงว่าเราต้องมีดีอะไรสักอย่าง จนเพื่อนมันอิจฉาอย่างนี้ เราน่าจะภูมิใจตัวเองแทนที่จะไปโกรธเพื่อนคนนั้น พูดง่ายๆ เขาไม่มีจุดเด่นเหมือนเรา เขาจึงนินทาว่างั้นเหอะ

ส่งยิ้มให้เธอแล้ว ไม่แยแส

ยังดี..นะเนี่ย ที่เธอไม่ด่ากลับมา นี่แสดงว่าเธอยังมีน้ำใจดีอยู่บ้าง โอ..ซาบซึ้งเหลือเกิน ถึงเราจะแห้ว...แต่เราก็ยังประทับใจในความดีของหล่อน

ครูสอนไม่รู้เรื่องเลย

ท้าทายมาก...ท้าทายมาก นี่หมายความว่าคุณครูกำลังท้าทายเรา ว่าถ้าข้าสอนห่วยๆแบบนี้ เอ็งจะรู้เรื่องหรือเปล่า อย่างนี้ยอมไม่ได้..เราต้องขวนขวายเอง เพื่อพิสูจน์กึ๋นให้ครูรู้ว่าเรานี่ก็ไม่เบาเหมือนกาน..น

เพื่อนล้อว่าเสี่ยว

โห..! ตัวเรานี่มีอะไรดีๆเยอะแยะ แต่พวกนายกลับมองไม่เห็นคุณค่า สงสัยว่าการมองโลกของพวกนายคงจะมีปัญหาแล้วล่ะ เสียใจด้วยนะ ที่นายคงหมดโอกาสจะได้คบกับคนดีๆ อย่างเรา

เช็คเมล์เจอแต่จดหมายขยะ ชวนดูรูปโป๊

ทดสอบๆ ทดสอบพลังจิต ถ้าเราลบเมล์พวกนี้ทิ้ง แสดงว่าจิตใจของเราเข้มแข็ง ถ้าเปิดดู ก็อ่อนแอ (เผลอๆ โดนหลอกให้เปิดไวรัสอีกต่างหาก อิอิ)

วันหยุดการบ้านเพียบ

สบายมาก..คุณครูกำลังท้าทายความสามารถของเรา (อีกแล้ว) เรารู้ทันหรอกน่า การบ้านเยอะอย่างนี้เราก็ว่าดีนะ เพราะได้ฝึกตัวเองให้เป็นคนสู้งานหนัก ถ้าเราสู้ไม่ถอยในวันนี้ อนาคตไปโลด

อกหักอีกแหล่ว

ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ชีวิต นี่เป็นการพิสูจน์สัจธรรมอีกครั้งว่า รักแท้คือแม่ของเรา ว่าแต่ตัวเราเอง คอยปรับปรุงตัวเองให้ดีๆเหอะ ชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวก็คนมาชอบเราเองแหละ

รถติดหงุดหงิดๆ

นั่งสมาธิมันเสียเลย จิตใจสว่างไสว เรียนหนังสือจะได้จำแม่น ง่ายจะตาย หลับตาหายใจเข้าออกลึกๆ นับ 1 2 3 4 5 ดูลมหายใจเข้าออก ! เพลินๆ ไม่ต้องไปรอคอยอะไร

โห...ใช้เงินเพลินหมดเรียบเลย

"เงินหมด ก็อดอย่างเสือ" ดีสิ..จะได้ฝึกนิสัยอดทนสักระยะ ยังมีคนอื่นที่ทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะ ทุกข์ของเรามันแค่เรื่องขี้ผง

ผิดหวังผลสอบ ดูหนังสือแทบตายได้แค่ เกรด B

เรียนแล้วได้วิชาความรู้ มันก็เหมือนทำงานแล้วได้เงินเดือน การได้เกรด A ก็คล้ายๆกับว่าเราได้โบนัส ทีนี้ถึงเราจะไม่ได้โบนัส มันก็ไม่น่าจะเสียใจอะไร ก้อเราได้เงินเดือนแล้วนี่นา

เข้าคิวซื้อตั๋วหนังอยู่ดีๆ เพื่อนเล่นแซงคิวหน้าตาเฉย

โถ..น่าสงสาร ยอมนิสัยเสีย เพื่อแลกกับตั๋วหนังเพียงใบเดียว

ทำตังค์ตกหาย 500 แง..!

ไม่เป็นไร..คิดเสียว่าเสียค่าหน่วยกิต วิชา "ละเอียดรอบคอบระมัดระวัง" ก็แล้วกัน นี่ถ้าชีวิตของเรามีความรอบคอบมากขึ้นเพราะเงินหายในคราวนี้ ก็นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

พ่อแม่ชอบเห็นเราเป็นเด็กตลอดชาติ

ถึงใครจะมองว่าเราเป็นเด็ก แต่เราก็จะเคารพตัวเองว่าเรานั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่คือคนที่ไม่ทำอะไรตามใจตนเอง แต่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ใคร่ครวญด้วยสติปัญญา (เอ..ชักยากแฮะ หรือว่าจะยอมเป็นเด็กเหมือนเดิมดีกว่าม้าง..ง)

อิจฉาเพื่อน แฟนมันสวยอ่ะ

มีแฟนสวยก็ยินดีด้วย แต่เราว่ามีแฟนนิสัยดี ดูแลเอาใจใส่ดี แบบนี้สุดยอดกว่านะ

รักเธอแต่ว่าไม่กล้าเอ่ยปาก

อย่างนี้ต้องซ้อมบอกรักกับคนอื่นให้เกิดความเคยชินเสียก่อน พ่อคับ ผมรักคุณพ่อมากคับ..แม่คับ ผมรักคุณแม่มากคับ..ไอ้ตูบ ข้ารักเอ็งมากนะ เฮ้ย..เจ้าศักดิ์ เรารักนายจริงๆว่ะ..ฯลฯ อิอิ.. ทีนี้พอพูดคล่องแล้วจึงค่อยไปบอกรักกะเธอ

เหงามากขอบอก

มองรอบๆดู..อะไรต่ออะไรล้วนแต่เป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือเราทั้งน้าน..น โต๊ะก็เพื่อนเรา เก้าอี้ก็เพื่อนเรา หน้าต่างก็เพื่อนเรา หนังสือก็เพื่อนเรา แก้วน้ำก็เพื่อนเรา ฯลฯ...(สามชั่วโมงผ่านไป)...ฯลฯ หมาก็เพื่อนเรา ต้นหญ้าก็เพื่อนเรา ท่อระบายน้ำก็เพื่อนเรา ตู้ไปรษณีย์ก็เพื่อนเรา...ฯลฯ (ต่อไปอีกห้าชั่วโมง)...ฯลฯ

เพื่อนกวนยียวนมากอยากชกสักที

โด่..คนกวนๆแบบนี้ไปที่ไหนก็มีคนอยากชกกันทั้งนั้น เราจะต้องไปชกเองทำไมให้เจ็บมือ เดี๋ยวก็มีคนอื่นชกให้เองแหละ แต่ดูๆแล้วก็น่าสงสารนะ...โถ..! เกิดมาชาตินี้มีแต่คนอยากชก

ท้อใจอยากโดดตึก

ขืนโดดก็โง่ดิ..โด่..ชีวิตนี้มันก็แค่แบบฝึกหัดเล่มใหญ่ ปัญหาผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันมาแวะทักทายเราให้ลองแก้ไขดูเท่านั้นเอง แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอทางออก ยอมแพ้ได้ไง

เวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆรู้สึกประหม่าๆ ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง

เวลายืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ ให้คิดอย่างนี้ดิ "ฉันคือราชสีห์ผู้สง่างาม ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย! (ก็เพื่อนๆไง) นั่น ยีราๆฟ (คนสูงๆ) โน่น ฮิปโป (อิ อิ) นู่น เม่น (คนผมแข็งๆ) ฯลฯ" ..เดี๋ยวก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเองแหละ

เกิดมาจนโธ่ ! คนอย่างเรา

เกิดมาจนก็ได้เปรียบน่ะสิ เพราะได้มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยลำแข้งของตัวเองจริงๆ ชีวิตจะแข็งแกร่งกว่าคนที่เกิดมาสบายๆ ตั้งแต่เด็ก แหม..ได้เปรียบแล้วยังมาทำบ่นอีก

เรา "นมเล็ก" อยากใหญ่กว่านี้ทำไงดีอ่ะ

เล็กๆ กระทัดรัด น่ารักนะจะบอกให้ แล้วอีกอย่างธรรมชาติของผู้ชายเนี่ยเขาต้องการความอบอุ่นจาก "การดูแลเอาใจใส่" ต่างหาก ไม่ใช่จาก "หน้าอก ใหญ่ๆ"

คืนนี้ อยู่คนเดียวกลัวผีอะบรื๋วว..ว์

นี่พวกผี ตอนนี้ฉันกำลังสวดนะโม ตัสสะฯ อยู่นะ เตือนไว้ก่อนว่าพระพุทธเจ้าท่านกำลังประทับอยู่ในใจฉัน ผีตัวไหนอย่าอุตริโผล่ขึ้นมาหลอกล่ะ บาปกกรมหัวแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ไม่รู้ด้วยนะเออ

นิสัยตัวเองไม่ดีชอบจ้องจับผิดคนอื่น

มิน่าเล่า เราถึงไม่มีเพื่อนที่ดีเหลือเลยสักคน จับผิดตัวเองดีกว่า สนุกกว่ากันเยอะเลย

ทำไมโรงเรียนต้องบังคับนักเรียนชายให้ตัดผมด้วย หมดหล่อเลยเรา

เผด็จการชัดๆ ลดความหล่อบ้างสักนิดก็ดีนะ สาวๆ จะได้ไม่กวน ขอบคุณคับคุณครู ที่ช่วยให้ผมได้เรียนหนังสือเต็มที่กับเขาสักที

เพื่อนๆในห้องมีแฟนกันหมดแล้ว มีเหลือแต่เรา "แหง่ว..ว"

อยู่คนเดียว คิดมุมกลับ.. "เพื่อนๆในห้องหาเรื่องไปร้อนรนทุรนทุรายกันหมดแล้ว เหลือแต่เราอยู่เย็นเป็นสุขอยู่คนเดียว เย..!"

ส่ง e-mail ไปเพื่อนไม่ตอบ

เพื่อนเราคนนั้นมันชาติชั่ว เลวทราม ขนาดนี้เรายังทนคบกับมันได้ เราเป็นคนดีจริง จริง น่านับถือ

***********************************************************