*** ปาฏิหาริย์หลวงปู่เอื้อม รถฟอร์จูนเนอร์ชนคว่ำ นั่ง4-เจ็บอยู่แค่คนเดียว ทึ่งฉีดยาหลวงปู่ไม่เข้า ***


ปาฏิหาริย์หลวงปู่เอื้อม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังภาคใต้ นั่งฟอร์จูนเนอร์เสียหลักพลิกคว่ำชนต้นไม้พังยับเยิน แต่คนในรถปลอดภัย ส่วนหลวงปู่ไม่เป็นอะไรเลย ศิษย์นำส่งร.พ. หมอพยาบาลงงฉีดยา ไม่เข้า ลูกศิษย์ต้องเอาน้ำลายหลวงปู่ทาจึงฉีดได้ หลังรู้ข่าวชาวบ้านต่างพากันไปดูรถที่จอดไว้ในโรงพักทุ่งสง พร้อมนำเลขทะเบียนไปซื้อหวยอีกด้วย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ส.ค. พ.ต.ต.สมมาตร จันทบาล สวส.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนต้นไม้มีผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในรถ เหตุเกิดบนถนนเอเชีย สายสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง หมู่ที่ 5 ต.นาโพธิ์ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีฯ หลังรับแจ้งแล้วจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนจะรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสยามร่วมใจปู่อินทร์

เมื่อไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุเป็นบริเวณคูระบายน้ำกลางถนนสี่เลน พบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ หมายเลขทะเบียน กค-182 ชุมพร จอดอยู่ในร่องระบายน้ำในสภาพรถพังยับเยิน กระจกหน้ารถแตกร้าวไปทั้งบาน โดยรถคันดังกล่าวอัดก๊อบปี้ติดอยู่กับต้นไม้ในเกาะกลางถนน ภายในรถเบาะหลังพบว่ามีพระภิกษุ 2 รูปนั่งอยู่ และมีสามเณรนั่งคู่กับคนขับ ซึ่งด้านข้างประตูเปิดไม่ออก เจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงใช้ชะแลงงัดประตูออกมาและรีบนำคนขับรวมทั้งพระภิกษุภายในรถส่งโรงพยาบาลทุ่งสง ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบร่องรอยรถเสียหลักตกลงมาในร่องระบาย และชนต้นไม้ล้มขาดไปจำนวน 3 ต้น

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถคันดังกล่าวมีคนโดยสารมาทั้งหมด 4 คน โดยมีนายเอิบ แสงสุวรรณ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 1 ต.เขาปูน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เป็นคนขับรถ มีหลวงปู่เอื้อม กตปุญโญ อายุ 102 ปี เจ้าอาวาสวัดบางเนียน ม.2 ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช พระสัมพันธ์ ชูวงศ์ อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นพระลูกวัดและพระติดตามหลวงปู่เอื้อมนั่งอยู่เบาะหลัง และมีสามเณรก้อง อรุณจิต อายุ 16 ปี นั่งคู่คนขับ โดยเดินทางมาจาก จ.ชุมพร เพื่อเดินทางกลับวัดบางเนียน ขณะที่รถวิ่งมาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักพุ่งลงร่องระบายน้ำเกาะกลาง ชนต้นไม้ล้มขาดไป 3 ต้น รถพังเสียหายยับเยิน โดยที่หลวงปู่เอื้อมไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย รวมทั้งสามเณรและคนขับ ส่วนพระสัมพันธ์ได้รับบาดเจ็บกระดูกไหปลาร้าร้าว

ด้านของสามเณรก้องกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนั้นเดินทางมาจากสำนักสงฆ์คลองสะเดา ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร โดยออกเดินทางตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยตนนั่งหน้าคู่กับคนขับ ขณะโชเฟอร์จะแซงรถคันข้างหน้าแต่แซงไม่พ้น จึงเสียหลักพุ่งลงข้างทาง ตนเอามือล้วงไปในย่ามที่มีวัตถุมงคลของอาจารย์เอื้อม รุ่นสะท้านภพองค์ใหญ่ที่ติดตัวตลอดมากำไว้แน่น และตนรู้สึกว่าตัวเองกระแทกกับคอนโซลอย่างจัง แต่ตนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เมื่อนึกได้หันไปดูอาจารย์ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ และอาจารย์อยู่ในสภาพที่ยังงงๆ มากกว่า

และหลังจากเกิดเหตุแล้วเจ้าหน้าที่ได้นำอาจารย์เอื้อมมาตรวจสภาพร่างกายที่ร.พ.ทุ่งสง และนำเข้าห้องพักที่ตึกพิเศษชั้น 5 โดยตรวจสอบอาการอย่างละเอียดพบว่าหลวงปู่เอื้อมได้รับบาดเจ็บที่บริเวณคางมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็มีรอยฟกช้ำเล็กน้อย มีเพียงพระสัมพันธ์ที่อาการหนักกว่าเพื่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ร.พ.ทุ่งสงมีแพทย์และพยาบาลเข้ามาดูแลอาการของหลวงปู่เอื้อมอย่างใกล้ชิด โดยหลวงปู่เอื้อม ซึ่งทางหมอและพยาบาลก็จะฉีดยาแก้ปวดเมื่อยให้ โดยขออนุญาตหลวงปู่ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจที่หมอฉีดยาไม่เข้า ลูกศิษย์ต้องเอาน้ำลายหลวงปู่มาทาที่บริเวณจะฉีดยาจึงฉีดได้ สร้างความแปลกใจแก่แพทย์และพยาบาลเป็นอย่างมาก โดยเมื่อฉีดยาแล้วหมออนุญาตให้พาหลวงปู่กลับวัดได้

สำหรับหลวงปู่เอื้อมนั้นถือเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้ โดยหลวงปู่จะเดินทางไป-มาระหว่าง จ.ชุมพรและนครศรีธรรมราช เพราะมีวัดและสำนักสงฆ์ที่ต้องดูแลถึง 7 แห่งด้วยกัน หลวงปู่เอื้อมถือเป็นเกจิชื่อดังที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลทั่วไป ในยุคที่องค์พ่อจตุคามรามเทพกำลังโด่งดัง หากจตุคามฯ รุ่นไหนที่มีหลวงปู่เอื้อมไปร่วมพิธีปลุกเสกก็จะเป็นที่ฮือฮาตลอด

โดยหลวงปู่เอื้อมจะไม่ค่อยรับนิมนต์ไปปลุกเสกให้บ่อยนักแต่จะดูที่เป็นการกุศลจริงๆ หลวงปู่เอื้อมนั้นเป็นพระไม่ค่อยพูด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากข่าวหลวงปู่เอื้อมรถพลิกคว่ำเผยแพร่ออกไป ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันแห่ไปดูรถที่จอดอยู่หน้า สภ.ทุ่งสง ซึ่งเมื่อเห็นสภาพรถที่พังยับเยินแล้วต่างก็พูดวิจารณ์กันว่าหากดูสภาพรถแล้วไม่น่าจะมีใครรอด ซึ่งเป็นความอัศจรรย์และฮือฮาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่เอื้อม โดยจดหมายเลขทะเบียนรถเพื่อซื้อหวยกันอย่างคึกคักทั้งวัน

ที่มา : ข่าวสด 11 ส.ค. 51

***********************************************************



*** เผ่นหนี-บ้านผีสิง! อบต.จัดสร้างทับป่าช้า ให้คนยากจนเข้าอาศัย เตรียมจะทำพิธีขอขมาและตั้งศาลให้เพื่อลดความเฮี้ยนลง ***


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 ส.ค. ผู้สื่อข่าวไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลองครักษ์ หมู่ 7 อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง หลังจากชาวบ้านร่ำลือว่ามีบ้านผีสิงหลอกหลอนผู้คนในเขต ต.องครักษ์ ได้พบกับนายสุพจน์ ผมทอง นายก อบต.องครักษ์ ยอมรับว่ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง พร้อมกับพาไปที่บ้านเลขที่ 980/1 หมู่ 7 ต.องครักษ์ ริมถนนทางเดินเข้าวัดยางมณี ข้างรั้วหลังโรงเรียนวัดยางมณี

ลักษณะเป็นบ้านก่อปูนชั้นเดียว กว้าง 8 เมตร ยาว 8 เมตร ไม่มีรั้ว หลังคากระเบื้องลอนคู่ มีประตูเข้าออกทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน มีหน้าต่างทาสีฟ้าโดยรอบ ผนังด้านนอกมีข้อความเขียนว่า โครงการบ้านท้องถิ่นไทย บริเวณพื้นดินรอบบ้านมีก้านธูปปักอยู่หลายก้าน เมื่อไขกุญแจเข้าไปพบว่าเป็นห้องโล่ง ห้องน้ำอยู่ท้ายห้อง ที่พื้นใต้หน้าต่างด้านข้างมีแจกันใส่ดอกไม้และกระถางธูป มีขวดน้ำ อาหาร ผลไม้เครื่องเซ่นไหว้ ที่ฝาผนังอีกด้านมีกระจกแขวนอยู่พร้อมทั้งแป้ง น้ำหอม และหวี มีกลิ่นธูปจางๆในห้อง

นายสุพจน์ ผมทอง นายก อบต.องครักษ์ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2550 อบต.องครักษ์มีโครงการบ้านท้องถิ่นไทย จัดสร้างเป็นบ้านพักอาศัยให้ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในพื้นที่ จากการสำรวจมีราษฎรหลายคนยากจนต้องการความช่วยเหลือ เมื่อทำประชาพิจารณ์แล้วสรุปได้ว่า นางเสนาะ ผ่องโอภาส อายุ 78 ปี ซึ่งสร้างเพิงอยู่หลังวัดยางมณีสมควรได้รับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เนื่องจากนางเสนาะมีฐานะยากจน เป็นผู้ ชรายากไร้อยู่คนเดียว ไม่มีอาชีพและรายได้ ลูกหลานแยกย้ายไปมีครอบครัว นานๆถึงจะกลับมาเยี่ยมทำให้ไม่มีคนดูแล ต้องเก็บผักใกล้บ้านมาทำอาหารประทังชีวิต บางวันจะไปกินอาหารที่วัดหรือเพื่อนบ้านนำอาหารมาให้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว อบต.องครักษ์ได้จัดสรรงบประมาณ 98,000 บาท สร้างบ้านชั้นเดียวให้มีน้ำไฟเรียบร้อย โดยใช้ที่ดินของวัดยางมณี ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนวัดยางมณี

นายก อบต.องครักษ์เปิดเผยต่อไปว่า เมื่อสร้างบ้านเสร็จเดือน ธ.ค. 2550 ได้ทำพิธีมอบให้นางเสนาะก่อนย้ายเข้าไปพัก แต่อยู่ได้เพียง 2 คืนก็ขนข้าวของกลับไปอยู่ที่เพิงพักหลังเก่าโดยไม่บอกเหตุผล จึงพยายามสอบถามอยู่นานจนนางเสนาะเปิดเผยว่าถูกผีผู้หญิงรังควานหลอกหลอนจนไม่เป็นอันหลับอันนอน และหวาดผวาเกือบจะเป็นบ้า หลังจากนั้นมีชาวบ้านอีก 2 รายขอเข้าไปทดลองอยู่ แต่อยู่ได้คืนเดียวก็เผ่นออกมา บอกว่าโดนผีหลอก ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าอยู่อีก ชาวบ้านจุดธูปกราบไหว้หน้าบ้าน บางคนใจกล้าเอาอาหารเข้าไปเซ่นไหว้ในบ้าน ส่วนนายขวัญพงษ์ วงศ์ดิษฐ์ อายุ 61 ปี ราษฎรในหมู่บ้านที่เคยโดนผีหลอก เล่าว่า ตอนบวชพระก็อยู่ในป่าช้ามาตลอด เพิ่งสึกออกมาจึงอาสาเข้าไปนอนพิสูจน์ ปรากฏว่าเพียงคืนเดียวก็หนีกระเจิงออกมาแทบไม่ทัน ถูกผีเล่นงานมีทั้งดึงขา ผีอำเหมือนมีของหนักทับหน้าอก และบีบคอจนหายใจไม่ออก ผีผู้หญิงในบ้านบอกว่าโกรธที่ไปสร้างบ้านรุกที่ของเขาและยังเดินข้ามหัวเพราะเขาอาศัยอยู่ตรงประตูทางเข้าบ้าน ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวจน ไม่มีใครกล้าเดินผ่านบ้านหลังนี้ตอนกลางคืน

ด้านนางเสนาะ ผ่องโอภาส เจ้าของบ้าน บอกว่า เมื่อเข้าไปอยู่วันแรกก็เจอดี ช่วงกลางวันมีเพื่อนบ้านไปเยี่ยมและขอนอนพักด้วย กลับมีอาการเหมือนถูกผีสิง ส่งเสียงกรีดร้องมองตาขวางจนตนอยู่ไม่ได้ ต้องวิ่งหนีออกมา ตอนกลางคืนนายขวัญพงษ์ วงศ์ดิษฐ์ อาสาเข้าไปนอนเป็นเพื่อนเพื่อพิสูจน์เรื่องผี ก็เจอผีหลอกเข้าเต็มๆ นางเสนาะเล่านาทีระทึกขวัญต่อไปว่า ตนเห็นกับตาช่วงที่นายขวัญพงษ์โดนผีหลอก มีทั้งถูกดึงขา ขึ้นนั่งทับหน้าอก จนต้องพากันหนีออกจากบ้านกลางดึก และไม่กลับไปอยู่ในบ้านนั้นอีกเพราะกลัวจะช็อกตาย ขออาศัยที่เพิงหลังเก่าดีกว่า ทุกครั้งที่ผ่านไปตอนกลางคืนจะเห็นมีคนยืนอยู่หน้าบ้านตลอด ถ้าไม่ใช่ผีแล้วจะเป็นอะไร ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัวแบบนี้มาก่อน ขณะที่นายสมพร อมิธิดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.องครักษ์ กล่าวว่า ลูกบ้านและครูในโรงเรียนซึ่งมีบ้านพักอยู่ใกล้กับบ้านหลังนี้มักเห็นสิ่งผิดปกติ โดยตอนกลางคืนจะเห็นแสงเรืองรองออกมาจากบ้าน บางครั้งมีลำแสงพุ่งผ่านหลังคาขึ้นไป บ้างได้ยินเสียงคล้ายคนเดินอยู่ในบ้านจนพากันขนลุกขนพองไปตามๆกัน สำหรับบริเวณที่ตั้งของบ้านเดิมเป็นป่าช้าและเชิงตะกอนเผาศพ ชาวบ้านที่เคยโดนผีหลอกบอกว่าเห็นผีสาวหน้าตาสวย นุ่งโจงกระเบน ห่มผ้าสไบเฉียง

ที่มา : ไทยรัฐ 11 ส.ค. 51

***********************************************************



*** ฮือฮาปาฏิหาริย์ เต่ายักษ์ช่วยชีวิต ***


เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 16/5 หมู่ 4 ต.บางจาก อ.เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ปลูกอยู่ริมคลองบางจาก เนื่องจากได้รับแจ้งว่า นายสมหวัง อาดัม อายุ 33 ปี ชาวประมงเจ้าของบ้าน พบเต่าตนุขนาด ใหญ่ยักษ์ ซึ่งนายสมหวังได้นำไปดูเต่าตนุที่นำไปไว้ในอ่างปลาข้างบ้าน เป็นเต่าตนุเพศเมียสีดำขนาดใหญ่ยักษ์ มีความยาวจากหัวถึงหาง 1.28 เมตร ความกว้างของกระดอง 1.12 เมตร นำหนัก 208 กิโลกรัม นายสมหวังกล่าวถึงที่มาของเต่ายักษ์ว่า ตนมีอาชีพ ทำประมงพื้นบ้าน โดยวางอวนขนาดเล็กในย่านปากน้ำปากพนัง อ.ปากพนัง พื้นที่รอยต่อ ต.บางจาก อ.เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อราว 3 ทุ่มเศษวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ขับเรือหางยาวไปวางอวนตามปกติ จนกระทั่งเวลา 00.30 น. วันที่ 17 มิ.ย. วางอวนเสร็จสิ้น จึงขับเรือกลับบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเก็บอวนในช่วงสายวันนี้ ปรากฏว่าพอขับเรือมาถึงปากอ่าวบ้านบางปรง ซึ่งเป็นปากอ่าวเล็กด้านในถัดมาจากปากอ่าวปากพนัง อยู่ระหว่างหมู่ 12 ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง กับหมู่ 7 ต.บางจาก อ.เมืองนครศรีธรรมราช จู่ๆเครื่องยนต์เรือเกิดดับไปดื้อๆ พยายามติดเครื่องอยู่นานนับชั่วโมงแต่ไม่เป็นผล แถมเรือยังถูกคลื่นลมแรงพัดออกทะเลเรื่อยๆ แม้จะใช้ไม้พายพายเรือกลับเข้าคลองบางจากอย่างสุดกำลัง แต่ไม่อาจต้านทานคลื่นลมได้ เรือก็ลอยห่างจากฝั?งไปอย่างต่อเนื่อง

หนุ่มชาวประมงกล่าวต่อว่า ช่วงนั้นตนรู้สึกอับจนไม่มีปัญญานำเรือกลับบ้านได้ จึงอธิษฐานในใจขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้คลื่นลมสงบ และขอให้ช่วยให้กลับบ้านได้ หลังจากนั้นครู่เดียวคลื่นลมก็สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ยิ่งไปกว่านั้น จู่ๆเรือของตนก็เคลื่อนตัวทวนทิศทางคลื่นลมอย่างช้าๆ กลับเข้าคลองบางจากได้ทั้งที่ไม่ได้ใช้พายพายเรือแม้แต่น้อย ทำให้ตกใจจนขนหัวลุก คิดในใจว่าอาจมีวิญญาณ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยพาเรือของตนกลับบ้านตามคำอธิษฐาน นายสมหวังเจ้าของบ้านกล่าวต่อว่า กระทั่ง 6โมงเช้า เรือเคลื่อนตัวมาถึงริมตลิ่งหน้าบ้านแล้วหยุดลง จึงรีบกระโดดขึ้นตลิ่งทันที จากนั้นได้มองไปที่เรือเห็นเต่าตัวใหญ่ว่ายน้ำออกมาจากใต้ท้องเรือ แล้วค่อยๆเดินต้วมเตี้ยมขึ้นมาบนตลิ่ง ทำให้แน่ใจว่าเต่าตัวนี้ดันเรือของตนจากปากน้ำปากพนังมาถึงบ้าน ระยะทางเกือบ 20 กม. แต่ยังรู้สึกแปลกใจว่าเต่ารู้ได้อย่างไรว่ามาถึงบ้าน ตนแล้ว ถึงได้หยุดดันเรือแล้วเดินขึ้นมาบนตลิ่ง ตนและเพื่อนบ้านที่ทราบข่าวเชื่อว่าเต่าตัวนี้เป็นเต่าเจ้าที่ หรือเป็นพญาเต่า จึงนำเรื่องไปเล่าให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง แจ้งนายไกรลาศ แก้วดี นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ประสานประมงอำเภอปากพนัง มาตรวจสอบ

ระหว่างนั้นนายไกรลาด แก้วดี นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช นายอุทร สิทธิศักดิ์ ประมงอำเภอปากพนัง และนักวิชาการจากศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เดินทางเข้ามาที่บ้านของนายสมหวัง และเข้าตรวจเต่าดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากนั้นนายอุทร สิทธิศักดิ์ ประมงอำเภอปากพนัง เปิดเผยว่า เต่าตนุตัวนี้ เป็นเพศเมีย อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ตามลำตัวไม่พบหลักฐานการทำเครื่องหมายหรือการฝังชิปใดๆ ยืนยันว่าเป็นเต่าตนุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ เคยพบมาในภูมิภาคนี้ และนายสมหวังยินยอมให้นำเต่าไปพักพื้นที่ศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ฯ เพื่อฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์แข็งแรง เนื่องจากเต่ามีอาการอ่อนเพลีย โดยจะนำไปพักฟื้นในบ่ออนุบาล ให้ออกซิเจน ให้อาหาร คาดว่า จะให้พักฟื้นราว 1 เดือน หลังจากแข็งแรงดีแล้วก็จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในท้องทะเลลึกต่อไป ส่วนสาเหตุที่เต่าเข้ามาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลนั้น คาดว่าเต่าอาจออกมาหาอาหารเพลินแล้วหลงทาง กระทั่งมาเจอกับเรือของนายสมหวังดังกล่าว

ที่มา : ไทยรัฐ 18 มิ.ย. 51

***********************************************************



*** วิญญาณเฮี้ยน! ป่วนงานศพ ***


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ร.ต.ท. มนตรี วรรณคง ร้อยเวร สภ.ย่อยบางจาก อ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งมีเหตุชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นที่วัดมัชฌิมภูมิ (วัดเกาะหัวบ้าน) หมู่ 1 ต.ท่าไร่ จึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.กิตติชัย ไกรนรา สารวัตร หัวหน้า สภ.ย่อยบางจาก นำกำลังรุดไปตรวจสอบ พบว่าทางวัดกำลังจัดพิธีฌาปนกิจศพนางสายใจ นิยมจิตร์ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ 2 ต.ท่าไร่ ที่ถึงแก่กรรม มีพระภิกษุรวมทั้งชาวบ้านที่มาร่วมงานประมาณ 200 คน กำลังชุลมุนวุ่นวายโกลาหลบริเวณศาลาที่ตั้งศพ

ส่วนบริเวณหน้ากุฏิของพระครูพัฒนกิจโกศล เจ้าอาวาส นั้น พบผู้หญิง 3 คน ทราบชื่อภายหลังคือนางสายจิต นิยมจิตร์ อายุ 38 ปี พี่สาวของผู้ตาย น.ส.สายชล นิยมจิตร์ อายุ 29 ปี น้องสาวของผู้ตาย และ น.ส.คนึงนิจ เจริญผกาศร อายุ 25 ปี เป็นญาติมีศักดิ์เป็นหลานสาวของผู้ตาย กำลังอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งตัวสั่นเทาส่งเสียงตะโกน ด่าทอฟังไม่ได้ศัพท์ ส่วนน้ำเสียงที่ออกมานั้นมีทั้งเสียงของผู้หญิงและเสียงของผู้ชายปะปนกัน โดยเฉพาะ น.ส. สายชล นิยมจิตร์ ซึ่งตัวสั่นงันงกคล้ายกับคนถูกผีเข้าส่งเสียงร้องโหวกเหวกทำเอาญาติและผู้คนในงานพากันหวาดกลัวขนลุกซู่ เพราะเสียงนั้นฟังคล้ายกับเสียงและสำเนียงของนางสายใจผู้ตาย ประกาศว่าห้ามเผาศพของตนอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่ได้พบลูกชายทั้ง 2 คน หากใครเผาศพก็จะตามเอาชีวิต

ในขณะที่ร่างของนางสายจิตมีเสียงของผู้ชายและเสียงของคนจีน ประกาศไม่ให้วิญญาณของนางสายใจที่เข้าสิงในร่างของนางสายจิตทำร้ายหรือเอาชีวิตคนอื่น ส่วน น.ส.คนึงนิจที่ตัวสั่นเหมือนคนถูกผีเข้าอีกคน พูดออกมามีทั้งเสียงของหญิงและชายรวมทั้งเสียงสำเนียงคนจีน บอกว่าตนคือวิญญาณเจ้าที่มาให้ความคุ้มครองชาวบ้าน จะปกป้องทุกคนที่อยู่ที่นี่ ซึ่งปรากฏว่าวิญญาณที่เข้าสิงร่างของคนทั้ง 3 ส่งเสียงทะเลาะกันเองดังลั่น ทำให้บรรยากาศชวนขนลุกขนพองวุ่นวายปั่นป่วนหนักเข้าไปอีก ส่วนศพคนตายในโลงยังไม่ได้ทำพิธีเผาใดๆ ทางด้านพระครูพัฒนกิจโกศล อายุ 69 ปี เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว เล่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นว่า ขณะที่กำลังทำพิธีสวดศพผู้ตายอยู่ที่ศาลาหน้าเมรุเพื่อเตรียมทำพิธีทอดผ้าบังสุกุลอยู่นั้น มีรถบรรทุกหกล้อขับผ่านวัดและกระบะหลังได้เกี่ยวเอาสายสิญจน์ที่พาดขึงไว้ ระหว่างศาลาหน้าเมรุกับตัวเมรุขาด ปรากฏว่าโยมผู้หญิงทั้ง 3 ที่นั่งอยู่ในศาลาก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งเหมือนกับถูกผีเข้าขึ้นมาทันที ทำให้พระที่สวดศพและชาวบ้านพากันแตกตื่นตกใจลุกหนีออกจากศาลากันเป็นแถว รวมทั้งตัวอาตมาเองก็ยอมรับว่ารู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะไม่เคยเจอกับเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้มาก่อน ส่วนหญิงที่ถูกผีเข้าทั้ง 3 ได้พากันกระโดดลงจากศาลาไปออกอาการคลุ้มคลั่งกันที่หน้ากุฏิของอาตมา

หลังทราบถึงความเป็นมาของเหตุวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับทำอะไรไม่ถูก อย่างไรก็ตาม พระครูพัฒนกิจโกศลได้นำน้ำมนต์มาประพรมหญิงทั้งสามที่ถูกวิญญาณเข้าสิงแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น กระทั่งมีผู้เฒ่าในหมู่บ้านแนะนำให้ญาติไปตามฤาษีแมน อนาสิน อายุ 33 ปี ที่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าบ้านบางไทร ต.บางศาลา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยปราบวิญญาณที่เข้าสิง ซึ่งต่อมาในช่วงเย็นฤาษีแมนได้เดินทางมาถึงวัดได้เข้าเจรจากับวิญญาณที่สิงอยู่ในร่างคนทั้งสามขอให้ออกจากร่างโดยเร็ว ญาติโยมจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ จากนั้นฤาษีแมนกับพระในวัดได้นำน้ำมนต์มาประพรม ปรากฏว่าทั้งสามได้ล้มหมดสติไปก่อนทางญาติๆจะรีบพาส่ง รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช

ที่มา : ไทยรัฐ 9 มิ.ย. 51

***********************************************************



*** ช็อก! ภาพมือถือถ่ายติดวิญญาณ พระนั่งทางในระบุเป็นหญิงโดนฆ่าข่มขืน ***


ฮือฮาภาพถ่ายติดวิญญาณ เขย่าขวัญสั่นประสาททั่วเมืองปัตตานี หลังมีเจ้าของร้านอาหาร เอามือถือรุ่นถ่ายภาพได้ ถ่ายภาพลูกหลานในห้องพัก ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา พอนำมาเปิดดู แทบช็อกมีภาพลาง ๆ เป็นผู้หญิง ไว้ผมยาว และแขนขายาวกว่าคนปกติทั่วไป นุ่งกางเกงในตัวเดียว ยืนแอ๊กท่าอยู่ในรูปด้วย เอาไปให้พระที่เชี่ยวชาญทางด้านนั่งทางในดู ระบุเป็นหญิงวัยรุ่นที่ถูกฆาตกรข่มขืนฆ่าตายไปเมื่อ 14-15 ปีก่อน พร้อมระบุชื่อนามสกุลให้เสร็จ ขนลุกซ้ำพอไปตรวจสอบประวัติ พบมีผู้หญิงชื่อนามสกุลนี้ และโดนฆ่าตายไปแล้วจริง ด้าน “ป๋องผี” ดีเจผีชื่อดังถึงกับอุทาน ไม่ฟันธงจริงหรือไม่ แต่เชื่อถ่ายจากโทรศัพท์ตัดต่อยาก

ฮือฮาภาพถ่ายติดวิญญาณครั้งนี้ เปิด เผยขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ได้รับภาพทางโทรศัพท์มือถือจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เป็นภาพเด็กผู้หญิงอายุราว 10 ขวบเศษ ยืนอยู่ในห้องพัก โดยข้างซ้ายมือของเด็กคนในรูป มีภาพราง ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ไว้ผมยาว แขน ขายาวกว่าคนปกติทั่วไป นุ่งกางเกงในสีฟ้าตัวเดียว โดยเพื่อนคนดังกล่าวที่ส่งภาพมาให้อ้างว่า เจ้าของกล้องซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งใน จ.ปัตตานี ได้ถ่ายภาพลูกหลานไว้ดูเล่น ภายในห้องพักเมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยวันดังกล่าวเป็นวันวิสาขบูชาพอดี

หลังจากได้ถ่ายไปหลายรูป เลยเปิดภาพที่ถ่ายดู ปรากฏว่าทุกภาพไม่มีอะไรผิดปกติ มีอยู่เพียงภาพเดียว คือภาพที่ถ่ายหลานสาว โดยซ้ายมือของหลาน มีภาพราง ๆ สีดำคล้ายผู้หญิงไว้ผมยาว นุ่งกางเกงในตัวเดียว ยืนแอ๊คท่าอยู่ข้าง ๆ แต่ผู้หญิงคนดังกล่าวไม่เหมือนคนทั่วไป เนื่องจากมีแขนขายาวกว่าปกติ ทั้งที่เวลาถ่าย ขณะนั้นได้ถ่ายภาพหลานคนเดียว ไม่มีใครยืนถ่ายรูปร่วมด้วย อีกทั้งญาติพี่น้องที่อยู่ในห้อง ไม่มีผู้หญิงที่มีรูปร่าง หรือแต่งกายเหมือนผู้หญิงในภาพแต่อย่างใดสักคน

ทำให้เป็นที่แปลกประหลาดใจ ให้กับเจ้าของกล้องและญาติ ที่อยู่ในห้องเป็นอย่างมาก บางคนเมื่อดูภาพแล้ว ถึงกับมีอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทันที จากนั้นได้มีการส่งภาพดังกล่าวไปให้คนรู้จักหรือเพื่อนสนิทดู เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพวิญญาณ หรือเกิดจากอะไรกันแน่ กระทั่งเป็นที่โจษขานกันทั่วเมืองปัตตานี ขณะเดียวกันเจ้าของร้านอาหารที่ใช้มือถือถ่ายรูป ได้นำภาพปริศนาไปให้พระภิกษุสงฆ์ ที่เชี่ยวชาญการนั่งทำสมาธิหรือดูทางในดู โดยพระรูปดังกล่าว หลังจากนั่งหลับตาเพ่งสมาธิดูแล้ว

สักพักได้หยิบปากกาที่วางอยู่ข้างหน้า ขึ้นมาเขียนบนกระดาษ เป็นชื่อนามสกุลผู้หญิงคนหนึ่ง พอออกจากสมาธิแล้ว พระรูปดังกล่าวบอกว่า ผู้หญิงที่อยู่ในภาพถ่าย เป็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้ง นำศพไปหมกพงหญ้าเมื่อ 14-15 ปีก่อน ซึ่งพงหญ้าจุดที่ทิ้งศพ คือบริเวณที่เดียวกับร้านอาหาร จากนั้นเจ้าของร้านอาหารได้ไปตรวจสอบประวัติ พบว่ามีชื่อนามสกุลผู้หญิงคนนั้นจริง ที่สำคัญได้ถูกคนร้ายข่มขืนและฆ่าตายไปแล้ว ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของพระรูป ดังกล่าว

ด้าน ป๋อง-กพล ทองพลับ หรือฉายา “ป๋องผี” พิธีกรรายการเกี่ยวกับผีชื่อดัง ถึง กับอุทานเมื่อผู้สื่อข่าวให้ดูภาพชวนขนหัวลุก ว่า “ไอ้หยา” ภาพชัดมาก ตนเคยเห็นภาพในลักษณะแบบนี้มาบ้างแล้ว ดูแล้วก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับความจริงว่า ภาพที่เห็นจะจริงหรือไม่จริง ต้องดูจุดประสงค์ และเจตนาของผู้นำภาพนี้ออกมา ภาพที่เห็นน่าจะเป็นอะไรสักอย่าง คล้ายคนรูปร่างผิดสัดส่วนจากคนปกติ หัวยุ่ง ๆ ฟู ๆ มองเห็นไม่ชัดเจนนัก บริเวณลำตัวแขนกับขายาวมาก ภาพน่าจะเป็นเด็กผู้ชาย ไม่ใส่เสื้อ ใส่ขาสั้นสีฟ้าจาง ๆ ลักษณะที่ยืนตั้งใจมาอยู่ในเฟรมให้ได้เห็น

ดีเจชื่อดังบอกต่อว่า อย่างไรก็ตามคงต้องนำภาพดังกล่าวไปพิสูจน์ อยู่ที่ความเชื่อของบุคคลด้วยว่าจะเชื่อรึเปล่า แต่บอกตรง ๆ ตนเห็นภาพนี้ตกใจ ขนลุก ที่มาของรูปมาจากต่างจังหวัด ที่ถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือ ตนคิดว่าไม่น่าจะมีการดัดแปลงแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้เคยมีตากล้องเก่ง ๆ พูดกับตนว่ากล้องป๊อกแป๊ก หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือสามารถถ่ายติดภาพวิญญาณ ได้ดีกว่ากล้องระดับโปร มีคนนำภาพติดวิญญาณที่ถ่ายจากมือถือมาให้ตนดูเยอะมาก ที่สำคัญภาพที่ถ่ายจากมือถือน่าจะตัดต่อยาก

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ เจ้าของมือถือถ่ายรูปสยอง ทราบชื่อนางรุ่งตะวัน ศฤง คาร์นันท์ อายุ 34 ปี หลานสาวนางศรีนิจ อินทกุล เจ้าของร้านอาหารเพิ่มลาภ หมู่ 6 ต.รูสะ มีแล อ.เมืองปัตตานี พอนางรุ่งตะวันทราบจุดประสงค์ จึงเล่าเรื่องเหตุเกิดที่เจอกับตัวเองให้ฟังว่า เมื่อตอนเช้าวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา ลูกสาวตนชื่อน้องบัว ได้ขอให้ตนช่วยถ่ายรูปให้ด้วย ตนเลยเอามือถือยี่ห้อไอโมบาย รุ่น 611 ถ่ายรูปลูกสาว จากนั้นออกไปทำธุระ พอค่ำกลับเข้ามาจึงเปิดดูภาพในมือถือ ทันทีที่เห็นภาพตนขนลุกซู่ขึ้นมาทันที จากนั้นวิ่งออกไปให้คนอื่นดู บางคนเห็นถึงกับปิดตาไม่กล้ามอง โดยขอยืนยันว่าตนไม่ได้ตกแต่งภาพ อย่างแน่นอน

นางรุ่งตะวันเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่น เต้นต่อว่า จากนั้นรุ่งเช้าตนไปหาพระ ที่เคารพนับถือรูปหนึ่ง ให้ช่วยนั่งดูทางในให้ด้วย สักพักพระรูปดังกล่าว หยิบปากกาขึ้นมาเขียนบนกระดาษ โดยจับใจความได้ว่า ผู้หญิงในภาพเป็นสาว จ.ร้อยเอ็ด อายุ 16 ปี (อายุขณะนั้น) มาทำงานใน จ.ปัตตานี และถูกคนร้ายหลอกพาไปข่มขืนและฆ่าทิ้ง โดยตายมาแล้วเกือบ 20 ปี อยากให้เจ้าของร้าน ช่วยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย เพื่อที่จะได้ไปเกิดใหม่ เมื่อตนทราบดังนั้น เลยไปทำบุญตามที่ดวงวิญญาณบอก และตั้งแต่นั้นมาตนกับเจ้าของร้าน รู้สึกสบายใจเป็นอย่างมาก

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มิ.ย. 51

***********************************************************



*** สุดผวา'งูเห่าเจ้าที่' ทวง5ชีวิต ตาย3เหลือ2สาหัส ***


เรื่องราวเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับหนุ่มเจ้าของนากุ้ง เมื่อสมาชิกในครอบครัวทยอยล้มหายตายจากไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากจับงูเจ้าที่มาถลกหนังผัดเผ็ดแกล้มเหล้า เข้าทำนอง “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” รายนี้ เปิดเผยเมื่อตอนสายวันที่ 30 มี.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดสาขลา หมู่ 3 ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังมีชาวบ้าน พูดกันปากต่อปากเป็นไฟลามทุ่งว่ามีชาวบ้านรายหนึ่งเสียชีวิตและญาติเตรียมทำพิธีเผาศพ

หลังจากที่เก็บศพมานานครบ 100 วัน โดยเชื่อว่าสาเหตุของการเสียชีวิต มาจากเรื่องที่จับงูเจ้าที่มาทำเป็นอาหาร พบชาวบ้านกว่า 200 คน กำลังเตรียมทำพิธีเผาศพนายเอี่ยม สุทธิโชค อายุ 82 ปี อยู่บ้านเลขที่ 260 หมู่ 3 ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงเย็นวันเดียวกัน เมื่อญาติทราบวัตถุประสงค์ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าพบพระป้อม สุทธิโชค อายุ 61 ปี พระลูกวัดวัดสาขลา ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของนายเอี่ยม เพื่อให้รายละเอียดข้อเท็จจริง

พระป้อมลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้นายเอี่ยม บิดา พักอยู่กับนายยอด สุทธิโชค อายุ 37 ปี ลูกชายคนที่ 3 โดยมีสมาชิกในบ้านประกอบด้วยนางจุฬารักษ์ สุทธิโชค อายุ 40 ปี นายมนตรี สุทธิโชค อายุ 16 ปี ด.ช.ธราเทพ สุทธิโชค อายุ 9 ขวบ ภรรยาและลูกๆของนายยอด ครอบครัวนายยอดยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งกุลาดำและหอยแครง เมื่อไม่นานมานี้บ้านที่นายยอดกับครอบครัวพักอาศัยถูกถนนสายพระสมุทรเจดีย์-มหาชัย สายใหม่ตัดผ่าน นายยอดจึงย้ายบ้านไปปลูกในที่แห่งใหม่ ห่างจากเดิมประมาณ 50 เมตร ต่อมาเมื่อต้นเดือน ม.ค. 51 ระหว่างการปลูกสร้างมีงูเห่าลักษณะลำตัวสีน้ำตาลแดง ยาว 1.5 เมตร โตขนาดแขนผู้ใหญ่ เลื้อยออกมาจากป่าแสม เข้ามาใต้ถุนบ้าน นายยอดและญาติๆใช้ท่อนไม้รุมตีงูจนตาย จากนั้นตัดหัวถลกหนัง ผ่าท้องพบมีไข่อยู่ 5 ฟอง นำไปย่างไฟจนแห้งแล้วผัดเผ็ดกินแกล้มสุรา และแจกจ่ายให้คนในบ้านรับประทาน

พระป้อมเปิดเผยอีกว่า หลังจากนั้น 2 วัน นางจุฬารักษ์ ภรรยานายยอดล้มป่วย นำส่ง รพ.สมุทรปราการ เพียง 2 วัน เสียชีวิต แพทย์ระบุสาเหตุมาจากความดันสูง และเบาหวานระหว่างนำศพนางจุฬารักษ์มาตั้งสวดบำเพ็ญกุศล ที่วัดสาขลาคืนที่ 2 จู่ๆนายเอี่ยมที่ชราภาพมากแล้วเกิดแน่นหน้าอกกะทันหัน ญาตินำส่ง รพ.สมุทรปราการ ปรากฏว่าพ่อของนายยอดเสียชีวิตไปอีกคน ญาตินำศพกลับไปตั้งสวดที่วัดรวมกับศพของนางจุฬารักษ์ โดยศพนางจุฬารักษ์ตั้งสวด 7 วัน จึงทำพิธีเผา ส่วนศพนายเอี่ยมเก็บไว้ 100 วัน หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 8 ก.พ. 51 นายมนตรี สุทธิโชค ลูกชายคนโตของนายยอด ประสบอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์ พลิกคว่ำบริเวณสามแยกพระสมุทรเจดีย์ เสียชีวิตเป็นศพที่ 3 การเสียชีวิตของคนทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกันสร้างความประหลาดใจให้กับญาติพี่น้องเป็นอย่างมากพากันไปพบคนทรงเจ้ารายหนึ่งทำพิธีเชิญเจ้าเข้าทรง อ้างว่าเป็นเพราะไปทำร้ายงูเห่าซึ่งเป็นงูเจ้าที่และกำลังถูกงูเจ้าที่ตามเอาชีวิตคนในครอบครัว 5 คน ตามจำนวนไข่ 5 ฟองในท้องงู

พระป้อมเปิดเผยต่อไปอีกว่า นายยอดซึ่งปกติเป็นคนหัวรั้น เมื่อได้ยินคนทรงเจ้าบอกเช่นนั้นถึงกับท้าทายบอกว่า หากงูเจ้าที่มีจริงขอให้มาเอาคนในครอบครัวที่เหลืออีก 2 คน ได้เลย หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ ขณะนายยอดขี่รถจักรยานยนต์พา ด.ช.ธราเทพ ลูกชายคนเล็ก นั่งซ้อนท้ายกลับจากช่วยงานบวชญาติ เกิดอุบัติเหตุชนกับรถแท็กซี่ นายยอดบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ปากน้ำ ยังไม่รู้สึกตัว ส่วน ด.ช.ธราเทพ บาดเจ็บหนักเช่นกัน นำส่งไปรักษาที่ รพ.กรุงเทพพระประแดง หมดเงินค่ารักษาไปกว่าแสนบาท ตอนนี้ญาติรับกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน และเตรียมจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ รวมทั้ง ย้ายที่อยู่เพื่อแก้เคล็ด เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นญาติๆ เชื่อว่าเป็นเพราะอาถรรพณ์จากงูเจ้าที่มาเอาชีวิต หลายคนเริ่มหวาดผวากับสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เพียงแค่ 3 เดือน มีผู้เสียชีวิตไปถึง 3 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย ได้จุดธูปเทียนขอขมาขอให้นายยอดหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว พร้อมกันนี้จะสร้างศาลให้ด้วย

ที่มา : ไทยรัฐ 31 มี.ค. 51

***********************************************************



*** ผีห้องขัง! หลอก “หนุ่มเขมร” ตร.ให้ดูรูปถึงกับผงะพบเป็นหญิงผูกคอตายเมื่อ 8-9 ปี ***


หนุ่มเขมรหลอน!! เจอดี 2 วิญญาณ หลอกในห้องขัง สน.ห้วยขวาง เขย่าห้องขังร้องไห้ตัวสั่น ร้องขอความช่วยเหลือ หลังถูกจับหลบหนีเข้าเมืองก่อนถูกนำตัวมาขังไว้ภายในห้องขังของ สน. เจ้าตัวเผย เคลิ้มหลับได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาดึงเสื้อชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน มีบ้านใหญ่โต ลืมตาขึ้นมาเห็นเป็นหญิงสาวดวงตามีเลือดไหล ใกล้กันมีผู้ชายยืนคอขาดอยู่จึงได้ ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวออกมาสงบสติอารมณ์ และให้ดู รูปหญิงสาวคนดังกล่าว เจ้าตัวเห็นถึงกับตะลึง ร้องไห้และพยายามวิ่งหนี ด้าน ตร. เผยหญิงคนดังกล่าวผูกคอตายในห้องขังเสียชีวิตมานานกว่า 8-9 ปีแล้ว เตรียมทำบุญ สน.พร้อมนิมนต์พระมาพรมน้ำมนต์ห้องขังเพื่อเป็นสิริ มงคล

วันนี้ (28 ธ.ค.) เมื่อเวลา 07.00 น.ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ จ.ส.ต.ชัยนันทน์ สุวรรณที ผบ.หมู่ ป.สน.ห้วยขวาง เดิน ทางมาเข้าเวรสิบเวรหน้าห้องควบคุมผู้ต้องหา ที่ สน. ขณะที่เดินอยู่นั้นก็พบ นา ยกฤษณ์ ชาวกัมพูชา อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองซึ่งเจ้าหน้าที่ ได้จับกุมได้ที่สนามกีฬาห้วยขวาง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา เขย่าห้องขังและ ร้องไห้ ตัวเหลือง หน้าซีดตัวสั่น บอกว่าผีจะมาเอาไป เมื่อ จ.ส.ต.ชัยนันทน์ เดินเข้าไป ผู้ต้องหาก็ได้วิ่งหนีไปหลบที่ห้องน้ำภายในห้องขัง ทาง จ.ส.ต.ชัยนัน ทน์ จึงได้ไปตาม พ.ต.ท.ยิ่งยศ อินทบุหรั่น รองผู้กำกับ สส.สน.ห้วยขวาง เมื่อ พ.ต.ท.ยิ่งยศ เดินมาถึงห้องขังทางนายกฤษณ์ก็ได้กระโดดเข้าโอบกอด โดยในขณะ นั้นนายกฤษณ์อยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวออกมาข้าง นอก นายกฤษณ์ก็ยังคงอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่ 07.00- 09.00 น. แม้ทางเจ้าหน้าที่จะเอาข้าวเอาน้ำมาให้ก็ไม่ยอม กิน

จากการสอบถามในเบื้องต้นทราบว่า ก่อนหน้านี้ภายในห้องขังมี นักโทษอยู่ 4 คน แต่เมื่อวานที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปฝาก ขัง ทำให้เหลือนายกฤษณ์อยู่เพียงคนเดียว พอถึงกลางดึกขณะที่นายกฤษณ์กำลังเคลิ้ม หลับก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเปิดประตูห้องขัง จากนั้นมีคนเดินเข้ามาดึงเสื้อ และบอกว่ามีบ้านใหญ่โต มีเงินทอง ชวนไปอยู่ด้วยกัน เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นเป็น หญิงอายุประมาณ 50 ปี รูปร่างล่ำเตี้ย โดยที่บริเวณดวงตามีเลือดไหลออกมา ส่วน บริเวณลำคอก็มีผ้าขนาดยาวผูกอยู่ บริเวณใกล้กันยังพบเป็นชายยืนอยู่ข้าง รูปร่าง สันทัด หัวขาด นายกฤษณ์พยายามร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมานายก ฤษณ์เจอลักษณะแบบนี้ 4-5 ครั้ง ก่อนที่ทางเจ้าหน้าที่จะมาพบในช่วง เช้า

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายกฤษณ์มาที่ห้องสืบสวน สน.ห้วยขวาง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ได้นำภาพถ่ายของหญิงสาววัยสูงอายุให้นายก ฤษณ์ดู เมื่อนายกฤษณ์ได้เห็นภาพก็ร้องไห้พยายามวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว ซึ่งตอน นั้นทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้บอกว่าหญิงสาวเป็น ใคร

สำหรับหญิงสาวคนดังกล่าวชื่อ นางสำรวย อยู่นุช อายุ ประมาณ 50 ปี เคยเป็นผู้ต้องหาถูกจับกุมในข้อหาจำหน่ายและครอบครองยาบ้า จำนวน 600 เม็ด ซึ่งขณะนั้นนางสำรวยถูกจับกุมและถูกขังไว้ในที่ห้องขัง ทางสามี ได้นำเงินมาวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือนางสำรวย แต่สามีก็ได้มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน จึงทำให้นางสำรวยเกิดอาการน้อยใจฉีกผ้าถุงผูกคอตาย ภายในห้องขังเมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว ต่อมาทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายก ฤษณ์ไปฝากขังที่ ตม.เพื่อเตรียมผลักดันออกนอกประเทศต่อ ไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ภายในห้องขัง สน.ห้วยขวาง ยังเคยมีผู้ต้องหาถูกจับในข้อหาครอบครองยาเสพติด โดยผู้ต้องหาคนนี้เกิดอาการ น้อยใจผู้เป็นพ่อที่ไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเลยหลังถูกจับกุม โดยได้ใช้เสื้อผูกคอ ตายภายในห้องขัง นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังมีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมและนำตัวมาขัง ไว้ที่ สน.บางคนได้เห็นผู้หญิงกำลังผูกคอ บ้างก็เห็นร้องขอความช่วยเหลืออยู่ บ่อย ครั้ง

ด้าน พ.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ในช่วงปีใหม่นี้ทาง สน.จะทำ บุญปีใหม่อยู่แล้ว โดยจะจัดงานบริเวณหน้า สน. และปีนี้จะจัดพิเศษโดยจะนิมนต์พระ มาพรมน้ำมนต์ที่ห้องขังเพื่อเป็นสิริมงคลด้วย

ที่มา : ผู้ จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2550

***********************************************************



*** นร.นับสิบชักดิน บวงสรวงเทพ! ***


เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่โรงเรียนตากพิยาคม ตั้งอยู่ เขตเทศบาลเมืองตาก คณะครู ศิษย์เก่า และนักเรียนมาร่วมงานทำบุญเลี้ยงพระและบวง สรวงเทพประกายเพชร เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนตากพิทยาคม ครบรอบ 107 ปี โดยระหว่างที่นายสมเกียรติ มั่นเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหาร และ ศิษย์เก่า ทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์ 9 รูป ในหอประชุมโรงเรียน พราหมณ์ ได้ทำพิธีบวง สรวงศาลเทพประกายเพชร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ริมสนามกีฬา ของโรงเรียน มีครูและนักเรียนกว่า 300 คน ร่วมพิธีด้วย

จู่ๆเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนักเรียนหญิงอายุระหว่าง 15-17 ปี จำนวน 10 คน และครูหญิงอีก 4 คน มีอาการชักกระตุกดิ้นพราด บางคนเป็นลมฟุบหมด สติ บางคนมีอาการสั่นคล้ายถูกผีสิง นักเรียนหญิงคนหนึ่ง อ้างเป็นเทพประกายเพชร พูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ตำหนินักเรียนที่จบไปแล้วทำงานได้ดิบได้ดี ไม่เคย กลับมาเคารพบูชา และบอกให้นักเรียนทุกคนประพฤติตัวเป็นคนดี ไม่ทำนอกลู่นอกทาง และสั่งให้สวดมนต์ก่อนเข้าเรียนทุกวัน เหตุการณ์ดำเนินไปนานกว่า 1 ชั่วโมง จน ต้องนิมนต์ พระช่วยประพรมน้ำมนตร์รักษาแต่ไม่เป็นผล จึงประสานขอรถพยาบาล รพ. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลำเลียงครูและนักเรียนไปเยียวยา ขณะที่คณะอาจารย์ได้ จุดธูปขอขมาต่อศาลเทพประกายเพชร เกรงครูและนักเรียนจะมีอาการแบบเดียวกันอีก และ ทางโรงเรียนยังได้ประกาศหยุดการเรียนการสอนทันที

ขณะเดียวกัน นายสมเกียรติ มั่นเมือง ผู้อำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม เปิดเผย ว่า การบวงสรวงเทพประกายเพชรได้กระทำขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยนำอาหารคาวหวาน ผล ไม้ บายศรีซ้ายขวา มาประกอบพิธีเซ่นไหว้ ละเว้นดอกบัวและสุรา ที่ท่านเทพประกาย เพชรไม่โปรดปราน ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน เพิ่งจะมีนัก เรียนและครูเกิดอาการเช่นนี้เป็นครั้งแรก เชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของเทพ ประกายเพชรที่มาบอกให้ทุกคนทำความดี รวมถึงให้ลูกศิษย์ที่จบไปแล้วกลับมาเยี่ยม เยียนโรงเรียนบ้าง

ด้านนายสำราญ แดงประเสริฐ อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม เปิดเผย ว่า ที่ตั้งโรงเรียนเคยเป็นวัดร้าง ชื่อวัดสระเกศ บริเวณต้นโพธิ์ในโรงเรียน เป็นตะแลงแกง หรือแดนประหารชีวิตนักโทษด้วยดาบ ทุกปีจะมีนักเรียนเสียชีวิตอย่าง ต่อเนื่อง จนเมื่อปี 2516 นายสมชาย นพเจริญกุล อาจารย์ใหญ่ในสมัยนั้น ไปปรึกษา ผู้รู้ท่านหนึ่ง แนะนำให้สร้างศาลเทพประกายเพชร เพื่อปกปักรักษาคณะครู และนัก เรียน และมีการบวงสรวงขึ้นทุกปี ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้นไม่มีนักเรียนและครูเสีย ชีวิตอีก

อีกรายเมื่อเวลา 14.30 น. วันเดียวกัน ศูนย์กู้ชีพ รพ.สุราษฎร์ธานี ได้รับ แจ้งเหตุนักเรียนโรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เป็นลมหมด สติจำนวนร่วม 30 คน ทีมแพทย์และพยาบาลรุดไปให้การช่วยเหลือ พบผู้ป่วยเป็นนัก เรียนชายหญิงชั้น ม.3/5 ถูกนำไปเยียวยาที่ห้องพยาบาล จนอาการทุเลาแล้ว มีเพียง นักเรียนหญิง 4 คน ยังไม่ได้สติ จึงนำส่ง รพ.สุราษฎร์ธานี และ รพ.ค่ายวิภาวดี รังสิต แพทย์ได้ให้น้ำเกลือและคอยดูอาการอย่างใกล้ชิด

เพื่อนนักเรียนร่วมชั้นคนหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเป็นช่วงพักระหว่างคาบ เรียน มีนักเรียนชาย 4-5 คน ที่ไปสักยันต์รูปหนุมานมาโชว์รอยสักให้เพื่อนร่วม ชั้นดู ระหว่างนั้นมีเพื่อนนักเรียนหญิงพูดจาลบหลู่ เพียงครู่เดียวนักเรียนหญิง คนดังกล่าวก็มีอาการชักเกร็ง หวีดร้องแล้วเป็นลมหมดสติ หลังจากนั้นนักเรียนคน อื่นๆ ก็ทยอยมีอาการอย่างเดียวกัน จนครูและเพื่อนนักเรียน ต้องหามเข้าห้อง พยาบาลอย่างโกลาหล

ที่มา : ไทยรัฐ 30 พ.ย. 50

***********************************************************



*** เรื่องผีๆใน เมืองกรุง ***



วัดสุวรรณาราม วัดที่มีเรื่องเล่า ลึกลับหลายเรื่อง

ที่ "วัดสุวรรณาราม" ริมคลองบางกอกน้อยนี้ก็มีเรื่องราวเกี่ยว กับเรื่องผีๆ อยู่มากเช่นกัน เพราะวัดสุวรรณฯ นี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้น ตั้งแต่สมัยอยุธยา และเมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี บริเวณวัดแห่งนี้ก็ยังเป็นสถาน ที่ซึ่งใช้เป็นลานประหารชีวิตเชลยพม่าโดยการตัดคอ ซึ่งก็มีเรื่องเล่ากันว่ามีคน เคยเห็นร่างของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่นุ่งผ้าโจงกระเบนแต่ไม่มีหัวมายืนอยู่ให้ เห็น ส่วนสถานที่ที่นำศพเหล่านั้นมาฝังไว้ก็คือบริเวณที่เป็นสนามโรงเรียนวัดสุว รรณารามและบริเวณลานวัดสุวรรณาราม ปัจจุบัน

ที่เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ฝังศพก็เนื่องจากว่า เมื่อครั้งที่มีการขุดปรับแต่งพื้นที่บริเวณนี้ ก็มีคนพบกระดูกคนอยู่มากมาย และ มีเรื่องเล่าน่ากลัวๆ อีกว่า เคยมีคนพบกระดูกท่อนขาหรือท่อนแขนก็ไม่ทราบ แต่ก็ มีกำไลทองคล้องอยู่ แสดงว่าเจ้าของกำไลนั้นน่าจะเป็นทหารพม่าระดับนายกองชั้น ผู้ใหญ่พอควร คนที่ขุดเจอกำไลก็เอาไปขาย นำเงินมาซื้ออาหารให้ภรรยาที่กำลัง ท้อง แต่คืนนั้นก็ฝันเห็นทหารพม่ามาบีบคอทวงกำไลคืน และภรรยาก็เสียชีวิตแบบที่ เรียกว่าตายทั้งกลม ต่อมาจึงมีการตั้งศาลเพียงตาไว้ที่บริเวณโรงเรียนวัดสุวรรณ แห่ง นี้

ที่น่าสนใจก็คือ หากใครที่มาไหว้ศาลแห่งนี้ แล้วมองเข้าไป ด้านในศาล ก็จะเห็นภาพวาดเป็นรูปนายกองทหารพม่าไว้สามรูป แทนที่จะมีเจว็ดอยู่ ด้านในแบบศาลพระภูมิทั่วไป คงเพื่อเป็นการระลึกถึงดวงวิญญาณทหารพม่าที่เสีย ชีวิตในอดีต อีกทั้งด้านหน้าศาลก็ยังมีปิรามิดเล็กๆ ตั้งไว้ด้วย โดยมีความเชื่อ กันว่า สถานที่ตรงไหนที่มีความอาถรรพ์มากๆ ก็จะใช้ปิรามิดสะท้อนสิ่งอาถรรพ์นั้น ออกไป


ศาลที่สร้างให้แก่ดวงวิญญาณทหาร พม่าที่วัดสุวรรณฯ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550

***********************************************************



*** เปิดประสบการณ์หลอน!!! เที่ยว ตามรอยตำนานสยองขวัญแดนผู้ดี ***



ห้องพักหมายเลข 11 ที่ถูกยกให้เป็น ห้องที่น่ากลัวที่สุดของโรงแรม กอสโฟร์ท ฮอลล์

องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวสหราชอาณาจักร (VisitBritain) ประจำประเทศไทย จึง เกิดปิ๊งไอเดีย คิดโปรแกรมท่องเที่ยวแนวตื่นเต้นสยองขวัญ สำหรับผู้ที่ชอบความ ตื่นเต้นท้าทายและต้องการเปิดประสบการณ์ ด้วยการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น ต้นตำรับของเรื่องผีๆที่โด่งดังไปทั่วโลกทั้งในอังกฤษและสก็อต แลนด์


บรรยากาศรอบๆปราสาทผีสิงกลามิสใน ตอนกลางวัน

เริ่มต้นด้วยตำนาน“Jack the Ripper” ฆาตกรโรคจิตคดีฆ่าหั่นศพ ระดับตำนานที่วันนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นใครกัน แน่

ทั้งนี้เหยื่อฆาตกรรมแต่ละรายของ Jack the Ripper ต่างเสีย ชีวิตในสถานที่ต่างๆในประเทศอังกฤษ และกลายเป็นที่โจษขานกันถึงความเฮี้ยนของ วิญญาณที่ถูกฆ่าอย่างทารุณในสถานที่นั้นๆ ที่มักจะมีผู้พบเห็นอยู่เสมอๆ อาทิ เหยื่อรายแรก Mary Ann ‘Polly’ Nicholls ที่มีผู้พบศพลอยอืดอยู่ในท่อน้ำใกล้กับ อุโมงค์ไวท์ชาปเพิล (Whitechapel) ที่ถนน เดอวา ร์ด (Durward)

หรือเรื่องราวของเหยื่อรายที่สอง Annie Chapman ที่หลายคนเชื่อกันว่าวิญญาณของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในที่ที่เธอเสียชีวิต ซึ่ง ปัจจุบันเป็นห้องเก็บของในโรงกลั่นเหล้าโอลด์ทรูแมน (Old Truman)นั่น เอง


นักท่องเที่ยวเดินชมชุดเกราะในห้อง ใต้ดินของปราสาทผีสิงกลามิส

นอกจาก Jack the Ripper แล้วยังมีเรื่องราวของโรงแรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความสยอง ขวัญที่เปิดให้นักท่องเที่ยวไปพิสูจน์ในความน่ากลัว นั่นก็คือ โรงแรม กอสโฟร์ท ฮอลล์ (Gosforth Hall Hotel) แถบเลคดิสทริกต์(Lake District) ที่มักจะมีคนได้ยินเสียงร้องครวญครางของคนตายในโครงสร้างไม้ของโรงแรม ในช่วงเวลาค่ำคืนอยู่ เสมอ

สำหรับโรงแรมแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1658 และมีตำนาน เล่าว่าชาวคาทอลิคผู้หนึ่งได้ซ่อนตัวนักบวชบาปหนาผู้หนึ่งไว้ในห้องเบอร์ 11 ซึ่งแขกที่เข้าพักในห้องนี้มักจะบอกเสมอว่า พวกเขาเหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา และพบผีนักบวชดังกล่าวนั่งอยู่ข้างๆ นับเป็นเรื่องที่ฟังแล้วน่าขนหัวลุกเป็น อย่าง ยิ่ง

ส่วนอีกโรงแรมหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสยอง ได้แก่ โรงแรม “แรม” (Ram) ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าเล็กๆ ถูกสร้างขึ้นใน ปี ค.ศ. 1148 ที่รัฐวอทตัน อันเดอร์ เอจด์ (Wotton – under – Edge) เมืองคอทสโว ลดส์ (Costwolds)


สะพานที่ใช้เป็นทางเข้าสำหรับนัก ท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปชมปราสาทผีสิงคอน วี่

โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในที่ที่เคยเป็นหลุมฝังศพของมนุษย์ที่ถูกนำมาบูชายัญ โดยพวกนอกศาสนา ที่เล่าลือกันว่าในห้องโบฟอร์ท (Beaufort Room)จะมีแมวดำขนาด ใหญ่มาเดินเพ่นพ่านให้ห้องเปรอะเปื้อนอยู่ เสมอ

ในขณะที่ห้องบิช็อบ (Bishop) ซึ่งเป็นห้องที่น่ากลัวมากที่ สุดในโรงแรมแห่งนี้ แขกที่มาพักมักจะถูกหลอกหลอนอยู่เสมอด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ รู้สึกเหมือนมีมือเย็นเฉียบมาจับมือพวกเขา หรือไม่ก็ได้ยินเสียงโยกย้าย เฟอร์นิเจอร์อยู่ตลอด เวลา

นอกจากนี้เจ้าของโรงแรมมักจะพบเห็นวิญญาณของเจ้าของเดิมที่ ยังคงเดินวนเวียนไปทั่วโรงแรม และถ้าหากใครไปเดินทางไปที่สวนสาธารณะ เซ็นต์เจมส์พาร์ค (St. James’ Park)ยามค่ำคืน บางทีอาจจะได้พบกับ เรื่องราวชวนสยองกับตำนานผีผู้หญิงหัวขาดที่ทะเลสาบละแวกนี้ ซึ่งบางครั้งเธอจะ โผล่ขึ้นมาจากทะเลสาบในยามดึกและลอยขึ้นสู่พื้นดิน


บรรยากาศปราสาทคอนวี่ยาม โพล้เพล้

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเคยพบเห็นเธอแถวย่านถนนคนเดินเบิร์ดเคจ (Bird Cage) อีก ด้วย ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เธอเป็นภรรยาของนายสิบโท ศพของเธอถูกตัดศีรษะและนำไป ฝังไว้ ในขณะที่ร่างของเธอถูกโยนลึกลงสู่ก้นบึ้งของทะเลสาบนั่น เอง

สำหรับเรื่องเที่ยวเกิดประสบการณ์หลอนในถิ่นผู้ดียังไม่หมด เท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นต้นตำรับความสยองที่รอนักท่องเที่ยวผู้ กล้า ไปสัมผัสอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เบื้องหลังกำแพงศาลอาเมน (Amen Court) ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของคุกนิวเกตส์ (Newgate) ซึ่งเป็นทางที่นักโทษใช้เดิน ผ่าน

ตามตำนานเล่าขานมาว่า ในศตวรรษที่ 13 นักโทษที่เชื่อกันว่า เคยเป็นหมอผีนั้นถูกฆาตกรรมและถูกเพื่อนร่วมคุกกินศพไป จึงทำให้วิญญาณของเขา กลับมาในรูปของสุนัขตัวใหญ่มหึมา เพื่อกลับมารอคอยการล้างแค้น สุนัขตัวนี้ยังคง คอยหลอกหลอนผู้คนที่เดินผ่านช่องทางน่ากลัวแห่งนี้ โดยขนานนามช่องทางนี้ว่า “เด ดแมน วอล์ค” (Deadman’s Walk)

ในขณะที่หากใครมีโอกาสไปเยือนที่ “ฟิฟตี้ เบอร์คลี่ย์ สแควร์” (50 Berkeley Square) ก็จะได้ตื่นเต้นไปกับบรรยากาศของบ้านผีสิงที่ได้ ชื่อว่าน่ากลัวที่สุดในลอนดอน ซึ่งวิญญาณเฮี้ยนในบ้านหลังนี้ทำให้แขกที่แวะผ่าน เข้ามาเยี่ยมเยียนต่างพากันหวาดกลัวไปตามๆกัน


ห้องสมุดในปราสาทคาร์ดิฟที่เชื่อ กันว่าเห็นวิญญาณของราชินีมาร์เควสอยู่เป็น ประจำ

สลับฉากข้ามฟากความน่าสะพรึงกลัวไปที่สก็อตแลนด์แดนวิสกี้กันบ้าง ที่นี่หาก มี ปราสาทกลามิส (Glamis Castle)ของราชวงศ์แมคเบท (MacBeth) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เลื่องลือกันว่าเป็นปราสาทผีสิงที่น่ากลัวที่สุดในสก็อต แลนด์

ตามตำนานเล่าว่า นานมาแล้วปราสาทแห่งนี้เคยเป็นวังของราชิ นีอลิซาเบท (Queen Elizabeth) ซึ่งมีทั้งค้างคาวผีและผีเจ้าบ้านรอคอยผู้ต้องการ เปิดประสบการณ์ หลอนอยู่

ส่วนอีกปราสาทหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน คือ ปราสาทสจ๊วต (Stuart Castle) ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาของสก็อต แลนด์ ใกล้กับสนามรบผีสิงซูโลเดน(Culloden) ปราสาทแห่งนี้ว่ากันว่ามีห้องนอนผี สิงอยู่ถึง 3 ห้องด้วย กัน

นอกจากนี้หากมีโอกาสไปเยือนรัฐเวลล์ (Wales)ที่นี่มี ปราสาทคอนวี่ (Conwy Castle)ที่ว่ากันว่ามีวิญญาณของสามีที่ ยังคอยวนเวียนตามหาแพทย์ที่มารักษาอาการของภรรยาและลูกที่เสียชีวิต ไป

ส่วนอีกหนึ่งจุดชวนสยองที่รอผู้กล้าไปสัมผัสก็คือ ปราสาทคาร์ดิฟ (Cardiff Castle) ซึ่งราชินีมาร์เควส (Marquess) องค์ ที่ 2 แห่งรัฐบิวท์ (Bute) ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ก่อนที่เธอจะจบชีวิตลงใน ปี ค.ศ. 1848 และยังคงสิงสถิตอยู่ในปราสาทแห่งนี้มาจนถึง ปัจจุบัน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2550

***********************************************************



*** อาถรรพณ์คำสาปฟาโรห์! หนุ่ม เยอรมันโร่คืนสมบัติที่ขโมยมาให้อียิปต์ ***


เอเอฟพี – หนุ่มเยอรมันกลับใจคืนรูปแกะสลักที่พ่อเลี้ยงของเขาขโมยมาจากหุบ เขาฟาโรห์ในอียิปต์ให้กับรัฐบาลแดนไอยคุปต์ เพราะเชื่อว่าจะทำให้วิญญาณของพ่อ เลี้ยงไปสู่สุคติ หลังล้มป่วยและเสียชีวิตเพราะอาถรรพณ์คำสาป ฟาโรห์

สภาโบราณคดีสูงสุดในกรุงไคโรของอียิปต์ ระบุใน แถลงการณ์ว่า ชายชาวเยอรมันคนหนึ่งได้เดินทางมาที่สถานทูตอียิปต์ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งและรูปแกะสลักที่พ่อเลี้ยงของเขา ขโมยไปจากสุสานแห่งหนึ่งในหุบเขาฟาโรห์เมื่อปี 2004 เพื่อนำสมบัติที่ถูกขโมยไป มาคืนให้กับรัฐบาล อียิปต์

ชายหนุ่มระบุในจดหมายที่แนบมาพร้อมกับชิ้นส่วนรูปแกะ สลักว่า หลังจากพ่อเลี้ยงของเขาเดินทางกลับมาจากอียิปต์ ก็ได้ล้มป่วยลง เริ่ม จากมีอาการอ่อนเพลียอย่างไม่มีสาเหตุ และเป็นไข้ หลังจากนั้นก็ได้ป่วยเป็น อัมพาต และมะเร็ง ก่อนที่จะเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งเขาเชื่อว่าพ่อเลี้ยงของเขา น่าจะต้องอาถรรพณ์คำสาปฟาโรห์ตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกัน มา

ชายคนดังกล่าวซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อเนื่องจากกลัวว่าจะถูก ดำเนินคดี กล่าวด้วยว่า เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องนำของที่ถูกขโมย ไปมาคืนให้กับรัฐบาลอียิปต์ เพื่อที่วิญญาณพ่อเลี้ยงของเขาจะได้ไปสู่สุข คติ

ขณะที่สภาโบราณคดีสูงสุดของอียิปต์ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ศึกษาชิ้นส่วนรูปแกะสลักดังกล่าวว่าเป็นสมบัติของฟาโรห์ในยุคใด แล้ว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 สิงหาคม 2550

***********************************************************