*** ย้อนรอย 3 ปริศนาแห่ง “มหากาพย์ กำแพงหมื่นลี้” ***



มนต์เสน่ห์อันงดงามของกำแพงหมื่น ลี้ในม่านหมอก

กำแพงเมืองจีน ที่เสมือนหนึ่งมังกรโบราณตัวมหึมา พาดผ่านกิน เนื้อที่ร่วม 6,400 กิโลเมตรนี้ ยังคงเป็นสิ่งที่มีปริศนา และความเข้าใจผิดหลาย อย่างที่แฝงอยู่ในความยิ่งใหญ่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ในแต่ละยุค สมัย

จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างกำแพงเมือง จีน? คนทั่วไป ที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับประวัติศาสตร์จีน หรือเรื่องเกี่ยวกับจีนๆหลายคนอาจจะ เข้าใจว่าปฐมฮ่องเต้ของราชวงศ์ฉิน หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ ( ฉินสื่อหวง) เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นมา จนกระทั่งในตำรา เวบไซ ต์ หรือสื่อต่างๆถึงกับฟันธงไปเช่น นั้น

ทว่า ในความเป็นจริง จุดเล็กๆบางจุดของกำแพงเมืองจีน ถูก สร้างขึ้นตั้งแต่เกือบ 6,000-7,000 ปีก่อน โดยชนเผ่าบางกลุ่มที่สร้างกำแพงจาก ดินขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเองจากสัตว์ร้าย เพียงแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอย่างแท้ จริง จึงมักไม่ถูกพูด ถึง

กระทั่งสมัยราชวงศ์โจว เมื่อราว 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นยุคศักดินาที่มีการรบราระหว่างแคว้นต่างๆในประเทศจีน (บางตำราใช้คำว่า รัฐ)กษัตริย์แคว้นฉู่ได้ริเริ่มดำเนินการก่อสร้างกำแพงขึ้น เพื่อป้องกันการ รุกรานจากแคว้นอื่น อาทิ แคว้นฉี เยียน เว่ย จ้าว และฉิน ซึ่งต่อมาแคว้นเหล่า นี้ก็ได้หันมาลงมือก่อสร้างกำแพงต้านข้าศึกตามอย่างบ้าง จนเกิดเป็นจุดเริ่มต้น และโครงสร้างพื้นฐานของกำแพงหมื่นลี้ ที่กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆของ จีน

เมื่อย่างเข้าสู่ยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ (ปฐมจักพรรดิแห่ง ราชวงศ์ฉิน) ที่ได้ผนึกรวมทั้งหกแคว้นใหญ่ที่กระจัดกระจายเป็นหนึ่งแล้ว เพื่อ ป้องกันแผ่นดินภาคกลางจากการรุกรานและคุกคามของเผ่าซงหนูทางเหนือ พระองค์ได้ทำ การเชื่อมร้อยกำแพงเมืองจีนทางตอนเหนือของแคว้นฉิน เยี่ยน และจ้าวที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากยาวจากตะวันตกที่หลินเถา ทอดตัวยาวเรื่อยไปสุดที่เหลียวตงทางตะวันออก และมีระยะทางกว่า 5,000 ลี้

กระนั้นกำแพงหมื่นลี้หรือกำแพงเมืองจีนที่ปรากฏในปัจจุบัน เป็นกำแพงที่รับได้การบูรณะต่อเติมเรื่อยมาหลายครั้งตั้งแต่ในสมัยของราชวงศ์ ฮั่น เรื่อยไปถึงราชวงศ์หมิ ง

กำแพงเมืองหมื่นลี้ ใช้เวลาสร้าง เท่าไหร่? ผลงาน อันยิ่งใหญ่ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์นี้ ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร? ใช้เวลาเท่าไหร่ ณ ปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงของนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ อยู่ไม่ น้อย

ถ้าหากจะนับกำแพงหมื่นลี้ที่เห็นในปัจจุบัน ก็ต้องคำนวณจาก ราว 700 ปีก่อนคริสตศักราช มาจนถึงราชวงศ์หมิงที่ปี ค.ศ.1368-1644 หรือเท่ากับ ใช้เวลาก่อสร้างบูรณะทั้งสิ้นประมาณ 2,100-2,300 ปีแต่ทว่า ผลงานอันยิ่งใหญ่ใน สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น ใช้เวลาเท่าไหร่?

มหาอาณาจักรราชวงศ์ฉินเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 221 ปีก่อนคริสต ศักราช และจบสิ้นที่ราว 207 ปีก่อนคริสตศักราช ทว่าโครงการก่อสร้างนี้ได้เริ่ม ต้นขึ้นเมื่อ 215 ปีก่อนคริสตศักราช ในขณะที่จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปตรวจสอบชายแดนทางเหนือด้วยตัวของพระองค์เอง จนได้กำหนดแผนการก่อสร้าง อันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น กระทั่ง 207 ปีก่อนคริสตศักราชก็ถือเป็นอันจบสิ้นราชวงศ์ ฉิน

แต่ตามประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกว่า เมื่อ 210 ปีก่อนคริสต ศักราช ชนเผ่าซงหนูทางเหนือได้เริ่มต้นรุกรานจีนจนไม่น่าจะสามารถทำการก่อสร้าง ต่อได้ ทำให้นักวิชาการหลายฝ่ายเชื่อว่า กำแพงเมืองจีนในสมัยราชวงศ์ฉินนี้ ถูก สร้างภายในระยะเวลาเพียง 4-5 ปีเท่า นั้น

แน่นอนว่าการก่อสร้างในระยะเวลาสั้นๆเท่านี้ ย่อมต้องอาศัย กำลังคนอย่างมหาศาลมากกว่าแสนคน แต่หากไม่มีวิธีการที่ดี การก่อสร้างมหึมาเช่น นี้ต่อให้ใช้เวลาเป็นร้อยปีก็ยากที่จะสร้างสำเร็จ ได้

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการสร้างกำแพงแสนยาวคือการขนส่ง เพราะหาก ต้องคอยขนส่งวัสดุในการก่อสร้าง จะทำให้เสียเวลามาก กำแพงเมืองจีนจึงเลือกการหา วัสดุจากบริเวณก่อสร้าง เพื่อประหยัดเวลาในการลำเลียงขนส่ง และแบ่งการก่อสร้าง เป็น 3 ประเภทได้แก่กำแพงที่สร้างด้วยดิน กำแพงที่สร้างด้วยหิน และกำแพงที่ สร้างด้วยไม้ ตามแต่วัสดุอุปกรณ์ที่สะดวกจะหาได้ในบริเวณ ต่างๆ


อีกมุมมองของกำแพงเมืองจีนในยาม อาทิตย์ขึ้น

ตำนานรักเมิ่งเจียงหนี่ว์มีจริงไหม? เมิ่งเจียงหนี่ ว์ หญิงชาวบ้านที่ฝ่าลมหนาวมุ่งขึ้นเหนือตามหาสามีรักนามฟ่านสี่เหลียง ผู้ถูก เกณฑ์ไปเป็นแรงงานก่อสร้างกำแพงเมืองหลังแต่งงานได้เพียง 3 วัน การเดินทางครั้ง นี้นางหวังเพียงเพื่อจะได้มอบเสื้อกันหนาว ที่ตนเองบรรจงเย็บขึ้น ทว่านางกลับ ต้องพบกับข่าวร้าย...สามีอันเป็นที่รักของนางนั้นได้เสียชีวิตไป เนื่องจากทน ทรมานกับความยากลำบาก และศพก็ถูกฝังอยู่ภายใต้กำแพง เมือง

นางร่ำไห้คร่ำครวญน้ำตาแทบเป็นสายเลือดอยู่ 7 วัน 7 คืน ( บ้างว่า 3 วัน 3 คืน) จนในที่สุดทำให้กำแพงเมืองยาวหลายร้อยลี้พังทลายลงมาทั้ง แถบ เผยให้เห็นซากอันไร้วิญญาณของสามี เมื่อนั้นเอง นางจึงตัดสินใจกระโดดเอา ศีรษะพุ่งชนกำแพงตายอยู่เคียงสามี ณ ที่แห่งนั้น (บ้างว่ากระโดดน้ำ ตาย)

ตำนานนี้ เป็นอีกประเด็นที่ถูกถกเถียงไม่น้อย บ้างก็ว่ามี จริง บ้างก็ว่าแต่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ได้ออกมาอ้างบันทึกทาง ประวัติศาสตร์หลายเล่ม รวมถึงหนังสือ “จั่วจ้วน” (??) ระบุว่า ใน รัชสมัยฉีจวงกง ปีที่ 4 แม่ทัพฉี่เหลียงนำกองทหารออกรบกับจี่ว์กั๋ว (ซันตงใน ปัจจุบัน) แล้วเสียชีวิต ภรรยาของเขา คือนางเมิ่งเจียงหนี่ว์ ได้เดินทางมาที่ หลุมศพ แล้วร่ำไห้ด้วยความอาลัยรักจนกำแพงเมืองฉีพังไปบางส่วน หลังจากนั้นก็ กระโดดลงแม่น้ำจือเหอตายตามสามี ไป

“ตำนานเรื่องนี้ผ่านการต่อเติมเสริมแต่งมาหลายยุคหลายสมัย ” รองหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งมณฑลซันตง กล่าว &nb sp; อย่างไรก็ตาม จวบกระทั่งปัจจุบัน กำแพงเมืองจีน ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ที่เป็นแหล่งรวมซึ่งสติปัญญา หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อและชีวิตของชาวจีน ที่แฝงไว้ซึ่งความงดงาม ด้วยลักษณะอันคดเคี้ยวพาด ผ่านทิวเขามากมาย อีกทั้งมนต์เสน่ห์แห่งตำนาน ที่จะถูกเล่าขานต่อไปอีกนานเท่า นาน


ทิวทัศน์กำแพงเมืองจีนในฤดูใบไม้ ผลิ


อีกความรู้สึกกับบรรยากาศกำแพง หมื่นลี้ในฤดูหนาว


ความดงามของกำแพงในยาม ราตรี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2550

***********************************************************



*** อนุสรณ์แห่งความรัก พระพุทธเจ้า หลวงและพระนางเรือล่ม ***


ว่ากันว่า อนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ "ทัชมาฮาล" ซึ่งเป็นสุสานแห่งความรักที่เจ้าชายชาห์ จะฮาน สร้างขึ้นเพื่อเก็บพระศพของพระ นางมุมตัส มาฮาล พระ ชายา

ในประเทศไทยเองก็มีอนุสรณ์แห่งความรักระหว่างพระ มหากษัตริย์และพระมเหสีเช่นกัน โดยเป็นความรักของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุ นันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี นั่น เอง

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราช เทวี ผู้เป็นมเหสีที่รักยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับสม เด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ถวายตัวรับราชการใน ตำแหน่งพระราชชายาเจ้า เมื่อพระชนมายุได้เพียง 17 พรรษา

ศาลพระนางเรือล่มที่วัดกู้ จังหวัด นนทบุรี

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ มีพระราชธิดาพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อยมา จนเมื่อเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นเมื่อมีการเสด็จ พระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมยังพระราชวังบางปะอิน เมืองพระนครศรี อยุธยา

การเดินทางนี้เป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค สมเด็จ พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งทรงตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เสด็จประทับบนเรือ พระที่นั่งกับพระราชธิดา โดยมีพระพี่เลี้ยงตามเสด็จ ด้วย

เมื่อเรือที่ประทับแล่นตามแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็เกิดอุบัติเหตุถูกเรือลำอื่นแล่นแซง อีกทั้งนาย ท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้าขาดสติในการบังคับเรือ จึงทำให้ เรือล่มลง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเกรงกลัวกฎมณเฑียรบาลที่ ว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้ง โคตร

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ที่กำลังทรงพระครรภ์ พร้อมด้วยพระราชธิดาอายุเพียง 1 พรรษาเศษ จึงสิ้นพระชนม์ท่ามกลางความเศร้าโศก เสียใจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเหตุให้ประชาชนเรียก พระองค์ว่า "พระนางเรือล่ม" ในเวลาต่อ มา

ความรักและความอาลัยในตัวสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ นี้ ทำให้ พระบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโศกสลดถึงที่สุด และได้ทรงสร้าง อนุสรณ์สถานขึ้นหลายแห่งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระมเหสีอันเป็น ที่รักของพระองค์

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์ ที่พระราชวังบางปะอิน

สถานที่แรกที่จะกล่าวถึงนี้ แม้ไม่ได้เป็นอนุสรณ์ที่รัชกาลที่ 5 สร้างขึ้น แต่ ก็ถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมาก นั่นก็คือ “ศาลสมเด็จพระนางเจ้าสุ นันทากุมารีรัตน์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ศาลพระนางเรือ ล่ม” ศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่วัดกู้ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่ง เดิมทีนั้น วัดกู้มีชื่อว่าวัดหลังสวน แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือพระที่นั่ง ล่ม และได้มีการกู้พระศพและซากเรือขึ้นที่วัดนี้ คนทั่วไปจึงเรียกวัดนี้ว่าวัด กู้ตั้งแต่นั้น มา

ณ บริเวณที่เรือพระที่นั่งของล่มลงนี้ ชาวบ้านจึงร่วมใจช่วย กันตั้งศาลพระนางเรือล่มขึ้น โดยศาลพระนางเรือล่มที่วัดกู้นี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ศาล คือที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่ง และสร้างขึ้นใหม่ในบริเวณวัดอีกแห่ง หนึ่ง ภายในศาลซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำนี้ ภายในมีพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสมเด็จพระ นางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และรัชกาลที่ 5 มีดอกไม้และพวงมาลัยที่มีผู้นำมา บูชา อีกทั้งยังมีชุดไทยที่มีคนนำมาถวายอีกด้วย ซึ่งชุดไทยที่อยู่ในตู้กระจก ด้านหน้านั้นเป็นชุดที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ทรงนำมา ถวาย

ส่วนอีกศาลหนึ่งที่อยู่ในบริเวณวัดนั้น ภายในมีพระรูปของ พระนางเรือล่มอยู่ และนอกจากนั้นก็ยังมีศาลาที่เก็บเรือเก่าแก่ลำหนึ่ง กล่าวกัน ว่าเป็นเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์อีก ด้วย

สำหรับ "อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารี รัตน์" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นผู้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นนั้น ก็มีอยู่ที่พระราชวัง บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยหลังจากที่รัชกาลที่ 5 ได้มีพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชทานเพลิง ศพสมเด็จพระนางเจ้าฯ และพระราชธิดาแล้ว ก็ได้ทรงโปรดฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์หิน อ่อนขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงด้วยความอาลัยรัก พร้อมทั้งจารึกคำไว้อาลัยที่ทรง พระราชนิพนธ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ที่อนุสาวรีย์นั้น ด้วย โดยมีข้อความอาลัยลึกซึ้งว่า

สถูปพระนางเรือล่ม เเปลกตากว่าที่ อื่นด้วยรูปทรงปิรามิด

"ที่รฤกถึงความรัก แห่งสมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์ พระบรม ราชาเทวีอรรคมเหษี อันเสด็จทิวงคตแล้ว ซึ่งเธอเคยมาอยู่ในสวนนี้ โดยมีความศุข สบายและเป็นที่เบิกบานใจ พร้อมด้วยผู้ซึ่งเป็นที่รัก แลที่สนิทยิ่งของเธอ อนุสาวรีย์นี้ สร้างขึ้นโดยจุฬาลงกรณ์ บรมราช ผู้เป็นสวามี อันได้รับความเศร้า โศกเพราะความทุกข์อันแรงกล้าในเวลานั้น แทบจะถึงแก่ชีวิต ถึงกระนั้นก็ยังมิได้ หัก หาย"

ส่วนที่จังหวัดจันทบุรี ก็มีอนุสาวรีย์แห่งความ รักนี้เช่นกัน โดย "สถูปพระนางเรือล่ม" นี้ ตั้งอยู่ที่น้ำตก พลิ้ว ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ทรงโปรด หลังจากที่เคยเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้วเมื่อปี พ.ศ.2417

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์ ที่สวนสราญรมย์

อนุสาวรีย์แห่งนี้มีลักษณะที่แปลกแตกต่างจากอนุสาวรีย์อื่นๆ ตรงที่เป็นสถูปทรง ปิรามิด ที่ภายในบรรจุพระอังคารของพระนางเจ้าฯ ไว้ โดยเหตุที่สร้างสถูปเป็นรูป ทรงนี้ก็มาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่ว่า “ทำเป็นรูปอื่นอาจไม่คงทนถาวร เพราะตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร อันไม่มีผู้ดูแล ฉะนั้น เมื่อปิรามิดของ อียิปต์ยืนยงคงทนอยู่ได้ฉันใด ปิรามิดน้อยนี้ก็จะยืนยงคงทนอยู่เช่นกัน ณ ท่าม กลางป่าเขาและเสียงไหลรินของธาร พลิ้ว”

ในกรุงเทพมหานครเองก็มีอนุสรณ์ที่รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ สร้างขึ้นเช่นกัน โดย "อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารี รัตน์" นั้น ตั้งอยู่ภายในสวนสราญรมย์ สวนสาธารณะภายในเกาะรัตน โกสินทร์ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นพระราชอุทยานของพระราชวังสราญรมย์ พระราชวังที่ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น

สุนันทานุสาวรีย์ ภายในสุสานหลวง วัดราชบพิธฯ

สำหรับตัวอนุสาวรีย์นั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2426 ณ บริเวณที่สมเด็จพระนาง เจ้าฯ เคยทรงพระสำราญเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ตัวอนุสาวรีย์ทำด้วยหิน อ่อนสีขาวมียอดเป็นปรางค์เป็นที่บรรจุพระอัฐิและมีคำจารึกแสดงความทุกข์โทมนัส ของพระองค์บนแผ่นหินอ่อน อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นลั่นทมส่งกลิ่นหอม เย็น บรรยากาศสงบเป็นอย่าง ยิ่ง

และในสุสานหลวงของ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมา ราม ซึ่งเป็นสุสานหลวงที่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลแก่พระบรม ราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา ตลอดจนพระราชโอรสธิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ มี "สุนันทานุสาวรีย์" ซึ่งเป็นที่บรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา กุมารีรัตน์ บรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว

สุนันทานุสาวรีย์นี้สร้างเป็นรูปแบบเจดีย์สีทอง โดยมีเจดีย์ ที่มีลักษณะคล้ายกันอีก 3 องค์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สว่างวัฒนา) สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (เสาวภาผ่องศรี) และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราช เทวี

แม้อนุสรณ์แห่งความรักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์นั้นจะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าทัชมา ฮาล แต่ก็แสดงออกถึงความรักและอาลัยในพระราชหฤทัยของพระองค์ได้เป็นอย่าง ดี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2550

***********************************************************



*** “วัดไชยวัฒนาราม” พระอารามหลวง คู่เมืองอยุธยา ***


วัดไชยวัฒนาราม เป็นพระอาราม หลวงสมัยอยุธยา ที่สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์แห่งกรุง ศรีอยุธยาองค์ที่ 24 ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาเจริญรุ่งเรือง สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเมื่อ พ.ศ.2137 ในบริเวณนิวาส ถานของพระราชชนนีเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา วัดตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง ตรงข้ามกับพระตำหนักสิริยาลัย ต.บ้าน ป้อม อ.พระนครศรี อยุธยา

เดิมวัดไชยวัฒนาราม มีชื่อว่า “วัดชัยวัฒนาราม” ซึ่งสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก (พนมเปญในสมัยนั้น) จึงใช้คำว่า “ชัย” ที่หมายถึงชัยชนะ แต่ต่อมาได้เปลี่ยน เป็น “วัดไชยวัฒนาราม” เพราะคำว่า “ ไชย” หมายถึงไชโย เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และครอบคลุม รวมทั้งหมดรวมถึงชัยชนะ ด้วย

สำหรับการสร้างวัดนั้น สมเด็จพระเจ้าปราสาททองซึ่งเป็น กษัตริย์สมัยอยุธยาตอนปลายทรงสร้างปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด เท่ากับเป็น การรื้อฟื้นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นที่นิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด เนื่องจาก พระองค์ทรงได้เมืองเขมรมาอยู่ใต้อำนาจ จึงได้นำรูปแบบสถาปัตยกรรมขอมเข้ามาใช้ใน การสร้างพระปรางค์ของวัดไชยวัฒนารามนี้ด้วย โดยตั้งใจจำลองแบบมาจากปราสาทนคร วัด ในประเทศ กัมพูชา

พระปรางค์ประธานนั้นมีชื่อว่า “พระปรางค์ศรี รัตนมหาธาตุ” ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มุมฐานมีปรางค์ทิศ ประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ รอบพระปรางค์ใหญ่ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคตที่เดิมนั้นมี หลังคา แต่ปัจจุบันพังทลายลงมาแล้ว ภายในระเบียงคตประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัยสร้างด้วยหินทรายที่เคยลงรักปิดทองจำนวน 120 องค์ เป็นเสมือนกำแพง เขตศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัจจุบันพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเหล่านั้นนั้นไม่มี เศียร เพราะถูกขโมยตัดเศียรไปขาย และหาสมบัติที่เล่ากันว่าซ่อนอยู่ภายในพระพุทธ รูป

และที่แปลกจากวัดอื่นๆอีกก็คือที่นี่มีใบเสมาที่ทำด้วยหินสี เขียว ซึ่งคล้ายกับหินดินดำแต่มีสีเขียว แกะสลักเป็นลวดลายประจำยาม 4 แฉกเหมือน ดอกไม้ นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถที่สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศเมรุราย นอก ระเบียงคต ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน ข้างๆมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง และมีปรางค์เจดีย์ ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นมาในภาย หลัง

ความสำคัญของวัดนี้นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสวยงามและมีการ ก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่นๆแล้ว วัดนี้ยังเป็นที่ฝังศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย และเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวบรมโกศ เนื่องจากเจ้าฟ้ากุ้งไปรักกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระชายาในพระเจ้าอยู่ หัวบรมโกศ คนกรุงเก่าเล่าว่า เพลาใดที่เป็นคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงอาจจะ ได้เห็นชายหญิงแต่เครื่องกษัตริย์มาเดินอยู่ในวัดแห่ง นี้

และยังมีเรื่องเล่ากันว่า สมัยก่อนคนมักศึกษาด้านไสยศาสตร์ คาถาอาคม และเมื่อคราวก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่าย ตั้งรับศึก ทหารที่ต้องออกศึกสงครามก็เป็นห่วงครอบครัว ลูกเมียที่บ้าน เกรงว่า จะเกิดภัยอันตรายจึงได้ใช้คาถาอาคมผนึกบ้านเรือนของตนไว้ พรางตามิให้ข้าศึก ศัตรูเห็นได้ ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านในละแวกวัดไชยฯ ก็เคยเห็นทหารใส่ชุดนักรบ โบราณปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้ง บ้างก็ถ่ายรูปที่วัดไชยฯ แล้วติดรูปหญิงสาวในชุด ไทย จนเรื่องเล่าเหล่านี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเรื่อง “ เรือนมยุรา” ซึ่งจะจริงแท้ประการใดก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละ บุคคล

แต่อย่างไรก็ตาม วัดไชยวัฒนารามแห่งนี้ก็ถือเป็น แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอยุธยา ที่ยังคงความงดงามและเสน่ห์ของพระอาราม เมืองกรุงเก่าไว้เช่น เดิม

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************



*** ตามรอยพระนเรศวร รำลึกวีรกรรม กู้ชาติ ***


สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 18 ของกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรี และเป็นพระราชนัดดา ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กับสมเด็จพระศรีสุริโยทัยด้วย เรียกว่ามีเลือดนักรบอ ยู่เต็มพระองค์ทีเดียว


เจดีย์ชัยมงคลที่พระนเรศวรโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในสงครามยุทธหัตถี

สำหรับการตามรอยสมเด็จพระนเรศวรนั้น เราเริ่มต้นกันที่วัดใหญ่ชัย มงคล ที่มีชื่อเดิมว่าวัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าพระยาไทย เป็นวัดที่สร้าง ขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวรนั้นคงต้องเล่า ย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่พระองค์ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อเมืองพม่า และเสด็จขึ้น ครองราชย์หลังจากที่พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ แล้ว

ในครั้งนั้นพระมหาอุปราชแห่งพม่าเป็นจอมทัพคุมทัพหลวงเข้า มาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรเองก็ยกกองทัพไปรับข้าศึก และได้เกิดการปะทะ กันขึ้น สมเด็จพระนเรศวรทรงขับพระคชาธารเข้าไปต่อสู้และวิ่งฝ่าเข้าไปในกองทัพ ข้าศึก โดยที่ทหารในกองทัพไม่สามารถติดตามมาได้ทัน เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของทหาร พม่าที่มีจำนวนมากกว่า สมเด็จพระนเรศวรจึงแก้ปัญหาด้วยปัญญา โดยการทรงเชิญพระ มหาอุปราชให้ออกมาทำยุทธหัตถีด้วย กัน

แม้พระนเรศวรจะทรงได้รับชัยชนะในการต่อสู้ แต่ก็ไม่สามารถจะ ตีกองทัพข้าศึกให้แตกได้เพราะกองทัพตามเสด็จพระองค์ไม่ทัน ทำให้พระองค์ทรงกริ้ว จนถึงกับจะประหารชีวิตแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จด้วยให้หมด ในครั้งนั้นสมเด็จพระ วันรัตน์ วัดป่าแก้วแห่งนี้ได้ถวายพระพรขอพระราชทานอภัยโทษแก่ทหารเหล่านั้น ไว้

สมเด็จพระวันรัตน์ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่สมเด็จพระ นเรศวรตกอยู่ท่ามกลางกองทัพข้าศึกว่า เหมือนเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าขณะกำลังจะ ตรัสรู้แล้วมีกองทัพมารมาผจญ แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเอาชนะมารเหล่านั้นได้ด้วย พระองค์เอง และสมเด็จพระวันรัตน์ก็กราบทูลแนะนำให้พระองค์สร้างเจดีย์ไว้เพื่อ เฉลิมพระเกียรติ และเป็นที่ระลึกถึงชัยชนะในครั้งนั้น เจดีย์ที่พระองค์สร้าง ขึ้นก็คือพระเจดีย์ชัยมงคลนี้เอง ชื่อวัดนี้จึงกลายเป็นวัด ใหญ่ชัยมงคลในเวลาต่อมา


ภาพการทำยุทธหัตถี จิตรกรรมฝาผนัง ในวิหารวัดสุวรรณดาราราม

นอกจากนั้นแล้ว ที่วัดใหญ่ชัยมงคลก็ยังได้สร้างศาลสมเด็จพระนเรศวร มหาราชไว้ให้ประชาชนได้มาสักการะกันด้วย โดยภายในศาลได้ประดิษฐานพระ บรมรูปของพระองค์ที่กำลังทรงหลั่งน้ำประกาศอิสรภาพ ที่ "ผู้จัดการท่อง เที่ยว" เห็นว่าน่าสนใจก็คือ ที่นี่เขาได้เตรียมเครื่องไหว้เป็นชุดไว้ให้ ผู้ที่มาสักการะแล้ว โดยชุดหนึ่งจะมีสิ่งของ 3 อย่างก็คือช้าง ไก่ และดาบ หรือ ใครจะใช้หมวกแบบทหารโบราณไหว้ก็ได้ มีเตรียมไว้ให้แล้วเช่นกัน และใครที่ได้มา ไหว้เจดีย์และได้สักการะพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรแล้วก็อย่าลืมชมสิ่งที่น่า สนใจต่างๆ ภายในวัดใหญ่ฯ นี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถ พระพุทธไสยาสน์ และสิ่ง อื่นๆ อีกมาก มาย

แต่ถ้าใครที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระนเรศวรตั้งแต่ต้น จนจบ ตั้งแต่สมัยยังทรงพระเยาว์ จนเมื่อเจริญวัย และมาจนถึงบั้นปลายชีวิตของ พระองค์ ก็ต้องมาที่วัดสุวรรณดาราราม เพราะวิหารของวัดแห่งนี้ จะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีเรื่องราวของพระนเรศวรอยู่ภาย ใน

วัดสุวรรณดารารามนั้นเดิมเรียกว่าวัดทอง เป็นวัดที่พระราช บิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นใกล้กับนิวาสถาน เดิม แต่เมื่อคราวเสียกรุงวัดนี้ได้ถูกทำลายจนกลายเป็นวัดร้าง จนเมื่อรัชกาล ที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้ทรงกลับมาปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ร่วมกับกรม พระราชวังบวรสถานมงคล ผู้เป็นพระอนุชา


พลับพลาจตุรมุข ภายในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ วังจันทรเกษม

ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พูดถึงนั้น อยู่ด้านในวิหาร เป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่ เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ.2474) โดยมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์ จิตรกร โดยภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้มีวิธีเขียนที่ได้รับอิทธิพล จากตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในจิตรกรรมไทย คือมีความเหมือนจริงทั้งร่างกายกล้าม เนื้อและสัดส่วน และยังถือว่าเป็นจิตรกรรมบนผนังปูนแห่งแรกของไทยอีก ด้วย

ภาพเหล่านั้นก็แสดงถึงเรื่องราวตั้งแต่ที่พระองค์ต้องเสด็จ ไปอยู่พม่าในฐานะราชบุตรบุญธรรมของพระเจ้าบุเรงนอง การฝึกซ้อมฟันดาบระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรกับเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าบุเรงนอง ณ กรุงหงสาวดี ภาพการชนไก่ ระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราช เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงตกเป็นเชลยอยู่ที่ พม่า เป็น ต้น


โบสถ์และเจดีย์ของวัดวรเชษฐา ราม

ต้องไม่พลาดชมภาพที่เป็นไฮไลท์โดดเด่นกว่าภาพอื่นๆ นั่นก็คือภาพการทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราช ภาพนี้เป็นภาพใหญ่ที่สุด วาดได้สวยงามและอยู่ตรงข้ามกับพระประธานพอดี

มุ่งหน้าต่อไปยัง วัดวรเชษฐาราม วัดร้างในเขต อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณ เชื่อกัน ว่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ที่สมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของสมเด็จพระนเรศวรขึ้นที่นี่ และได้สร้างวัดถวายเป็นพระราชกุศลชื่อว่าวัด วรเชษฐ์ รวมทั้งฝังพระบรมอัฐิของพระองค์ไว้ที่นี่ด้วย นอกจากนั้นก็ได้ทรงสร้าง โบสถ์ วิหาร เจดีย์ไว้พร้อมกันด้วย


สิ่งของ 3 อย่างใช้สักการะพระ นเรศวรที่วัดใหญ่ฯ

ปัจจุบันวัดแห่งนี้เหลือเพียงอุโบสถที่หักพังไปมาก หน้าบันของโบสถ์มีร่องรอย การประดับด้วยถ้วยชามเครื่องกระเบื้อง แต่หลุดหายไปเกือบหมดแล้ว หลังคาและ เครื่องบนก็พังเสียหายไปหมดด้วยเช่นกัน ส่วนด้านข้างโบสถ์ก็คือเจดีย์ที่สร้าง ขึ้นมาพร้อมกันและหักพังไปตามกาลเวลาบ้าง แล้ว

เดินทางกันต่อไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วังจันทร เกษมกันบ้าง ที่นี่ถือได้ว่าเป็นวังหน้าเมื่อสมัยอยุธยา วังจันทรเกษม นี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้เป็นที่ประทับของพระ นเรศวร และหลังจากนั้นวังแห่งนี้ก็ยังเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหา อุปราชองค์อื่นๆ อีกหลายพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าเสือ ฯลฯ

ร่องรอยของพระนเรศวรที่พระราชวังแห่งนี้ก็เลือนรางไปมาก แล้ว เพราะภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 วังแห่งนี้ถูกไฟไหม้หมดไม่มีซากโบราณสถาน หลงเหลือและถูกทิ้งร้างไว้ ต่อมาได้มีการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตน โกสินทร์

ภายในพิพิธภัณฑ์วังจันทรเกษมปัจจุบันใช้เป็นที่เก็บ รักษาข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 4 เมื่อพระองค์มาประทับที่นี่ รวมทั้งจัดแสดงศิลปวัตถุต่างๆ ที่เก็บรวบรวมโดยพระยาโบราณราช ธานินทร์

มาปิดท้ายเส้นทางตามรอยพระนเรศวรกันด้วยการ สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งตั้ง อยู่ด้านหน้าเจดีย์ภูเขาทอง ที่ทุ่งภูเขาทอง และบริเวณฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ก็ มีรูปนูนต่ำเป็นเรื่องราวพระราชประวัติของพระองค์ รวมทั้งมีไก่เป็นฝูงใหญ่อีก เช่น เคย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************



*** นครวัด" สิ่งมหัศจรรย์แห่งมนุษยชาติ ***


ในที่สุดฉันพร้อมที่จะตายได้แล้ว...

ถ้ายึดเป็นจริงเป็นจังกับคำกล่าวของอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่บอกไว้ว่า "See Angkor and Die" ตอนนี้ฉันก็พร้อมตายได้ทันที เพราะได้ไปชมนครวัดมาด้วยตาตัวเองเรียบร้อยแล้ว (แต่ถ้าเลือกได้ขอยังไม่ตายจะดีกว่านะ เพราะสำหรับฉันทั้งชีวิตนี้ได้เห็นแค่นครวัดอย่างเดียวคงไม่พอ)

หลังจากที่ไปชมปราสาทบายนในนครธมกันมาเมื่อตอนที่แล้ว ก็ถึงคราวที่จะได้มายลหนึ่งในเจ็ดของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ยุคปัจจุบัน) ที่ "นครวัด" กันบ้าง โดยปราสาทนครวัดนั้นสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) ใช้เวลาสร้างถึง 37 ปี เพื่อเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ และด้วยความที่ตัวปราสาทสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศของคนตาย นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าที่นี่น่าจะเป็นที่เก็บพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ด้วย

ฟังเขาเล่ามาก็มากแล้ว แต่เมื่อได้มายืนแตะขอบนครวัดด้วยตัวเองจริงๆ ความรู้สึกตื่นเต้นก็เกิดขึ้นมาได้อีก ฉันยื่นบัตรเข้าชมแบบวันเดียวให้เจ้าหน้าที่ชาวเขมรเจาะรูเป็นสัญลักษณ์การเข้าชม ก่อนจะเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวปราสาท ซึ่งเป็นสะพานข้ามคูน้ำขนาดใหญ่ที่ขุดล้อมรอบกำแพงปราสาท อธิบายก่อนว่าการสร้างปราสาทนี้สร้างตามคติอินเดียโบราณที่เชื่อว่าโลกล้อมรอบด้วยมหาสมุทร และมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของโลก

ดังนั้นคูน้ำด้านนอกจึงเปรียบเสมือนว่าเป็นมหาสมุทรที่อยู่ล้อมรอบโลก และองค์ปรางค์ปราสาททั้ง 5 ยอดนั้นก็เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกนั่นเอง ส่วนระเบียงคดและซุ้มประตูรอบๆ ก็หมายถึงภูเขาใหญ่น้อยที่อยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ คติความเชื่อเหล่านี้ที่บ้านเราก็รับมาเป็นคติการสร้างศาสนสถานหลายๆ แห่งเช่นกัน

เมื่อเดินข้ามสะพานผ่านกำแพงศิลาเเลงชั้นนอกเข้ามาแล้ว ก็ต้องเดินบนทางปูลาดด้วยหินความยาวประมาณ 300 เมตร กว่าจะถึงเขตเทวาลัยชั้นแรก เดินมาก็ตั้งนานแล้วฉันก็ยังเห็นว่าปรางค์ปราสาทนี้มีแค่ 3 ยอดเท่านั้นเอง แล้วอีกสองยอดหายไปไหนกัน คำตอบก็คือจะต้องไปยืนดูอยู่ตรงมุมด้านซ้ายหรือขวาที่ทำมุมเฉียงๆ กับตัวปราสาท เพื่อจะได้เห็นปรางค์อีกสององค์ซึ่งถูกบังซ้อนกันอยู่อย่างสนิท นับเป็นฝีมือการคำนวณของช่างเขมรที่สุดยอดอีกแล้ว

เมื่อเข้ามาถึงซุ้มประตูชั้นแรก เราก็จะได้เห็นเทวรูปพระวิษณุแปดกร สลักจากหินทรายตั้งอยู่เบื้องหน้า แต่มือบางมือรวมทั้งเศียรที่เห็นนั้นเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ ส่วนเศียรของจริงนั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่พนมเปญ เมื่อผ่านจุดนี้ไปแล้ว ขอแนะนำให้เดินไปทางขวามือเพื่อชมภาพแกะสลักบนระเบียงคดเสียก่อนจะขึ้นไปบนปรางค์ประธาน

ภาพสลักบนระเบียงคดนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมหากาพย์ของอินเดียทั้งหลาย รวมความยาวทั้ง 4 ด้านได้ประมาณ 600 เมตร ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเดินดูแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ระยะทาง 600 เมตรนี้ก็จะเป็นหนทางที่ไกลพอดู แถมบางคนอาจรู้สึกเหมือนว่าเป็นการเดินแบบไม่มีจุดหมายอีกต่างหาก แต่หากผู้ชมพอจะมีพื้นฐาน หรืออย่างน้อยก็มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องมหากาพย์เหล่านี้บ้าง ภาพสลักเหล่านี้ก็กลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาทันที

เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้เดินตามผู้รู้ หรือมีหนังสือสักเล่มหนึ่งที่อธิบายรูปและเรื่องราวที่สลักเสลาลงบนก้อนหินเหล่านี้อย่างละเอียดลออสักหน่อย แล้วคุณก็จะได้รับรู้เรื่องราวของสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ได้เห็นภาพกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่จะไปรบกับพวกจาม รวมทั้งได้เห็นภาพ "เสียมกุก" หรือภาพที่เชื่อว่าเป็นภาพชาวสยามที่ไปช่วยรบในกองทัพเขมร ซึ่งภาพนี้คนไทยแทบทุกคนต้องเรียกร้องว่าอยากจะดู

และต้องไม่พลาดภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร ฝ่ายอสูรยึดพญานาควาสุกรีทางด้านหัว เทวดายึดด้านหาง พันร่างพญานาคเข้ากับภูเขามันทระแล้วร่วมมือกันกวนเกษียรสมุทรหรือทะเลน้ำนมเพื่อให้ได้น้ำอมฤตมา โดยมีพระนารายณ์บัญชาการอยู่ตรงกลาง การกวนเกษียรสมุทรนี้ทำให้เกิดของวิเศษหลายสิ่งขึ้นมา รวมทั้งนางอัปสราด้วย โดยในภาพก็ได้สลักรูปนางอัปสราตัวเล็กๆ ลอยร่ายรำอยู่เหนืออสูรและเทวดาเหล่านั้นด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีภาพสลักเรื่องราวมหากาพย์รามายณะหรือรามเกียรติ์ และอีกหลายรายละเอียดที่เล่าตรงนี้ไม่หมด แต่อยากให้ได้ดูกัน

เมื่อเดินชมภาพสลักรอบระเบียงคดแล้ว เราก็ลอดผ่านซุ้มประตูชั้นใน เตรียมตัวปีนป่ายขึ้นสู่ปรางค์ทั้งห้าองค์ด้านบน ถ้าจะขอใช้คำว่าตะเกียกตะกายก็คงไม่ผิด เพราะลักษณะอาการก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ใช้ทางขึ้นด้านทิศตะวันตกที่เขาทำบันไดให้เดินได้อย่างสะดวก ก็คงต้องไต่กันอย่างลำบากนิดหนึ่งแต่ก็ไม่เกินความสามารถ

มีคนคำนวณมาให้เรียบร้อยว่าบันไดทางขึ้นสู่ปรางค์ด้านบนนั้นมีความชันประมาณ 55 องศา ก็ไม่ชันมากจนเกินจะปีนได้สะดวก แต่เนื่องจากขั้นบันไดแต่ละขั้นนั้นกว้างแค่ประมาณหนึ่งฝ่ามือตามขวางเท่านั้น การปีนจึงต้องอาศัยความเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนปีนขึ้นไป ด้วยเส้นทางเช่นนี้ การปีนป่ายขึ้นไปจึงเป็นเหมือนการบังคับให้ต้องแสดงอาการนอบน้อมต่อเทพเจ้าที่สิงสถิตอยู่ที่นี่ไปโดยปริยาย และหากใครไต่ไปถึงด้านบนแล้ว ก็จะสามารถชมวิวรอบๆ นครวัดไปได้ไกลเลยทีเดียว

แม้จะได้ขึ้นไปจนถึงปรางค์ประธานด้านบนแล้ว แต่ก็ยังเหมือนมาไม่ถึงนครวัดอยู่ดีถ้ายังไม่ได้ชมนางอัปสรากว่าสองพันองค์ที่ถูกสลักเสลาด้วยฝีมือช่างเขมรชั้นเยี่ยมให้เหมือนมีชีวิต ร่ายรำอยู่ทุกซอกทุกมุมของปราสาท มีให้ได้ชมความงามกันตั้งแต่ซุ้มประตู ตามเสาบนระเบียงคด อยู่บนองค์ปรางค์ อยู่ในทุกหนทุกแห่งที่ปราสาทนครวัดนี้

ชาวเขมรเชื่อว่านางอัปสรานั้นเป็นเทพธิดาแห่งความดีงาม รวมทั้งเป็นผู้ที่คอยดูแลศาสนสถานอีกด้วย ดังจะได้เห็นนางอัปสราอยู่ในปราสาทหินต่างๆ แทบทุกแห่งของเขมร เรื่องราวของเหล่าอัปสราในนครวัดนี้หากจะว่ากันจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องยาวพอดู เพราะเทพธิดาเขมรกว่าสองพันองค์นี้ต่างมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ท่าทาง การแต่งกาย ทรงผม ฯลฯ คือมีทั้งนางอัปสรายิ้มเห็นฟัน นางอัปสราลิ้นสองแฉก นางอัปสราเซเลอร์มูน นางอัปสรานุ่งมินิสเกิร์ต และอีกหลากหลายอัปสราในท่วงท่าต่างๆ

ก็ต้องลองไปชมกันดูเพื่อหา "อัปสราในดวงใจ" ของแต่ละคนกันเอาเอง แต่ขอเตือนว่าอาจจะยากสักหน่อย เพราะบางทีเมื่อคิดว่าองค์นี้แหละสวยที่สุด แต่เดินไปอีกสองสามก้าวก็ต้องเปลี่ยนใจเพราะเจอองค์ที่สวยกว่า กลายเป็นว่าเดินจนทั่วปราสาทแล้วก็ยังสรุปไม่ได้ว่าชอบองค์ไหนมากกว่ากัน

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะต้องโบกมือลานครวัด ปราสาทที่โลกยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ น่าทึ่งว่ากำลังจากสองมือมนุษย์เดินดินธรรมดาจะสามารถสร้างสิ่งที่ใหญ่โตอลังการเหล่านี้ขึ้นมาได้ "นครวัด" จึงกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันว่ามนุษย์ผู้สร้างนั่นแหละที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดบนพื้นพิภพนี้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************



*** ย้อนรำลึกวันวาน...วันที่ 1 ปีที่1 แห่งรัชกาลที่ 9 ***


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นทรงครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 การสืบราชสมบัติเป็นไปตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 9 (8) แห่งกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ประกอบกับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของรัฐสภาซึ่งประชุม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในค่ำวันเดียวกันนั้น

ประกาศของรัฐบาลได้แจ้งให้ประชาชนทราบ ความตอนหนึ่งว่า

"จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เป็นต้นไป ประกาศวันที่ 9 มิถุนายน 2489
ปรีดี พนมยงค์
นายกรัฐมนตรี "

ณ บัดนั้น วันที่ 1 ของปีที่ 1 แห่งรัชกาลที่ 9 ก็ได้เริ่มขึ้น แต่แม้จะมีการขึ้นครองราชย์และนับเป็นวาระเริ่มของการเป็นพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีด้วย ในโอกาสที่เหมาะสมเช่นเมื่อทรงบรรลุราชนิติภาวะแล้ว บางรัชกาลก็ทรงผนวชเสียก่อน หรือจัดงานถวายพระเพลิงพระมหากษัตริย์ในพระบรมโกศให้เป็นที่เรียบร้อยเพื่อให้ราษฎรออกทุกข์และจัดงานรื่นเริงได้ บางรัชกาลถึงกับให้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นการจัดอย่างย่อเพื่อให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี ต่อเมื่อได้เวลาอันสมควรจึงจัดอย่างใหญ่เต็มพิธีอีกครั้ง ดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ 1 , รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6

ในรัชกาลปัจจุบัน เนื่องจากเมื่อพ.ศ. 2489 ยังไม่ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะ (พระชนมพรรษาไม่เต็ม 20 พรรษา) และต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ ประกอบกับยังไม่ได้ถวายพระเพลิง พระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ การจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงรั้งรอมาจน 5 พฤษภาคม 2493 จึงได้จัดขึ้น ซึ่งต่อมาเรียกว่า "วันฉัตรมงคล" แต่การนับปีรัชกาลได้ดำเนินมาแล้วตั้งแต่ปี 2489 นับถึงบัดนี้จึงเป็นปีที่ 60

ตามธรรมเนียมสากลจะมีการฉลองการครบรอบในโอกาสต่างๆ เช่นการฉลองครบรอบอายุครบรอบการสมรส ครบคชรอบการอยู่ในตำแหน่ง เป็นต้น รอบละ 25 ปี ซึ่งเรียกว่า "สมโภชเงิน" (Silver Jubilee) , ครบรอบ 50 ปี เรียกว่า "สมโภชทอง" (Golden Jubilee) และครบ 75 ปี เรียก "สมโภชเพชร" (Dimond Jubille) เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ในพ.ศ. 2514 ก็มีการจัดงาน "รัชดาภิเษก" ขึ้น , ต่อมาเมื่อครบ 50 ปี ในพ.ศ. 2539 ก็มีการจัดงาน "กาญจนาภิเษก" โดยในปีนั้นเจ้าชายเรนิเยร์แห่งโมนาโค ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ก็มีการจัดงานสมโภชทองเช่นกัน

บัดนี้ ณ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานตามที่รัฐบาลขอพระราชทาน มีชื่องานว่า "พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี"

ขอขอบคุณ : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************



*** รู้เรื่อง...และเรื่องควรรู้...ในหลวงของเรา ***


• วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ ตรงกับวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ และหม่อมสังวาลย์ ประสูติ ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาซูเสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เหตุที่ประสูติที่อเมริกา เพราะขณะนั้น พระบรมราชชนก เสด็จทรงศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ราชการในต่างประเทศ ทรงมีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

• พระนาม “ ภูมิพลอดุลยเดช ” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ มีความหมายว่า “ ผู้ทรงกำลังอำนาจไม่มีอะไรเทียบในแผ่นดิน ”

• หลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้กราบทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งเป็นพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๘ แห่งราชจักรีวงศ์ จากนั้นในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๗๘ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช ทรงได้รับเฉลิมพระนามเป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ” ในครั้งนั้นทั้งสองพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

• ในปี ๒๔๘๐ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช สายพระเนตรสั้นลง เป็นเหตุให้ต้องทรงฉลองพระเนตรนับตั้งแต่นั้นมา

• ในปี ๒๔๘๘ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งขณะนั้นทรงพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา เสด็จกลับมาประทับเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย ในการเสด็จนิวัตสู่ประเทศไทยครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะพระเจ้าน้องยาเธอฯ ได้เสด็จกลับมาด้วย โดยได้เสด็จถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๘๘ อันตรงกับวันพระราชสมภพ ขณะมีพระชนมายุครบ ๑๘ ปีบริบูรณ์

• ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ ประชาชนชาวไทยต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต อย่างกระทันหันด้วยพระแสงปืน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง และในวันเดียวกันนี้เอง พระบรมวงศานุวงศ์และคณะรัฐมนตรีก็ได้กราบบังคมทูล อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และได้มีการประกาศเฉลิมพระนามว่า “ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ” แต่เนื่องจากในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษา ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองได้ อีกทั้งยังมีพระราชภารกิจเรื่องการศึกษา จึงได้มีการแต่งตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวรราชเสวี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

• วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๘๙ ได้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมสมเด็จพระราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธออีกครั้ง โดยก่อนจากประเทศไทยในครั้งนั้น ได้ทรงเสด็จไปถวายบังคมลาพระบรมศพพระบรมเชษฐาธิราชที่พระบรมมหาราชวัง ขณะที่ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังสนามบินดอนเมือง ได้มีประชาชนคนหนึ่งตะโกนว่า “ อย่าละทิ้งประชาชน ” ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่อง “ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์ ” ว่าทรงอยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า “ ถ้าประชาชนไม่ “ ทิ้ง ” ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ “ ละทิ้ง ” อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว ..” เมื่อเสด็จกลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์เพื่อศึกษาต่อ ก็ได้ทรงเปลี่ยนจากสาขาวิทยาศาสตร์ มาทรงศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ เพื่อเตรียมพระองค์ในการเป็นพระประมุขของประเทศ

• ในปี ๒๔๙๓ เมื่อเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยแล้ว ได้ทรงกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม จนถึงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๙๓ อันเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ

• หลังจากนั้นใน วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯก็ได้ทรงจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกสำหรับพระมหากษัตริย์ไทยในยุคประชาธิปไตย ที่ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับปวงชนชาวไทย

• ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ได้ทรงจัด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ โดยมีพระปรมาภิไธยว่า “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ” ซึ่งในครั้งนั้นได้ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ” พร้อมกันนี้ได้ทรงสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสี ขึ้นเป็น “ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ”

• ในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช (หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์) วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงเป็นพระราชอุปชฌาย์ และสมเด็จพระสังฆราชได้ถวายพระสมณฉายานามว่า “ ภูมิพโล ภิกขุ ” ทรงประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตอยู่ ๑๕ วันจึงลาผนวชเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ในระหว่างทรงผนวช ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์ ซึ่งทรงปฏิบัติราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนี้เอง

• ในปี ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้ เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาล โดยเริ่มจากประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม อินโดนีเซีย และสหภาพพม่า และในปี ๒๕๐๓ ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป รวม ๑๔ ประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓-วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๐๔ ซึ่งในการเสด็จฯเยือนต่างประเทศครั้งนั้น นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศแล้ว ทั้งสองพระองค์ยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจจนบังเกิดผลสำเร็จ นำผลประโยชน์มาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมากมาย ทรงเป็นที่กล่าวขานถึงพระบารมีเลืองลือขจรไกล

• ในปี ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงทรงโปรดเกล้าฯให้มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสมหามงคลข้างต้นตามโบราณราชประเพณี ที่นิยมเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระเจ้าอยู่หัวฯทรงเจริญพระชนมายุเสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชบุรพการี

• ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงกระทำ “ พระราชพิธีรัชดาภิเษก ” อันเป็นพิธีเฉลิม ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๒๕ ปี และในปี ๒๕๒๐ คณะบุคคลอันประกอบด้วยประชาชนทุกสาขาอาชีพ ได้พร้อมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการน้อมเกล้าฯถวายพระราชสมัญญา “ มหาราช ” พร้อมจัดงานถวายพระพรและเฉลิมพระเกียรติในวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยใช้ชื่อว่า “ ๕ ธันวามหาราช ” ต่อมาเพื่อความพร้อมเพรียงในหมู่พสกนิกรชาวไทยในอันที่จะถวายพระราชสมัญญา “ มหาราช ” จึงได้มีการสำรวจประชามติทั่วประเทศ ปรากฎว่าประชาชนมีความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ถวายพระราชสมัญญา “ มหาราช ” เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐

• วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “ อัครศิลปิน ” แด่พระองค์ ด้วยทรงเป็นเลิศในศิลปะหลายสาขา อาทิ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และนฤมิตศิลป์ เป็นต้น คำว่า “ อัครศิลปิน ” หมายถึง ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ หรือผู้เป็นใหญ่ในศิลปินก็ได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งปวงแล้ว ยังทรงมีคุณูปการได้ทรงอุปถัมภ์แก่ศิลปินทั้งหลายด้วย

• วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๑ ได้มีการจัด “ ราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ” อันเป็นพระราชพิธีเฉลิมฉลองเนื่องใน อภิลักษขิตสมัยที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานกว่าสมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าแห่งราชอาณาจักรไทยทุกพระองค์ในอดีต ซึ่งเป็นมหามงคลวโรกาสที่หาได้ยากยิ่ง คือ ทรงครองราชย์สมบัติเป็นเวลา ๔๒ ปี ๒๒ วัน ซึ่งเป็นเวลาจำนวนปีและวันเท่ากับสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอัยยิกาธิราช

• วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ เป็นวันที่ ทรงครองราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เพื่อถวายเป็นราชสักการะและถวายพระพรชัยมงคล พระองค์ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่องานว่า “ พระราชพิธีกาญจนาภิเษก ” นับเป็นมหามงคลสมัยพิเศษอีกวาระหนึ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย

• วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ได้มีงาน “ พระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุ ๗๓พรรษา เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ” ( สมมงคล อ่านว่า สะ-มะ-มง-คล)คือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมายุได้ ๒๖,๔๖๙ วัน เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

• วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ปีนี้ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ได้ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่องานว่า “ พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ” ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยต่างร่วมใจกันจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อถวายเป็นราชสักการะ และร่วมเฉลิมฉลองวโรกาสมหามงคลครั้งนี้ทั่วประเทศ ที่สำคัญคือจะมีประมุขและพระบรมวงศานุวงศ์จากมิตรประเทศมาร่วมถวายพระพรด้วย

• และใน วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา ซึ่งได้โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อมาแล้วว่า “ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ” ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช “ ในหลวง ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ” ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ นับตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ตราบจนปัจจุบัน เป็นเวลา ๖๐ ปีเต็ม จนกล่าวได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย และพระสติปัญญาบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงเพื่ออาณาประชาราษฎร์ของพระองค์อย่างมากมายมหาศาลตลอดมา จนยากยิ่งที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใด หรือประมุขของประเทศใดในโลกมาเทียบเคียงได้ ดังนั้น ในโอกาสมหามงคลสมัยนี้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทั้งในและนอกประเทศได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจ “ ทำความดี ” และ “ รู้รักสามัคคี ” ถวายเป็นพระราชสักการะ ให้สมกับที่พวกเราได้มีบุญเกิดบนผืนแผ่นดินไทย ที่มี “ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ” เป็นพระประมุขของชาติ

เรื่องโดย....อมรรัตน์ เทพกำปนาท
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

***********************************************************



*** กราบรอยพระพุทธเจ้า ที่ "สระบุรี" ***


วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ที่มีรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่โด่งดังก้องฟ้าเมืองไทย

ตามตำนานบันทึกไว้ว่า รอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153-2171) ที่ในปัจจุบันรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ในพระมณฑปบนเนินเขา ซึ่งดูโดดเด่นไปด้วยมณฑปทรงปราสาทสมส่วนสวยงาม มีบันไดขึ้น 3 ทาง คือ ด้านบันไดประตูยักษ์ บันไดพิกุล และบันไดทางตะวันตกคือบันไดนาค ซึ่งเป็นด้านที่สวยงามและคลาสสิคที่สุดด้วยพญานาค 7 เศียร 3 สาย(ตัว)บนราวสะพาน ที่ลำตัวเลื้อยยาวออกมาจากระเบียงมณฑปด้านบน

และเมื่อเราเข้าไปในมณฑป บรรยากาศอันขรึมขลังกรุ่นกลิ่นบุญก็จับหมับเข้าที่กลางดวงใจกับ รอยพระพุทธบาท มีลักษณะเป็นหลุมลึกคล้ายรอยเท้าคน กว้าง 21 นิ้ว ยาว 5 ฟุต ลึก 11นิ้ว

รอยพระพุทธบาทแห่งนี้เชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทเบื้องซ้าย ที่หากสังเกตจะพบว่ารอบรอยพุทธบาทนั้นมีพุทธศาสนิกชนมาปิดทองกันเหลืองอร่ามไปทั่ว ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันว่าหากใครได้มีโอกาสไปสักการะรอยพระพุทธบาทครบ 7 ครั้ง ผลบุญจะส่งให้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่วัดพระพุทธบาทมี "เตี๊ยบ" หรือพาสสปอร์ตสู่สวรรค์ขาย

ไม่เพียงแค่รอยพระพุทธบาท ที่วัดแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่ายิ่ง อาทิ เช่น เครื่องทรงของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายครามสังคโลก เครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอยพระพุทธบาทจำลอง ยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่างๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมถึงข้าวของเครื่องใช้อื่นๆให้ผู้สนใจได้ชมกัน

ส่วนในโบสถ์หลังเล็กใกล้ๆทางออกก็มีช้างเสี่ยงทาย ให้ผู้ที่สนใจไปตั้งจิตอธิษฐานยกช้างกัน โดยถ้าเป็นผู้หญิงให้ใช้นิ้วกลางข้างขวายก ส่วนผู้ชายใช้นิ้วก้อยข้างซ้ายเกี่ยวตะขอกลางตัวช้างขึ้น ใครที่ยกขึ้นว่ากันว่าจะสมมารถปรารถนาตามที่ตั้งจิตอธิษฐาน

วัดพระพุทธบาท ตั้งอยู่ที่ ต.ขุนโขลน อ.พระพุทธบาท จากตัวจังหวัดมุ่งหน้าตรงไปทางจังหวัดลพบุรี ประมาณ 28 กม. จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าวัดพระพุทธบาทก่อนถึงตัวอำเภอ เข้าไปประมาณ 1 กม. ก็จะพบกับวัดพระพุทธบาท ในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 3 รวม 15 วัน และวันขึ้น 8 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4 รวม 8 วัน ของทุกๆ ปี ที่วัดพระพุทธบาท จะจัดงานนมัสการรอยพระพุทธบาทขึ้น ส่วนในวันเข้าพรรษาของทุกๆปีที่วัดแห่งนี้จะมีการ“ตักบาตรดอกไม้” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเพณีอันโด่งดังของสระบุรี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

***********************************************************



*** 10 เรื่องน่ารู้ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ***


เนื่องในโอกาสวันจักรี อันหมายถึงวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำ 10 เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านมานำเสนอเพื่อเป็นสาระความรู้ ดังต่อไปนี้
       
       1.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามเดิมว่า “ ทองด้วง ” ประสูติที่พระนครศรีอยุธยา ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อวันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ทรงเป็นพระราชโอรสในหลวงพินิจอักษร(ทองดี) และพระนางดาวเรือง(หยก) โดยมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมอุทรตามลำดับ คือ
       
       1.พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี (สา)
       
       2.ขุนรามณรงค์
       
       3.พระเจ้าพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว)
       
       4.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
       
       และ 5.กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) พระอนุชาซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชาหรือวังหน้าในรัชสมัยของพระองค์(รัชกาลที่ 1)
       
       2.เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระชนมายุ 22พรรษาได้เข้ารับราชการตำแหน่งมหาดเล็กในแผ่นดินพระเจ้าอุทุมพร / 25 พรรษา เป็นหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี ในสมัยพระเจ้าเอกทัศ /32 พรรษา รับราชการอยู่กับพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นพระราชวรินทร์ /33พรรษา เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ /34 พรรษา เป็นพระยายมราช / 35 พรรษา เป็นเจ้าพระยาจักรี / 41 พรรษา เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก / ครั้นพระชนมายุ 46 พรรษา ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์
       
       3. ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระอมรินทรา พระบรมราชินี (นามเดิมว่า นาก) ซึ่งเป็นชาวอัมพวา มีพระโอรสธิดา 9 พระองค์ หนึ่งในเก้าพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 นอกจากนี้ยังทรงมีพระโอรสธิดากับเจ้าจอมอื่นๆอีก เมื่อรวมสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกเธอในแผ่นดินของพระองค์จะมีทั้งสิ้น 42 พระองค์โดยประสูติก่อนปราบดาภิเษก 10 พระองค์ และหลังปราบดาภิเษก 32 พระองค์
       
       4.รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏหลังปราบดาภิเษกว่า “ พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนาถนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณอขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพดิศัยเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชฏฐวิสุทธิ์ รัตนมงกุฏประเทศคตามหาพุทธางกูร บรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ” ณ กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดี ศรีอยุธยามหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน

              5.พระนามที่เรียกขานกันสั้นๆ คือ “ สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ” ต่อมาคนทั้งหลายมักเรียกรัชกาลที่ 1 ว่า “ แผ่นดินต้น ” และเรียกรัชกาลที่ 2ว่า “ แผ่นดินกลาง ” รัชกาลที่ 3 ทรงรังเกียจว่านามสมญาเช่นนี้จะเป็นอัปมงคลเพราะเมื่อมีต้น มีกลางก็ต้องมีปลาย ซึ่งดูเสมือนว่าพระองค์จะเป็นรัชกาลสุดท้าย จึงมีพระบรมราชโองการให้ถวายพระนามสมเด็จพระอดีตกษัตริย์สองรัชกาลก่อน ตามพระนามพระพุทธรูปที่ทรงสร้างอุทิศถวายสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชและสมเด็จพระบรมราชบิดาว่า “ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ” และ “ พระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย ” ตามลำดับ (ต่อมารัชกาลที่ 4ได้เปลี่ยนเป็น “ นภาลัย ” )
       
       6.รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาธรรมาธิกรณ์ (บุญรอด) กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองสร้างพระนครขึ้นใหม่เยื้องกรุงธนบุรีราชธานีเดิม และได้พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “ กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ” (สมัยรัชกาลที่4 เปลี่ยนบวรรัตนโกสินทร์ เป็นอมรรัตนโกสินทร์) ได้มีผู้แปลนามกรุงเทพฯไว้ว่า หมายถึง “ พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่ที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่งคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) พระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้ ”
       
       7.กรุงเทพมหานครฯหรือพระนครแห่งใหม่นี้ใช้เวลาสร้าง 3 ปี มีการสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการ วัดวาอาราม และพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งพิมานรัตยา พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูณยพิมาน และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (เดิมชื่อพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท) ฯลฯ
       
       8.ส่วนกำแพงพระนครมีความยาว 188 เส้นเศษ สูง 1.6 เมตร หนาเกือบ 2 เมตร มีประตูใหญ่ 13 ประตูได้แก่ ประตู รัตนพิศาล พิมานเทเวศน์ วิเศษไชยศรี มณีนพรัตน์ สวัสดิโสภา เทวาพิทักษ์ ศักดิ์ไชยสิทธิ์ วิจิตรบรรจง อนงคารักษ์ พิทักษ์บวร สุนทรทิศา เทวาภิรมย์ และอุดมสุดารักษ์ และมี ป้อม 14 ป้อม ได้แก่ พระสุเมรุ /ยุคนธร /มหาปราบ /มหากาฬ /หมูทะลวง(หมูหลวง) /เสือทะยาน /มหาไชย /จักรเพชร /ผีเสื้อ /มหาฤกษ์ /มหายักษ์ /พระจันทร์ /พระอาทิตย์ และอิสินธร
       
       9.วัดสำคัญในรัชกาลที่ 1 ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังทำนองเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย / วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เดิมชื่อวัดโพธาราม เป็นวัดเก่าแก่สร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเพทราชา รัชกาลที่ 1ให้บูรณะปฏิสังขรณ์อยู่นานถึง 12 ปีแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ” (รัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนจาก วาส เป็น ราม )ถือ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 /
       
       วัดมหาธาตุ เดิมชื่อวัดสลัก มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทพระราชทานนามให้ว่า “ วัดนิพพานาราม ” ครั้นเมื่อมีการสังคยานาพระไตรปิฎกปีพ.ศ. 2331 และได้สร้างมณฑปประดิษฐานพระไตรปิฎก จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ” เมื่อกรมพระราชวังบวรฯทิวงคต รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า “ วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร ” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่และพระราชทานนามให้ว่า “ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ” / วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2350 เพื่อให้เป็นวัดกลางเมืองเช่นเดียวกับวัดพนัญเชิงสมัยกรุงศรีอยุธยา และโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานที่นี่ และรัชกาลที่ 2 ได้ทรงแกะสลักบานประตูหน้าพระวิหารไว้ด้วย / วัดสระเกศ เดิมชื่อวัดสะแก เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 ทรงทำพิธีสรงสนาน (สระหัว)ตามประเพณี ครั้นเมื่อเสวย์ราชย์แล้วจึงได้พระราชทานนามใหม่ให้ว่า “ วัดสระเกศ ”
       
       10.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา และเสด็จสวรรคตในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ.2352 สิริรวมพระชนมายุ 74 พรรษา ทรงอยู่ในสิริราชสมบัติ 27 ปี ทรงเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี ทรงปกป้องคุ้มครองรักษาผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเราชาวไทยให้อยู่รอดปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนทุกวันนี้ และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าจึงพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาของพระองค์ว่า “ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ” ในคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปีพ.ศ. 2525

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์
       สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

***********************************************************