*** ช่วยคน "เป็นลม" ให้ถูกวิธี / โดย เอมอร คชเสนี ***


เป็นลม หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติไปอย่างกะทันหัน ในทางการแพทย์สามารถแบ่งสาเหตุได้หลายประการ เช่น ถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี มักเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง แต่ถ้าพบในคนสูงอายุ อาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงการเป็นลมธรรมดา ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด

** สาเหตุ

เป็นลมธรรมดาพบได้ค่อนข้างบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยจัด อดนอน หรือหิวข้าว อยู่ในฝูงชนแออัด อากาศไม่พอหายใจ อยู่ในที่ที่อากาศร้อนอบอ้าว หรือกลางแดดร้อนจัด มีอารมณ์ตื่นเต้น ตกใจกลัว หรือเสียใจอย่างกะทันหัน
ภาวะดังกล่าวทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วขณะ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หมดสติไปชั่วครู่ ผู้ป่วยมักจะฟื้นคืนสติได้เอง โดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรง นอกจากในรายที่มีอาการเป็นลมล้มจากที่สูง อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ

** อาการ

อาการมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังยืน เริ่มด้วยรู้สึกใจหวิว วิงเวียนศีรษะ ตาพร่า หูอื้อ คลื่นไส้ หน้าซีด เหงื่อออก มือเท้าเย็น ถ้าได้นั่งหรือนอนลงทันทีจะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้ายังยืนอยู่ แขนขาจะอ่อนแรง ทรงตัวไม่อยู่ ทรุดลงกับพื้น และหมดสติไป ผู้ป่วยจะหมดสติอยู่เพียงชั่วครู่ อาจนานเพียงไม่กี่วินาที ถึง 1-2 นาที และมักจะฟื้นคืนสติได้เอง ในบางรายอาจเกิดอาการต่างๆ โดยไม่หมดสติก็ได้

** การปฐมพยาบาล

1.ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ (ไม่ต้องหนุนหมอน ยกขาสูง) คลายเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ
2.อย่ามุงดูผู้ป่วย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
3.ใช้น้ำเย็นเช็ดบริเวณใบหน้า คอ แขนขา และให้ดมยาดม จะช่วยให้รู้สึกตัวเร็วขึ้น
4.อย่าให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรขณะที่ยังไม่ฟื้น เพราะจะทำให้สำลักเป็นอันตรายได้
5.เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว ให้นอนพักต่ออีกสักครู่ อย่าเพิ่งลุกนั่งเร็วเกินไป อาจทำให้เป็นลมซ้ำอีกได้
6.เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติและเริ่มกลืนได้ อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือน้ำหวาน

ผู้ป่วยที่เป็นลมธรรมดา มักจะฟื้นได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าหมดสติไปนาน หายใจไม่สม่ำเสมอหรือหายใจช้าผิดปกติ ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดโดยวิธีเป่าปาก แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

1.ผู้ป่วยไม่ฟื้นภายใน 15 นาที
2.ผู้ป่วยอายุมากกว่า 30 ปี มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น
3.มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน เห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก เดินเซ แขนขาชาหรืออ่อนแรง
4.มีอาการตกเลือด เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีบาดแผลเลือดออก เป็นต้น
5.มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง ท้องเดินรุนแรง มีไข้สูง

การเป็นลมธรรมดาโดยไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตก แต่ถ้าเป็นลมบ่อยๆ เป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เป็นลมธรรมดา ควรปรึกษาแพทย์

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2551

***********************************************************



*** กินไข่วันละ 2 ฟองรีดน้ำหนัก ช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ***


เดลิเมล์ - นักวิจัยอังกฤษปฏิวัติความเชื่อเดิมๆ ชี้การกินไข่วันละ 2 ฟอง ช่วยลดน้ำหนักและลดระดับคลอเรสเตอรอล

ก่อนหน้านี้ มีความเชื่อกันว่าการกินอาหารคลอเรสเตอรอลสูง เช่น ไข่ เชื่อมโยงโดยตรงกับการเพิ่มขึ้นของระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

แต่ในการวิจัยของดร.บรูซ กริฟฟิน จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ อังกฤษ ที่ตีพิมพ์อยู่ในยูโรเปียน เจอร์นัล ออฟ นิวทริชัน กลับพบว่า คนที่กินไข่วันละ 2 ฟองขณะควบคุมอาหาร ไม่เพียงทำให้น้ำหนักลดลงเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือดด้วย

ทีมนักวิจัยภายใต้การนำของดร.กริฟฟินจัดให้อาสาสมัครน้ำหนักเกินเกือบ 50 คนกินไข่วันละ 2 ฟองนาน 12 สัปดาห์ ขณะที่อาสาสมัครอีกลุ่มไม่ได้กินไข่ และทั้งหมดกินอาหารจำกัดแคลอรีตามที่มูลนิธิหัวใจอังกฤษแนะนำ

ผลปรากฏว่า ทั้ง 2 กลุ่มน้ำหนักลดลงเช่นเดียวกับระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด

ดร.กริฟฟิน ระบุว่า ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงการเพิ่มขึ้นของคลอเรสเตอรอลหรือการกินไข่กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในทางตรงข้าม ไข่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีปริมาณแคลอรี่ต่ำ

ทั้งนี้ เชื่อว่าการกินไข่มื้อเช้าช่วยลดน้ำหนักเนื่องจากทำให้อิ่มท้องนาน

การวิจัยนี้ช่วยยืนยันฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ไขมันอิ่มตัวที่พบในแป้ง เนื้อแปรรูป บิสกิต และเค้ก เป็นต้นเหตุที่ทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูงมากกว่าอาหารอุดมด้วยคลอเรสเตอรอลอย่างไข่ ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวต่ำ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2551

***********************************************************



*** ชื่นชมแกงกะหรี่ป้องกันสมองเสื่อม คนอินเดียบาง แห่งเป็นกันไม่ถึง 1% ***


คณะนักค้นคว้ามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งอเมริกา เชื่อว่าแกงที่ผสมด้วยผงกะหรี่ นอกจากกินแล้วอิ่ม ยังสามารถแก้โรคสมองเสื่อมได้ และคิดว่าหัวขมิ้นชัน อาจเป็นส่วนผสมที่มีสรรพคุณ ช่วยขัดขวางไม่ให้อาการโรคทรุดหนักลงเร็ว พวกเขายังออกความเห็นว่า แกงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอินเดียไม่ค่อยเป็นโรคสมองเสื่อมกันมาก เหมือนกับคนชาติตะวันตก ชาวอินเดียวัยเกิน 65 ปีขึ้นไป บางหมู่บ้าน มีอัตราป่วยสมองเสื่อมเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น

โรคสมองเสื่อมเกิดจากการเกิดคราบจุลินทรีย์จับมันสมองเป็นตุ่ม และหัวขมิ้นชันดูเหมือนออกฤทธิ์ ให้เกิดคราบจับน้อยลงไปได้ ตั้งครึ่ง พวกเขาได้ศึกษา ด้วยการทดลองกับหนูทดลอง ที่โดนจับฉีดให้เกิดคราบที่มันสมอง โดยให้กินหัวขมิ้นชัน แล้วให้มันลงทดสอบความจำกับหนูที่กินอาหารธรรมดา ปรากฏมันทำคะแนนดีกว่า

ดร.แซลลี ฟรอทสชี นักวิจัยให้ความเห็นว่า ขมิ้นชันอาจจะมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคสมองเสื่อมได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยา เพราะมันมีคุณสมบัติเป็นทั้งตัวต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันการอักเสบด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 มิ.ย. 51

***********************************************************



*** ล้างพิษด้วย 'ถั่วดำ' ***


หากใครต้องการโปรตีนจากพืชแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ "ถั่ว" ถือว่าเป็นพืชที่ให้โปรตีนได้มากที่สุด และถั่วเหลืองก็ถือเป็นถั่วที่ให้โปรตีนได้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์มากที่สุด แต่วันนี้ "108 เคล็ดกิน" จะมาเเนะนำถั่วอีกชนิดหนึ่งที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีและมีประโยชน์มากอย่าง "ถั่วดำ" มาฝากกัน

แม้คำว่าถั่วดำมักถูกใช้ไปในความหมายไม่ค่อยจะดีอยู่บ่อยๆ แต่ประโยชน์ของถั่วดำนั้นกลับดีมากและน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีไขมันต่ำ แถมยังอุดมไปด้วยกากใยหรือไฟเบอร์แล้ว ก็ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่บริโภคถั่วดำในปริมาณมากกว่า จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่บริโภคถั่วดำน้อยกว่า หรือไม่บริโภคเลย

อีกทั้งถั่วดำนั้นยังเป็นตัวล้างพิษในร่างกายได้ดีไม่แพ้ผลไม้อีกด้วย โดยในถั่วดำนั้น จะมีสารฟลาโวนอยด์ หรือสารล้างพิษกรัมต่อกรัมสูงที่สุด รองลงมาเป็นถั่วสีแดง น้ำตาล เหลืองและขาวตามลำดับ เพราะในถั่วดำนั้นมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานินส์ ซึ่งนับเป็นตัวล้างพิษชั้นดี โดยเมื่อเทียบกับการกินถั่วดำในปริมาณเท่ากันกับการกินส้มแล้ว ถั่วดำจะมีปริมาณสารล้างพิษมากกว่าในส้มถึง 10 เท่า เลยทีเดียว คือเทียบได้กับองุ่นและแอปเปิล แต่การทำให้ถั่วดำสุกนั้นก็จะสูญเสียตัวล้างพิษไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถล้างพิษให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 11 มีนาคม 2551

***********************************************************



*** ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อัศจรรย์ ***


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯประกาศข่าวดีว่า เราอาจจะมีวัคซีนป้องกัน โรคหวัด ฉีดแค่เข็มเดียวสามารถป้องกันโรคหวัดทุกชนิดไปได้ตลอดชีวิต จากผลการ ทดลองวัคซีนขนานใหม่ล่าสุดกับมนุษย์

วัคซีนซึ่งผลิตโดยบริษัทยาเอแคมบิส ได้แสดงผลให้เห็นว่า สามารถใช้ป้องกัน เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอได้ทุกสายพันธุ์ ในปัจจุบันวัคซีนที่ใช้กันอยู่จะต้อง คอยปรับให้รับมือกับเชื้อไวรัสโรคหวัดที่มันก็ปรับตัวเองได้อยู่เรื่อย ผู้ เชี่ยวชาญแจ้งว่า วัคซีนขนาดใหม่นี้จะสามารถแก้ปัญหานี้ และจะสามารถผลิตออกมาล่วงหน้า ก่อนหน้าที่จะเกิดการระบาดของโรคขึ้นได้

การทดลองวัคซีนขนานใหม่ ได้แสดงให้เห็นว่า วัคซีนมีความปลอดภัย และมีสรรพคุณ สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายจากโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นได้อย่างรวด เร็ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 8 ม.ค. 51

***********************************************************



*** 7 ความเข้าใจผิดที่แม้แต่หมอยัง เชื่อ !! ***


ไลฟ์ไซน์/ บริติชเมดิคัลเจอร์นัล – จริงหรือเมื่อตายไปแล้วเล็บและผมยังยาวได้ รวมถึงคำ แนะนำของแพทย์อย่าง ดื่มน้ำวันละ 8 แก้วแล้วจะดี อ่านหนังสือในที่แสงสลัวไม่ดี ต่อสายตา รวมทั้งเราใช้สมองแค่ 10% เองเท่านั้นหรือ เหล่านี้งานวิจัยใหม่บอกว่า เป็น “มายาคติ” ที่แม้แต่คุณหมอเองก็ยัง เชื่อ !!

ดร.อารอน แคร์รอล (Dr. Aaron Carroll) และ ดร.ราเชล ฟรีแมน (Dr.Rachel Vreeman) 2 กุมารแพทย์ จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University School of Medicine) สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อปฏิบัติและความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ จนออกมาเป็น รายงาน “มายาคติทางการแพทย์” ผ่านวารสารบริติชเมดิคัลเจอร์นัล (British Medical Journal) ฉบับ ล่าสุด โดยแจกแจงออกมาเป็น 7 ข้อ คือ

1.มนุษย์ใช้สมองแค่ 10% เท่า นั้น

ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 1900 เชื่อกันว่าสมองของคน เราทำงานเพียงแค่ 10% ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ใครคนหนึ่งกุขึ้น เพื่อที่จะต้องการ ครอบงำกลุ่มคนหมู่มาก กระทั่งวิทยาการก้าวหน้า นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาสมองจาก ภาพสแกน ก็ไม่พบว่ามีสมองส่วนไหนที่อยู่นิ่งเฉย หรือว่ามีเซลล์สมองในบริเวณไหน ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ และจากการศึกษากระบวนการทางเคมีของเซลล์สมองบ่งชี้ว่าไม่มี สมองบริเวณไหนที่ไม่ทำงาน และจากการศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับความกระทบกระเทือนที่ สมองยังบ่งชี้ว่าสมองที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดนั้นจะมีบริเวณจำเพาะที่เมื่อถูก ทำลายแล้วจะมีผลต่อการสมรรถภาพร่าง กาย

2.ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

"ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าคนเราต้องการ น้ำมากมายขนาดนั้น" ดร.ฟรีแมนระบุ ซึ่งเธอคาดว่าความเชื่อนี้มีที่มาจากสภา โภชนาการของสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 ที่แนะนำให้ประชาชนบริโภคของเหลววันละ 8 แก้ว แต่ในปีต่อๆ มาหลังจากนั้น คำว่า "ของเหลว" จำกัดอยู่เฉพาะแค่ "น้ำเปล่า" ไม่ ได้หมายรวมถึงน้ำผัก ผลไม้ กาแฟ หรือว่าของเหลวอื่นๆ เข้าไป ด้วย

อีกหนึ่งต้นตอของความเชื่อนี้น่าจะมาจากเฟรเดอริค สแทร์ (Frederick Stare) โภชนากรที่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มวันละ 6-8 แก้ว ซึ่ง ครอบคลุมทั้งน้ำเปล่า ชา กาแฟ นม เบียร์ และซอฟดิงก์อื่นๆ ต่อมาการแนะนำที่ ปราศจากข้อมูลอ้างอิงของสแทร์ถูกหักล้างด้วยข้อมูลของไฮนซ์ วาลติน (Heinz Valtin) ที่รายงานไว้ในวารสารอเมริกันเจอร์นัลออฟฟิสิโอโลจี (American Journal of Physiology) ที่ว่าการบริโภคนม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ เป็นประจำใน แต่ละวันเท่านี้ร่างกายก็ได้รับของเหลวเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ในทางตรงกัน ข้าม การดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อเกิดภาวะสารน้ำในร่างกาย มากผิดปกติจนเกิดเป็นพิษ หรือที่เรียกว่า "น้ำเป็นพิษ" (water intoxication)

3.ตายไปแล้วแต่เล็บและเส้นผมยังคงงอก

ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ ไม่เปลี่ยนแปลง" (All Quiet On The Western Front) บรรยายไว้ว่าเล็บของเพื่อนคน หนึ่งยาวขึ้นหลังจากพิธีฝังศพผ่านไปแล้ว ส่วนจอห์นนี คาร์สัน (Johnny Carson) นำความเชื่อนี้มาเขียนเป็นเรื่องขำขันจนกลายเป็นความเชื่ออมตะว่า หลังจากตายไป แล้ว 3 วัน ผมและเล็บของเราจะงอก ใหม่

แพทย์ส่วนใหญ่คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงในตอนแรก แต่เมื่อ พิจารณาให้ถี่ถ้วนจะเห็นว่า ที่จริงแล้วขณะที่ศพกำลังแห้งลง เนื้อเยื่อส่วนที่ นุ่มอย่างผิวหนังก็จะหดตัว ทำให้เผยชิ้นส่วนของเล็บมากขึ้น ทำให้ดูว่ายาวออกมา เช่นเดียวกันเส้นผม ซึ่งจะสังเกตเห็นผิวหนังหดตัวได้น้อยกว่า อย่างไรก็ดี ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผมและเล็บยาวนั้นไม่มีทางทำงานหลังจากเจ้าของร่าง สิ้นใจไปแล้วเป็น แน่

4.ผมหรือขนงอกเร็วกว่าเก่าเมื่อโกน แถมหยาบและสี เข้มขึ้นด้วย

ปี 2471 นักวิทยาศาสตร์ทดลองโกนผมแล้วเปรียบเทียบ ผมที่งอกใหม่กับผมที่ไม่ได้โกน ผลปรากฏว่าผมที่งอกขึ้นมาแทนผมที่ถูกโกนไปก่อน หน้านั้นไม่ได้มีสีเข้มหรือเส้นหนา หรืองอกเร็วไปกว่าผมปกติเลย การทดลองครั้ง หลังๆ ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ที่จริงแล้วเมื่อผมถูกโกนและงอกใหม่เป็นครั้งแรก จะ ยังเป็นเส้นผมทื่อๆ ตรงส่วนปลาย แต่เมื่อผ่านไปนานวันเข้า ปลายผมที่เคยแข็งทื่อ ก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพและอ่อนนุ่มขึ้น ส่วนที่มองเห็นเป็นสีเข้มกว่าปกติ เนื่อง จากว่าในตอนแรกผมเส้นนั้นยังไม่ถูกแดดเผาทำลายให้สีซีดจาง ลง

5.อ่านหนังสือในที่แสงน้อยทำให้สายตาเสีย

เรื่องนี้เป็นที่เชื่อถือกันอย่างแพร่หลาย และ ผู้ใหญ่ก็มักจะห้ามไม่ให้เด็กๆ อ่านหนังสือในที่มืดหรือที่ที่มีแสงน้อย มิ ฉะนั้นแล้วจะสายตาสั้นและต้องสวมแว่น เป็นต้น ความเชื่อนี้น่าจะมาจากจักษุแพทย์ ที่บอกว่าหากใช้สายตาในที่แสงสว่างน้อยกว่าปกติจะมีผลต่อการรับภาพของประสาทตา ทำให้อัตราการกระพริบตาลดลง ตาแห้งและระคาย เคือง

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดวง ตายังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่าการอ่านหนังสือในที่มืดจะทำลายสุขภาพตาอย่างถาวร แต่ สามารถทำให้ดวงตาย่ำแย่และการมองเห็นด้อยลงเป็นเวลาชั่วครั้งชั่วคราว ได้

6. รับประทานไก่งวงทำให้ง่วงนอน

เดิมทีแพทย์และนักวิจัยต่างก็เชื่อว่าหากรับประทาน ไก่งวงแล้วจะรู้สึกง่วงนอน แต่พบว่าสารทริปโตแฟน (tryptophan) ในไก่งวงนั่นเอง ที่เป็นสาเหตุให้ผู้ที่รับประทานไก่งวงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ทว่าในไก่งวงไม่ได้ มีทริปโตแฟนมากไปกว่าไก่ทั่วไปหรือเนื้อวัวเลย มีเท่าๆ กันประมาณ 350 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 115 กรัม ขณะที่แหล่งโปรตีนอื่นๆ อย่างเนื้อหมูหรือชีสมีทริปโตแฟน มากกว่าไก่งวงเสียอีกเมื่อเทียบเป็นน้ำหนัก เพียงแต่ว่าผู้คนนิยมบริโภคไก่งวง กันมากเป็นพิเศษในช่วงวันหยุด และยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย เหตุนี้ จึงทำให้รู้สึกง่วงและหลับง่ายกว่า ปกติ

นอกจากนี้แพทย์ยังนำกลไกในร่างกายมาอธิบายได้ว่าอาการง่วง นอนมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาหารมื้อ นั้นเป็นเนื้อสัตว์เสียส่วนใหญ่ หรือมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตมาก จะกระตุ้นให้ รู้สึกง่วงนอนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ลด ลง

7. ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในโรงพยาบาล เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสียชีวิต เนื่องมาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่พบว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำงานของ อุปกรณ์การแพทย์บางอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น เครื่องควบคุมการให้สาร ละลายในผู้ป่วย (infusion pump), เครื่องเฝ้าติดตามการทำงานของระบบ หัวใจ (cardiac monitor)

ทว่าขณะที่ยังไม่มีรายงานใดๆ ยืนยันถึงอันตรายของการ ใช้โทรศัพท์มือในโรงพยาบาล ในปี 2545 มีการเผยแพร่เรื่องที่มีการใช้โทรศัพท์มือ ถือในสถานพยาบาลแห่งหนึ่งแล้วปรากฏว่าเครื่องควบคุมการให้สารอะดรีนาลี น (adrenaline) ทำงานผิดปกติ หลังจากนั้นวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ก็นำก็รายงานมากว่า 100 รายงานที่ระบุว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่รบกวนการทำ งานของอุปกรณ์แพทย์ในช่วงก่อนปี 2536 ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ ไม่อนุญาตให้ใช้ โทรศัพท์มือถือในโรง พยาบาล

เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาวิจัยถึงเรื่องดังกล่าวใน ประเทศอังกฤษ พบว่าโทรศัพท์มือถือรบกวนการทำงานของอุปกรณ์แพทย์เพียง 4% เท่า นั้น และต้องอยู่ห่างจากอุปกรณ์นั้นภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร และจากการทดสอบการ ใช้โทรศัพท์มือถือ 300 ครั้งในห้องพักพื้น 75 ห้อง ไม่พบสิ่งใดผิดปกติเลย ในทาง ตรงกันข้ามพบว่าแพทย์ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนสามารถสื่อสารได้ชัดเจน และลดความผิด พลาดได้มากยิ่ง ขึ้น

“เมื่อพวกเราเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาในตอนแรก แพทย์ ส่วนใหญ่จะยังไม่เชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง กระทั่งพวกเขาได้ศึกษาหลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว เขาจึงยอมรับกันว่าที่พวกเขายึดถือมานั้นมันไม่ได้ถูกต้องไป ทั้งหมด” ดร.ฟรีแมน กล่าว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 25 ธันวาคม 2550

***********************************************************



*** ปลาดิบเตือน ใส่รองเท้า “ ครอกส์” ขึ้นบันไดเลื่อนระวัง!! ***


เอเอฟพี – ญี่ปุ่นกระตุ้นเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง เวลาสวมรองเท้ายี่ห้อ ดังจากอเมริกา “ครอกส์” ขึ้นบันไดเลื่อน หลังจากมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ถึง 40 ราย โดย 1 ในนั้นเป็นเด็กหญิงเพียง 2 ขวบเท่านั้น ด้วย

ครอกส์ รองเท้ายี่ห้อดังจากสหรัฐฯ ซึ่งฐานลูกค้าแฟน พันธุ์แท้อยู่ในญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก ด้วย วัตถุดิบที่สบาย และยืดหยุ่น ซึ่งสามารถยืดเกาะพื้นผิวได้อย่างง่าย ดาย

ทว่า กลุ่มดูแลความปลอดภัยผู้บริโภคได้รับรายงานอุบัติเหตุ คนที่สวมรองเท้าแตะครอกส์ หรือรองเท้าแตะที่มีดีไซน์คล้ายๆ กันติดกับบันได เลื่อนถึง 40 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก ในระยะเวลาจากปลายเดือนสิงหาคม จนถึง ต้นเดือนกันยายนเท่า นั้น

ในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ มีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ 1 คน นิ้ว กลางเท้าหัก 1 นิ้ว และเล็บเท้าหลุด 3 นิ้ว เมื่อรองเท้าครอกส์ของเธอติดเข้าไป ในบันไดไฟฟ้าที่กำลังเลื่อนขึ้น สถาบันเทคโนโลยีและการประเมินผลแห่งชาติ เผย

นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 คนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 1 ใน นั้นเป็นเด็กเล็กเพียง 2 ขวบเท่านั้น โดยอีก 33 คนที่เหลือรายงานว่ารองเท้าของ พวกเขาพังยับเยินหมด แล้ว

ด้าน กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น โดย เจ้าหน้าที่ภาคความปลอดภัยของผู้บริโภคระบุว่า “เปอร์เซ็นต์ของรองเท้าแตะจำนวน มากที่พัวพันกับอุบัติเหตุเหล่านี้เป็นรองเท้าแตะที่ออกแบบโดยครอกส์ หรือยี่ห้อ อื่นๆ ที่เลียนแบบแบรนด์ดัง กล่าว”

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวยังเสริมว่า “ในขณะเดียวกัน มี จำนวนผู้ที่ประสบเหตุเท้าติดในบันไดเลื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสวมรองเท้าชาย หาดดังกล่าว หรือสวมเสื้อผ้ายาว เกะกะ”

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 7 กันยายน 2550

***********************************************************



*** "โฟมชานอ้อย" บรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ ***


สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ บ.บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ได้ ผลักดันนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากชานอ้อย ขึ้น

นพ.วีระฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ กรรมการผู้ จัดการ บ.บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด ให้รายละเอียด ของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีการวิจัยพัฒนาในประเทศจีนมา นานกว่า 10 ปีแล้ว ทั้งในด้านสูตรการผลิต ตัวเชื่อมประสาน การออกแบบเครื่อง จักร กระบวนการผลิต และการออกแบบแม่ พิมพ์

สำหรับบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว จะย่อยสลายด้วยการฝังกลบจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าใน 45 วัน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บรรจุอาหารร้อน เย็น และน้ำได้ ไม่ต้องใช้ เยื่อไม้จากต้นไม้เพื่อผลิต ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ไม่มีสารคลอรีนตกค้าง ใช้กับ เตาอบและไมโครเวฟ ได้

ขณะเดียวกันบรรจุภัณฑ์โฟมชานอ้อยยังได้รับการรับรอง จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ( เอ็มเทค) แล้วตั้งแต่ ต.ค.2549 ปัจจุบันมีวางขายในห้างเทสโก้ โลตัส สาขาประเทศอังกฤษและสาขาในประเทศ ไทย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 23 สิงหาคม 2550

***********************************************************



*** กินให้สวย เป็นนางงาม ***


เรื่องความสวยความงามกับอาหารการกินดูเหมือนจะ เป็น 2 สิ่งที่เดินสวนทางกัน แต่ก็ไม่เสมอไปหรอกน่า วันนี้มีเคล็ดลับกินให้สวย เป็นนางงามมาฝากกัน

ไม่ว่าคุณจะอยู่ระหว่าง "ไดเอ็ท" ควบคุมอาหาร หรือว่าชอบอาหารอย่างไหนเป็น พิเศษก็ตาม ควรจำไว้ว่ารายการอาหารเพื่อสุขภาพ 10 อย่างข้างล่างนี้จะช่วยให้คุณ แลดูสวยอย่างมีสุขภาพได้เลยทีเดียว

อย่างแรกสุด ผลไม้ มีงานวิจัยที่แนะนำว่าให้กินผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วน ในแต่ละวัน เพราะมีคุณประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งบางประเภท ได้

ข้อสอง กรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกาย (Essential fatty acids) หรือ ที่รู้จักกันว่าเป็นไขมันส่วนที่ดี จะเข้าไปช่วยทำให้ผิว ผมและเล็บดูแข็ง แรง

ถัดมา กระเทียม อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี เพราะว่ากระเทียมเต็มไปด้วยสาร ต้านอนุมูลอิสระที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าป้องกันมะเร็งได้ กระเทียมยังช่วยลดคอเล สเทอรอลและความดันโลหิตอีกด้วย

ควรเลือกดื่ม ชาเขียว ด้วยเหตุผลเดียวกับกระเทียมคือมีสารต้านอนุมูล อิสระสูง ป้องกันมะเร็งบางชนิด ทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย

ข้อที่ 5 ผักใบเขียว เนื่องจากมีวิตามินเอและอี พร้อมกากใย และธาตุ เหล็ก วิตามินเอบำรุงตาและผิวหนัง ส่วนวิตามินอีช่วยความยืดหยุ่นของผิว กากใย ช่วยการขับถ่าย ส่วนธาตุเหล็กไปช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

อย่าลืมดื่ม นม เพราะเป็นแหล่งแคลเซียมและวิตามินดี เป็นประโยชน์ต่อ กระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกผุ

ถั่วเหลือง ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็ง พร้อมทั้งมี วิตามินอี และกรดอะมิโน ที่ช่วยให้ผิวเรียบลื่น ยืดหยุ่นด้วย

วิตามินซี จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายต่อสู้โรคภัยได้ วิตามินซียังเป็นกุญแจสำคัญให้ร่างกายสร้าง คอลลาเจน อันเป็นสารเคมีที่ทำให้ผิว หนังยืดหยุ่นและปราศจากรอยย่นอีกต่างหาก

โยเกิร์ต ก็เป็นแหล่งอาหารชั้นดีที่มีแคลเซียม วิตามินดี และวิตามิน บี ทั้งยังมีแบคทีเรียช่วยระบบย่อยด้วย

ช็อกโกแลต อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในอาหารที่จะช่วยให้ คงความงามไว้ได้ เพราะว่าในช็อกโกแลตมีสารที่กระตุ้นเอนโดร์ฟิน และเซโรโตนิน ฮอร์โมนทั้ง 2 ทำให้มีอารมณ์ดี มีความสุข คนจะแลดูสวยได้ก็ต้องรู้สึกสวย รู้สึก ดีเสียก่อน

สุดท้ายอย่าลืม ดื่มน้ำ เพราะน้ำจะช่วยให้แลดูอ่อนเยาว์ ผมเปล่ง ประกาย นุ่มสลวย น้ำยังช่วยขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายอีก ด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 ส.ค. 50

***********************************************************



*** เฉาะฝรั่งพบเป็นผลไม้ยอดเยี่ยม มีวิตามินซี มากกว่าส้ม 5 เท่า ***


ฝรั่งถูกพบว่าเป็นผลไม้วิเศษขึ้นมา ไม่ใช่เพราะเพียงว่ามีปริมาณ วิตามินซี เหนือกว่าส้ม 5 เท่า หากมันยังมีแคลเซียมเป็นปริมาณสูง เหนือเพื่อน ฝูงทั้งหลายอีกด้วย

นอกจากนั้น มันยังเป็นแหล่งของวิตามินเอและบี กรดนิโคตินิก ฟอสฟอรัส โปแตส เซียม เหล็ก โฟเลต และให้ปริมาณกากใยสูง โดยที่มีไขมันต่ำและให้พลังงานแค่เพียง ผลละ 25 แคลอรีเท่านั้น น้ำฝรั่งคั้นยังมีสรรพคุณทางยาช่วยบรรเทาการอักเสบ และ ที่เหมาะกับท่านหญิงทั่วไป ก็คือ เป็นตัวหลักช่วยให้ลดน้ำหนักลงได้ มาก.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 ส.ค. 50

***********************************************************



*** แพทย์ไทย-ออสเตรเลีย ใช้เทคนิค คัดกรองตัวอ่อนป้องกันโรคทางพันธุกรรมได้ ***


ประชาชนไทย 40% เป็นพาหะธาลัสซีเมียโดยที่ ไม่รู้ตัว ทำให้คู่สมรสบางคู่ประสบปัญหาการมีบุตรหรือคลอดบุตรที่เป็นโรคธาลัสซี เมียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเหลือคู่สมรสที่ เป็นพาหะให้สามารถมีบุตรได้โดยปลอดภัย แล้ว

คณะแพทย์ไทยด้านสูตินรีเวชได้ร่วมกับ สถาบันซิดนีย์ ไอวีเอฟ ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ซูพีเรีย เอ อาร์ ที (Suprior A.R.T.) ศูนย์ป้องกันโรคทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกเป็นแห่งแรกใน ประเทศไทย เพื่อคัดกรองตัวอ่อนป้องกันไม่ให้คู่สมรสที่เป็นพาหะของโรคพันธุกรรม มีบุตรที่ได้รับการถ่ายทอดยีนผิดปกติหรือเป็นโรค โดยใช้เทคโนโลยีพีจีดี-พีซีอา ร์ (PGD-PCR)

ศูนย์ซูพีเรีย เอ อาร์ ที กล่าวว่า ทางศูนย์ฯ จะ ใช้เทคโนโลยีการวินิจฉัยพันธุกรรมของตัวอ่อนร่วมกับการทำเด็กหลอดแก้ว จะทำให้ พ่อแม่มั่นใจได้ว่าลูกที่เกิดมาจะได้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พ่อหรือแม่เป็นพาหะ อยู่ โดยต้องเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโดยยีนเดี่ยวและต้องเป็นยีนด้อยเท่า นั้น

“สำหรับคู่สมรสที่เป็นพาหะของโรคพันธุกรรมแต่ต้องการมี บุตร ทางศูนย์ฯก็จะช่วยให้คำปรึกษาโดยให้ข้อมูลกับผู้ป่วยทุกขั้นตอนว่าเป็น อย่างไร และเมื่อผู้ป่วยตัดสินใจว่าต้องการมีบุตร จึงเริ่มด้วยการเจาะเลือดของ พ่อและแม่เพื่อเตรียมน้ำยาสำหรับตรวจพันธุกรรมในตัวอ่อนเฉพาะสำหรับครอบครัว นั้น แล้วกระตุ้นให้แม่ตกไข่ในปริมาณมากพอเพื่อเตรียมทำเด็กหลอดแก้ว” ภญ.สมปอง อธิบาย

เมื่อเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ 5 วัน ซึ่งอยู่ในระยะบลาสโต ซิส จึงเก็บเอาตัวอย่างเซลล์ของตัวอ่อนมาสกัดดีเอ็นเอ โดยจะตัดเอาเซลล์จากตัว อ่อนในส่วนที่จะเจริญไปเป็นรก ซึ่งจะไม่กระทบกับตัวอ่อนและได้ปริมาณเซลล์ มากกว่าหากเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องตัดเอาเซลล์จากตัวอ่อนระยะ 3 วันโดยตรง ซึ่ง จะได้เซลล์เพียงเซลล์เดียวเพราะตัวอ่อนยังมีเพียง 6-8 เซลล์ อีกทั้งการได้เซลล์ มากกว่าทำให้ได้การผลตรวจที่แม่นยำมากกว่า ด้วย

แพทย์จะสกัดดีเอ็นเอจากเซลล์ของตัวอ่อนแล้วนำไปเพิ่มจำนวน โดยใช้เทคนิคพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction) เพื่อให้มีดีเอ็นเอปริมาณมาก พอที่เครื่องตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนตรวจจับได้ และสามารถทราบผลการตรวจได้ภายใน 4- 8 ชม. หากได้ตัวอ่อนที่ปกติก็สามารถย้ายฝากได้ทันที ทั้งนี้แพทย์จะให้แม่รับ ประทานยาเพื่อเตรียมความพร้อมของมดลูกอยู่ก่อน แล้ว

สำหรับผู้ ที่ต้องการรับคำปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ซูพีเรีย เออาร์ที ชั้น1 อาคาร ภักดี ข้างปาร์คนายเลิศ โทร. 02-2554848 และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาจนตั้งครรภ์ ประมาณ 3 แสน บาท

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2550

***********************************************************



*** จี้คุมเข้มโฆษณา รักษาสเต็มเซลล์ ***


คณะแพทย์ จากหน่วยต่าง ๆ ร่วมกันแสดงจุดยืน เรียกร้องให้หน่วยงานแพทย์ต่างๆ รวมไป ถึงโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีความตระหนักเรื่องการใช้ เซลล์ต้นกำเนิด หรือ สเต็มเซลล์ (stem cell) ในประเทศไทย ให้เกิดความรัดกุม เพราะขณะนี้มีการเอาสเต็มเซลล์ไปรักษาโรคต่างๆ โดยที่ยังไม่ มีการควบคุม และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผลชัดเจนจากที่ใดๆ ทำให้คนไข้ต้อง จ่ายเงินรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์ในราคาสูงนับล้านๆบาท แต่ ไม่ได้ผล

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ สามารถเปลี่ยนแปลงเป็น เซลล์ชนิดต่างๆกันได้หลายชนิด สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมือน เดิม พบได้ทั้งในตัวอ่อน และในเกือบทุกอวัยวะของร่างกาย วงการแพทย์และวิทยา ศาสตร์ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้รักษาโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรค หัวใจขาดเลือด เบาหวาน อัมพาต พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ข้อเสื่อม ไต วาย กระดูกผุ และโรคชราภาพอื่นๆได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังมีปัญหาที่ต้องวิจัยหาทาง แก้ไขปรับปรุงอีกระยะเวลาหนึ่งก่อนจะรักษาได้ผลจริง แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้ มีการนำ สเต็มเซลล์ ไปใช้ในผู้ป่วยก่อนเวลาอันควรมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากแพทย์ และนักวิจัยที่ขาดความเข้าใจ และจากผู้ที่ต้องการจะนำไปหาผลประโยชน์ในเชิง พาณิชย์ นำไปสู่ การโฆษณาเกินจริง การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

“เวลานี้มีการประกาศความสำเร็จ ทั้งที่ขาดหลักฐานที่น่า เชื่อถือ มีการนำไปใช้ในผู้ป่วยโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ไม่มีการทดสอบความ ปลอดภัย ไม่มีข้อมูลว่าได้ผลในสัตว์ทดลอง ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิด นอกจากจะต้อง เสียเงินมหาศาลแล้วยังเกิดผลเสีย มีผลแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งมีรายงานถึงการเสีย ชีวิตในบางราย ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการคิดค้นใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหัวใจ แต่ อยู่ในขั้นการทดลองกับสัตว์ทดลองเท่านั้น แต่มีรายงานว่ามีอาสาสมัครทดลองให้ แพทย์ฉีดสเต็มเซลล์ เพื่อรักษาโรคหัวใจ ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้มีการควบ คุมอย่างใกล้ชิดและหลายขั้นตอนอย่างมาก แต่ก็มีรายงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าไม่ได้ ผล” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ผอ.ศูนย์ปฏิบัติ การโรคทางสมอง กล่าวอีกว่า สำหรับโรคอื่นๆนั้น พบว่า โรคสมองและระบบประสาท รวม ถึงอัมพาต ไขสันหลังบาดเจ็บ พาร์กินสัน เส้นเลือดสมองตีบ การใช้สเต็มเซลล์รักษา ก็ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขก่อนนำมาใช้จริง เพราะแม้ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ของสมอง ซึ่งสร้างเซลล์ประสาทจำนวนมากได้ ก็มีปัญหาที่การเชื่อมต่อกับเซลล์ ประสาทเดิมในร่างกายไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดผลเสีย เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติ และ ผลที่ได้ในสัตว์ทดลองยังไม่ชัดเจน โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการนำเซลล์ต้น กำเนิดไปใช้ในทางที่ผิดมากที่สุด นอกจากไม่มีประโยชน์ ยังเกิดผลข้างเคียงได้ อาจทำให้อาการเป็นมากกว่าเดิม ที่รุนแรงจนอาจถึงเสียชีวิตได้ และอาจทำให้พลาด โอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ได้ผล ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทั่วโลกกำลัง ร่วมกันศึกษาเพื่อหาทางแก้ไข ส่วนโรคกระดูก การใช้ซ่อมรอยแยกของกระดูกก็อยู่ ระหว่างการศึกษาประสิทธิภาพ การสร้างกระดูกอ่อนยังมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของ เซลล์ เมื่อปลูกถ่ายไปแล้วยังมีข้อแตกต่างจากกระดูกอ่อนจริง เซลล์ที่ให้ไปไม่ อยู่รอด จำต้องมีการพัฒนาด้านโครงร่างให้เซลล์เกาะที่เหมาะสมอีกระ ยะ

“ผู้ป่วยหลายคนไปรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ในหลายๆ ที่ รวมทั้งต่างประเทศ เพราะคำโฆษณาของบุคลากรการแพทย์บางคน ว่าเคยมีคนที่ทำแล้วได้ ผลจริงๆ ไม่ได้ เป็นเพราะผลของการรักษา แต่เพราะผลต่อจิตใจ ว่าได้รับการรักษา แล้ว บางทีเป็นคนที่ได้รับการจ้างมาให้โฆษณา ถ้าจะพิจารณาว่าดีจริงหรือไม่ ต้อง ขอดูข้อมูลที่เป็นสถิติที่ลงในวารสาร ที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ก่อน และนำ ไปปรึกษาแพทย์ที่ไม่มีอคติว่าน่าเชื่อถือจริงหรือไม่” ศ. นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ ศ.นพ. ธีระวัฒน์ยังระบุด้วยว่า มีรายงานถึงคนไข้ที่บินไปรักษาถึงต่างประเทศ เพิ่งให้ สัมภาษณ์ กับหนังสือพิมพ์ว่าดี แต่ตายในอีกไม่กี่วันหลังให้สัมภาษณ์ ทั้งนี้ หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเซลล์ต้นกำเนิดนั้นปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็น เซลล์ของตัวเอง ไม่มีผลทางภูมิคุ้มกัน และไม่เป็นเนื้องอก จริงๆแล้ว ก็อาจเกิด โทษได้ เรื่องที่ต้องคำนึง เช่น ช่องทางที่ฉีดเซลล์ การฉีดเข้าเส้นเลือดบางที่ อาจเป็นอันตรายได้ เพราะมีรายงานว่าทำให้เกิดเส้นเลือดตีบได้ การใช้ในเส้นเลือด ที่เสี่ยง เช่น เส้นเลือดสมอง ไขสันหลัง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การเพาะเลี้ยงเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้กลายเป็น เนื้องอกได้ กลายเป็นเซลล์ชนิดที่ไม่ต้องการ เช่น ฉีดเข้าหัวใจแล้วกลายเป็น เซลล์กล้ามเนื้อผิดชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ การเกิดกระดูกใน สมอง

เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ทางอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะยื่นหนังสือเรียกร้องให้ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่างแพทยสภา และองค์การอาหารและยา (อย.) ออกมาดำเนิน การเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ทุกเวทีที่มีการพูดคุยกัน เรื่องการรักษาคนไข้โดยสเต็มเซลล์นั้น อาจารย์ทุกคนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเสมอมา ว่าไม่เห็นด้วยที่หลายๆหน่วยงานเอาสเต็มเซลล์มาใช้ และพูดถึงรวมไปถึงการโฆษณา อย่างพร่ำเพรื่อทั้งๆ ที่ยังไม่มีผลการทดลองที่ออกมาพิสูจน์อย่างจริงๆ และเป็น ที่ยืนยันได้ ในสหรัฐอเมริกานั้นมีการควบคุมการรักษาโรคโดยสเต็มเซลล์อย่างมาก จนแพทย์แทบจะกระดิกตัวไม่ได้ แต่ในประเทศไทยกลับมีการโฆษณาเรื่องนี้กันมากมาย ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คนไข้บางคนเสียเงินค่ารักษาเป็นล้าน เพราะเชื่อหมอ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาควบคุมเรื่องนี้อย่างจริง จัง

ที่มา : ไทย รัฐ 16 ก.ค. 50

***********************************************************



*** อังกฤษพัฒนา "ผิวปลอม" สำเร็จ- ปฏิวัติวิธีรักษาบาดแผลร้ายแรง ***


กระบวนการสร้างผิวหนังใหม่ด้วย " ผิวปลอม" 1.เซลล์ผิวนับล้านที่ได้รับบริจาคถูกถ่ายเทลงถาดเพาะเลี้ยง 2.การรักษา กระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรงและมี โครงสร้าง 3.ประมาณ 6-7 สัปดาห์ในถาดเพาะเลี้ยงคอลลาเจนและไฟโบรบลาสต์ก็สร้าง โครงข่ายเป็นชั้นผิวหนังหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร 4.ศัลยแพทย์ผ่าตัดผิวหนังเทียม ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงให้ได้ขนาดและแปะลงไปที่บาดแผล จากนั้นให้เทปปิดและใช้ ผ้าพันแผลพันรอบ 5. ประมาณ 4 สัปดาห์หลังการผ่าตัดบาดแผลจะถูกรักษาให้หายโดย ทิ้งรอยแผลเป็นเล็ก น้อย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2550

***********************************************************



*** สังคราะห์ “เลือดพลาสติก” ยื้อ ชีวิตยามวิกฤติ ***


นักวิจัยเมืองผู้ดีพัฒนา เลือดเทียมขึ้นจากโมเลกุลของพลาสติก มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้แทนเลือดจริงได้ อีกทั้งมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าเลือดที่รับบริจาคหลายประการ หวังใช้ในพื้นที่ทำ สงครามระหว่างกองกำลังทหารที่อยู่คนละฝ่าย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและ มักเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมาก

ดร.แลนซ์ ทไวแมน (Dr Lance Twyman) ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (Sheffield University) ประเทศอังกฤษ หัวหน้าทีมนักวิจัยผู้คิดค้นเลือดพลาสติก กล่าว ว่า พวกเขารู้สึกตื่นเต้นยินดีมากที่เลือดเทียมจากพลาสติกมีประสิทธิภาพดีเทียบ เท่าเลือดจริง ซึ่งจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากให้รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราช ได้

“ทหารจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงในสมรภูมิรบ และผู้คนอีกมาก ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เนื่องจากเสียเลือดมากและได้รับเลือดไม่ทันหรือไม่ เพียงพอที่จะยื้อชีวิตไว้ก่อนถึงมือแพทย์ ซึ่งเลือดเทียมนี้จะช่วยรักษาชีวิตของ พวกเขาเอาไว้ได้” ดร.ทไวแมน กล่าว

เลือดเทียมนี้สร้างจากโมเลกุลของพลาสติกชนิดโพลิ เอธิลีน ไกลคอล (Polyethlyene glycol) ที่ใช้กันทั่วไปในการผลิตยาสี ฟันและยาสระผม ซึ่งนักวิจัยสังเคราะห์ให้มีโครงสร้างและขนาดคล้ายคลึงกับโมเลกุล ของฮีโมโกลบินที่มีอยู่ในเลือดจริง โดยให้มีอะตอมของเหล็กเป็น แกนกลาง เพื่อให้สามารถจับกับออกซิเจน และนำพาออกจากปอดไปเลี้ยงเซลล์ ทั่วร่างกาย ได้

ทั้งนี้ ทีมวิจัยเผยว่า เลือดเทียมที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้น มีประโยชน์มากในเขตสงคราม ซึ่งนอกจากจะใช้แทนเลือดจริงได้ ยังเก็บสำรองไว้ใช้ ได้ง่ายกว่าและมากกว่า เพราะมีน้ำหนักเบา ไม่ต้องเก็บรักษาในที่เย็น และยังสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเลือดจริง ซึ่งเลือดจริงที่ได้รับบริจาค มาจากผู้ใจบุญ มีอายุการเก็บรักษาเพียง 35 วัน หากเกินกว่านี้ก็ไม่สามารถนำมา ใช้ได้แล้ว และที่สำคัญต้องเก็บในที่เย็นหรืออุณหภูมิต่ำเท่า นั้น

“เลือดเทียมที่สร้างขึ้นมานี้สามารถเก็บรักษาได้ง่ายกว่า เลือดจริงมาก และไม่ต้องการพื้นที่มาก นั่นแสดงว่ากองทัพทหารในสมรภูมิ หรือแม้ แต่รถพยาบาล จะสามารถเก็บสำรองเลือดเทียมเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้มากขึ้น กว่าเดิมหลายเท่า” ดร.ทไวแมน กล่าวเสริม ซึ่งเลือดเทียมจากพลาสติกที่ ว่านี้มีลักณะเป็นสารเหนียวข้นคล้ายน้ำผึ้งแต่มีสีแดง แต่ต้องนำมาละลายน้ำก่อน ถ่ายให้แก่ผู้ ป่วย

ทว่าโดยทั่วไปแล้วผู้คนมักไม่ชอบคำว่าสังเคราะห์หรือเทียม ถ้าหากต้องมีเลือดเทียมเข้าไปไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ผู้ป่วยจะรู้สึกอย่างไร ซึ่ง ดร.ทไวแมนก็ได้ชี้แจงว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชน แสดงผลออกมาว่าพวก เขาต้องการให้มีการสังเคราะห์เลือดเทียมนี้ขึ้นมา เพราะหากใช้แทนเลือดจริงได้ จะมีข้อดีกว่าหลายประการเลยทีเดียว อีกทั้งยังลดค่าใช้จ่ายลงด้วย โดยเลือดจริง ที่ได้จากการรับบริจาค มีราคายูนิตละ 100 ปอนด์ (ประมาณ 7,000 บาท) แต่เลือด สังเคราะห์ราคาถูกกว่า นั้น

แม้ว่าเลือดเทียมนี้จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า แต่ทีมนัก วิจัยก็ยังต้องการแหล่งเงินทุนที่จะให้การสนับสนุนและพัฒนาเลือดเทียมต่อไปจน ทดสอบทางชีวภาพขั้นสุดท้ายก่อนผลิตออกมาใช้จริง ซึ่งตั้งเป้าไว้ภายใน 10 ปี นี้

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2550

***********************************************************



*** ค้นพบใหม่พลิกความเชื่อเดิมลงโรคความดัน โลหิตสูงเกิดที่สมอง ***


นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่าโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดมาจาก หัวใจ หากแต่เกิดที่สมอง

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสตัลของอังกฤษ ศึกษากับหนูทดลองพบ ว่า สมองเป็นตัวการใหญ่ของโรค โดยสกัดพบโปรตีนเจเอเอ็ม-1 ซึ่งได้ดักเซลล์เม็ด เลือดขาวในสมองเอาไว้ ก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น บั่นทอนเลือดไปเลี้ยงสมองเมื่อ ได้รับออกซิเจนน้อยลง คณะนักวิจัยเชื่อว่าการค้นพบแสดงว่าความดันโลหิตสูงเป็น โรคเกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง ยิ่งกว่าเป็นที่หัวใจอย่างที่เชื่อกันมา ก่อน โดยจะศึกษากับมนุษย์เพื่อจะได้มีความเข้าใจมากขึ้นต่อไป

การค้นพบที่แย้งกับความเชื่อเดิมนี้ คงจะช่วยให้พบหนทาง รักษาโรคใหม่ได้ โดยจะต้องให้รู้ว่าหลอดเลือดสมองอักเสบอย่างไร เพื่อเราจะได้ รู้ว่าควรจะใช้ยา อะไร.

ที่มา : ไทยรัฐ 17 เม.ย. 50

***********************************************************



*** พบช็อกโกแลตลดความดันโลหิต ออกฤทธิ์แรงเท่า กับยากินควบคุม ***


คณะนักวิจัยเยอรมันรายงานผลการศึกษา ในวารสารทางวิชาการ “บันทึกอายุรเวช ศาสตร์” ของแพทยสมาคมอเมริกันว่า นอกจากชาเขียวและชาดำ อาหารและเครื่องดื่มที่ อุดมด้วยโกโก้ ดูเหมือนว่าล้วนแต่ช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งนั้น ผู้ที่ได้ดื่ม เครื่องดื่มที่มีโกโก้ติดกันไม่ต่ำกว่าครึ่งเดือน จะมีความดันโลหิตลดต่ำ เหมือน กับได้กินยาควบคุมความดันโลหิตตามที่หมอสั่ง

ความดันโลหิตที่ลดลงเพราะโกโก้ จึงเชื่อได้ว่าจะช่วยลดโอกาสของการเป็นอัมพาต และหัวใจวายลงไปด้วยได้ราว 10-20 %

ทั้งโกโก้และชาต่างมีสารโพลีฟีนอลส์ อันเป็นสารเคมีที่มีสรรพคุณป้องกันโรค หัวใจ รวมทั้งก็มีอยู่ในผักผลไม้ส่วนใหญ่ด้วย หากโกโก้อาจจะเหนือกว่าตรงที่มี สารโปรไซยาไนด์ซึ่งดูเหมือนจะมีฤทธิ์แรงกว่าอยู่ด้วย

หากแต่ ดร.เดิร์ก ทอเบิร์ต แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคโลญ ผู้เรียบเรียง รายงานกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปขนซื้อช็อกโกแลตแบบแท่งมากิน เพราะช็อกโกแลตแบบนั้น ผลิตมาเป็นขนมที่มีปริมาณแคลอรีอยู่ สูง.

ที่มา : ไทยรัฐ 12 เม.ย. 50

***********************************************************