UN รับรองให้ "การเข้าถึงน้ำสะอาด" เป็น "สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน" แล้ว
เด็กหญิงชาวอียิปต์กำลังเติมน้ำใส่ภาชนะที่เตรียมมาในหมู่บ้านซึ่งห่างจากกรุงไคโรเพียง 40 กิโลเมตร

 เอเอฟพี - ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ลงมติเมื่อวันพุธ (28) ที่ผ่านมา รับรองว่า การเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัย เป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่ง ปรากฏว่า มตินี้ได้รับการแซ่ซ้องสดุดีจากบรรดาผู้ที่ทำการรณรงค์ในเรื่องเหล่านี้ให้แก่พลโลก ผู้ซึ่งหวังว่าความสำเร็จตรงนี้จะพัฒนาไปสู่ระดับที่จะมีการทำเป็นสนธิสัญญาขึ้นได้ในอนาคต
       
       ทั้งนี้ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ได้อ้างอิงถึงคำมั่นสัญญาที่บรรดาผู้นำโลกให้ไว้ในปี 2000 ในเรื่องของการลดความยากจนลงให้ได้กึ่งหนึ่งภายในปี 2015 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน “เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals (MDGs) และในนั้นมีตอนหนึ่งที่ระบุว่าจะลดได้ให้ 50% สำหรับกรณีของผู้คนซึ่งไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดปลอดภัยและสุขอนามัยได้อย่างยั่งยืน
       
       การถกเถียงและต่อสู้ในประเด็นนี้ได้ดำเนินมามากกว่า 15 ปีแล้ว และในครั้งนี้ มี 122 ชาติที่เทคะแนนหนุนให้สมัชชาใหญ่สหประชาชาติประกาศรับรองให้การเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่ปรากฏว่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ อีก 37 ประเทศ งดออกเสียง
       
       ในการนี้ สหประชาชาติ แสดงความใส่ใจอย่างลึกซึ้งว่า มีผู้คนกว่า 884 ล้านราย ที่ไม่อาจเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย และมีผู้คนกว่า 2,600 ล้านราย ไม่อาจเข้าถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานได้ นอกจากนั้น ในแต่ละปีจะมีผู้คนราว 2 ล้านราย ที่เสียชีวิตจากโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาดปลอดภัย ตลอดจนขาดสุขอนามัยที่จำเป็น โดยในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก
       
       มตินี้ยังเรียกร้องให้รัฐและองค์การระหว่างประเทศต่างๆ จัดหาความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ในการจัดหาน้ำดื่มและสุขอนามัยที่สะอาดปลอดภัยและทุกๆ คนเข้าถึงได้
       
       ถึงแม้มตินี้ไม่ได้มีผลบังคับผูกพันให้ชาติสมาชิกยูเอ็นต้องปฏิบัติตาม แต่การที่ชาติร่ำรวยหลายรายตัดสินใจงดออกเสียง ก็น่าจะเกรงว่า มติเช่นนี้อาจทำให้พวกเขาต้องควักกระเป๋าในอนาคต หรือถูกพลเมืองของตนเองนำมาใช้เรียกร้องเอากับพวกเขา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กรกฎาคม 2553

***********************************************************


ไทยโล่ง!เลื่อนถกแผนพัฒนาพื้นที่ปราสาทพระวิหาร
คณะกรรมการมรดกโลก มีมติ เลื่อนวาระพิจารณาแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ออกไปในการประชุมปีหน้า...

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2553 ผู้สื่อข่าว รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงาน ว่า หลังจากต่อสู้มาหลายวัน 

ในที่สุด ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งประชุมกันที่ประเทศบราซิล ได้มีมติให้เลื่อนการพิจารณาเอกสารแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกทั้งหมด ที่ทางกัมพูชาส่งมาในการประชุมครั้งนี้ ให้ออกไปเป็นครั้งหน้า ซึ่งทำให้บรรยากาศของคณะทำงานหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เนื่องจากตลอดทั้งวันมีการเลื่อนวาระ มาตลอด ขณะที่ไทยกับกัมพูชาได้มีการเจรจรนอกรอบกันหลายครั้ง 

โดย คณะกรรมการระบุว่า เราได้รับเอกสารของกัมพูชา โดยที่ไทยยังไม่ได้รับรองและรับทราบเอกสารดังกล่าว ในที่สุด จึงได้มีการเลื่อนวาระนี้ออกไปพิจารณาในปีหน้า ซึ่งหลังมีมติก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง

ด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้กำลังใจคณะทำงานตลอดเวลา ต้องขอบคุณนายกฯ​ ที่สนใจติดตาม ไม่ว่าเป็นเอกสารที่นำเสนอ เมื่อคืนนายกฯไม่ได้นอน ได้มีการโทรศัพท์ปรึกษากันตลอด และส่งเอสเอ็มเอสไปบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว นายกฯจึงโทร.มาแสดงความยินดีกับพวกเรา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ไทยรัฐ

***********************************************************


พบดาวใหม่'R136a1'สว่างกว่าดวงอาทิตย์10ล้านเท่า
นักดาราศาสตร์ยุโรปค้นพบดาวดวงใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยเห็น ขนาดมวลใหญ่กว่าและให้แสงสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10 ล้านเท่า อยู่ไกลจากกลุ่มกาแลคซี-ทางช้างเผือก 1.65 แสนปีแสง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่น ว่า นักดาราศาสตร์ในยุโรป ออกมาระบุว่าได้ค้นพบดาวดวงใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพบเห็น ชื่อ "R136a1" ขนาดมวลใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ราว 150 เท่า แสงสว่างจากการเผาไหม้ตัวเองมากกว่าดวงอาทิตย์เกือบ 10 ล้านเท่า 

โดยดาวดวงนี้อยู่ไกลจากกลุ่มเมฆกาแลคซีและทางช้างเผือกมากกว่า 165,000 ปีแสง อุณหภูมิผิวดาวสูงกว่า 40,000 องศาเซลเซียส หรือมากกว่าดวงอาทิตย์ 7 เท่า แต่แสงสว่างเกิดเร็วและดับเร็ว มีอายุยืนยาวที่สุดเพียง 3 ล้านปี.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ไทยรัฐ

***********************************************************


แฟนอินทรีเหล็ก ผวา!มือดีตัดต่อภาพ'หมึกยักษ์'ฟันธงสเปนมีชัย
ภาพตัดต่อที่ให้เจ้าพอล ทำนายว่าสเปนจะเป็นฝ่ายชนะ
       ทีวีเอ็นแซด - กองเชียร์เยอรมนีหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อปรากฏภาพ "พอล" หมึกยักษ์นักพยากรณ์ ทำนายผลว่าสเปนจะเป็นฝ่ายชนะอินทรีเหล็ก แพร่กระจายทั่วอินเตอร์เน็ต ก่อนโดนแฉทีหลังว่าเป็นรูปตัดต่อเท่านั้น
       
        พอล ซึ่งอาศัยอยู่ใน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ "ซี ไลฟ์" ในเมืองโอเบอร์เฮาเซน ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกด้วยการทำนายผล การแข่งขันของทีมอินทรีเหล็กในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ได้อย่างแม่นยำ
       
        เรื่องราวนี้เป็นที่เล่าขาน กันทั่วอินเตอร์เน็ต รวมถึงกรณีวานนี้(5) ที่ปรากฏภาพของ พอล เลือกลงไปกินอาหารในกล่องพลาสติกใส ติดธงชาติสเปน อย่างไรก็ตามสุดท้ายก็พบว่ามันเป็นภาพตัดต่อการทำนายของ พอล ในเกมการแข่งขันก่อนหน้านี้ที่ เยอรมนี พ่ายแพ้แก่ เซอร์เบีย โดยนำธงชาติสเปนตัดต่อเข้าไปแทนธงชาติเซอร์เบีย
       
        นัก พยากรณ์ลูกหนัง 8 หนวดตัวนี้ ทำนายได้อย่างแม่นยำว่าเยอรมนีจะเป็นฝ่ายเอาชนะอาร์เจนตินา ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย สยบอังกฤษ ในรอบ 2 ส่วนรอบแรก พอล ฟังธงว่าอินทรีเหล็ก จะเป็นฝ่ายเอาชนะออสเตรเลียและกานา แต่จะพลาดท่าปราชัยต่อเซอร์เบีย ซึ่งผลการแข่งขันจริงก็เป็นไปตามนั้นทั้งหมด
       
        ทั้ง นี้ เจ้าปลาหมึก "พอล" ตัวจริงเสียงจริงได้ออกมายืนยันผ่านเฟซบุ๊ค www.facebook.com/pages/Paul-The-Psychic-Octopus/119035754807982?ref=search ของตัวเองแล้วว่ามันจะออกทำนายผลเกมคู่ เยอรมัน-สเปน ในวันนี้(6 ก.ค.) เวลาประมาณ 11.00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น-เวลาไทยประมาณ 16.00 น.)

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กรกฎาคม 2553

***********************************************************


ครม. มีมติเห็นชอบ "ประสาร" นั่งเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ตามคาด
 
        มีรายงานข่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) คนใหม่ แทนนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน จะเกษียณอายุในเดือนกันยายน 2553 นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่คนในแวดวงการเงินคาดการณ์เอาไว้
       
        สำหรับ ประวัติของนายประสาร เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2495 ปัจจุบันอายุ 58 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีวิศกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาไฟฟ้า เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนมูลนิธิอานันทมหิดลศึกษาต่อปริญญาโท และปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา
       
        นาย ประสาร เริ่มงานที่ ธปท. เมื่อปี 2526 จนถึง ปี 2535 ก่อนย้ายมาทำงานที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในตำแหน่งรองเลขาธิการระหว่างปี 2535-2542 และขึ้นเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต. ในปี 2542-2546 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และประธานสมาคมธนาคารไทย

 

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กรกฎาคม 2553

***********************************************************


นานาชาติห่วง'อุซเบก'ในคีร์กีซเจอ วิกฤตมนุษยธรรม
กลุ่มผู้ลี้ภัยเชื้อชาติอุซเบก จำนวนนับแสนที่หลบหนีจากคีร์กีสถานทะลักเข้าไปในอุซเบกิสถาน
        เอเอฟพี - วิกฤตความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากปัญหากลุ่มผู้ลี้ภัยเชื้อชาติ อุซเบกจำนวนนับแสนที่หลบหนีจากคีร์กีสถานทะลักเข้าไปในอุซเบ กิสถาน กำลังเป็นที่สนใจของนานาชาติในขณะนี้ หลังจากรัฐบาลอุซเบกสั่งปิดชายแดนติดกับคีร์กีซเมื่อวันอังคาร (15) เนื่องจากอ้างว่าไม่สามารถรองรับกลุ่มผู้อพยพจำนวนมหาศาลได้ ขณะที่ UN เรียกร้องให้รัฐบาลคีร์กีซควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว
       

        เหตุการณ์ จลาจลในเขตออช และยาลาลาบัด ในคีร์กีซสถานที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ (11) ที่ผ่านมา โดยชาวคีร์กีซเจ้าถิ่นเริ่มเผาทำลายบ้านเรือน ร้านค้า รวมทั้งสังหารชาวอุซเบกซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 170 ราย บาดเจ็บอีกเกือบ 1,800 ราย และมีผู้ลี้ภัยอีกจำนวนเกือบ 100,000 คน อพยพเข้าไปในเขตแดนอุซเบก นอกจากนี้ UN ยังอ้างรายงานด้วยว่า พบการเข่นฆ่าเด็ก และกรณีข่มขืนอีกเป็นจำนวนมากอีกด้วย ทั้งนี้ UN เตรียมส่งความช่วยเหลือสำหรับผู้ปร

 

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2553

***********************************************************


ในหลวงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 8 รมต.ใหม่

ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี
       
        พระปรมาภิไธย ภูมิพลอดุลยเดช (ปร.)
       
        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 และประกาศครั้งสุดท้าย ลงวันที่ 15 มกราคม พุทธศักราช 2553 นั้น
       
        บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสม และบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
       
        อา ศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 และมาตรา 183 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
       
        1.ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็น รัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
       
        - นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
        - นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
       
        2. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
       
        - นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
        - นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
        - นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
        - นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
        - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
        - นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
        - นายไชยยศ จิรเมธากร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
        - นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
       
        ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
       
        ประกาศ ณ วันที่ 6 มิถุนายน พุทธศักราช 2553
       
        เป็นปีที่ 65 ในรัชกาลปัจจุบัน
       
        ผู้ รับสนองพระบรมราชโองการ
       
        นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
        นายกรัฐมนตรี
       
        หมายเหตุ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้รัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2553 เวลา 17.30 น.ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2553

***********************************************************


ตามคาด “คัง” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ญี่ปุ่นคนใหม่

จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง มติเลือกด้วยคะแนน 313 เสียงจากทั้งหมด 477 เสียง และสมาชิกวุฒิสภาลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 123 จาก 237 เสียง “คัง” อดีตรัฐมนตรีคลังและรองนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้นำรัฐบาลคนที่ 5 ในรอบ 4 ปี และเป็น นายกฯ คนที่ 61 ของญี่ปุ่น ต่อจาก ยูกิโอะ ฮาโตยามะ ซึ่งประกาศลาออกอย่างกะทันหันเมื่อวันพุธ (2) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเขายังมีภารกิจหนักอึ้งรออยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางคำถามต่างๆ นานาว่าเขาจะปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไร รวมไปถึงเขาจะมีนโยบายความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีนอย่างไร
       

        “งานแรกของผมก็คือ ปฏิรูปประเทศเสียใหม่ และสร้างพรรคการเมืองที่สมาชิกทุกคนสามารถลุก ขึ้นยืนพร้อมกันและพูดด้วยความมั่นใจ ซึ่งพวกเราสามารถทำได้” คังพูดพร้อมรอยยิ้ม
       
        คัง ให้คำมั่นว่าจะทำให้ยักษ์เศรษฐกิจ อันดับหนึ่งของเอเชียรายนี้ หลุดพ้นจากภาวะซบเซา ซึ่งยาวนานมาตั้งแต่เกิดภาวะฟองสบู่แตกเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 1990
       
        “ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นหยุดนิ่งอยู่กับที่” คังบอก “ความเจริญเติบโตต้องหยุดชะงัก ผู้คนวัยหนุ่มสาวต้องตกงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเลย หากแต่เป็นผลลัพธ์จากความผิดพลาดของนโยบายรัฐต่างหาก”
       
        “ผม เชื่อว่าเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ การเงิน และสังคมได้ในเวลาเดียวกัน” เขากล่าวพร้อมกับให้สัญญาว่าจะลดจำนวนหนี้สาธารณะ ของประเทศลงให้ได้ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวล รวมภายในประเทศ (GDP) เลยทีเดียว
       
        นอกจากนี้เขายังส่งสัญญาณว่าต้องการ กระชับความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นด้วย คังพูดว่า “ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตภูมิรัฐศาสตร์อัน ยอดเยี่ยม เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีพัฒนาการอย่างน่าทึ่ง”
       
        “ญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคนี้ ซึ่งมีความได้เปรียบที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกด้านกับ จีน อินเดีย และเวียดนาม” นายกฯ คนใหม่กล่าว
       
        สำหรับ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นั้น คังยังคงยืนกรานว่าวอชิงตันยังคงเป็น ภาคีที่สำคัญสำหรับญี่ปุ่นต่อไป แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการย้ายฐาน ทัพของสหรัฐฯ บนเกาะโอกินาวาจนเป็นเหตุให้ฮาโตยามะ นายกฯ คนเก่าต้องลาออกก็ตาม

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มิถุนายน 2553

***********************************************************


นายกฯยุ่นไม่ไหว ลาออกแล้ว ฐานทัพมะกันทำพิษ
 

"ยูคิโอะ ฮาโตยามะ" นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว เมื่อเช้าวันที่ 2 มิ.ย. หลังย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากเกาะโอกินาวะไม่สำเร็จ รวมทั้งถูกแรงกดดันภายในพรรค จึงตัดสินใจให้ลงจากเก้าอี้ก่อนศึกเลือกตั้งก.ค.นี้...

สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ว่า สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น 

แพร่ภาพการประกาศลาออกจากตำแหน่งของนายยูคิโอะ ฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หลังถูกแรง กดดันที่ไม่สามารถรักษาคำมั่น ย้ายฐานทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ ออกจากเกาะโอกินาวะตามที่หาเสียงไว้

นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องจากภายในพรรคเดโมเครติค พาร์ตี ออฟ เจแปน หรือพีเจดี ให้นายกฯญี่ปุ่น 

ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ลาออกด้วยเช่นกัน เพราะ เกรงคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างสูงสุดของผู้นำ จะฉุดคะแนนเสียงของพรรคในศึกเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในเดือนก.ค. นี้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย ไทยรัฐ

***********************************************************


พระโคกิน"หญ้า"น้ำอุดมสมบูรณ์ ธัญญาหารผลหารสมบูรณ์ดี

สมเด็จพระบรมโอร สาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยรถ ยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรราชา มายังพลับพลาที่ประทับ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธาน ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2553
การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยงปีนี้ พระโคกินหญ้า หมายความว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควรธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดม สมบูรณ์ดี

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดยหนังสือพิมพ์มติชน

***********************************************************


ควีนตั้ง'คาเมรอน' นั่งนายกฯผู้ดี วัยน้อยสุดรอบ200ปี
 
     "เด วิด คาเมรอน" รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 53 ของประเทศอังกฤษแล้ว หลังเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ถือเป็นนายกฯคนแรกในรอบ 13 ปีที่มาจากพรรคอนุรักษ์นิยม และเป็นนายกฯอายุน้อยที่สุดของอังกฤษ ในรอบ 200 ปี...

หนังสือพิมพ์ เดอะ ซัน รายงานวันนี้ (12 พ.ค.) ว่า เดวิด คาเมรอน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม วัย 43 ปี

ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิ ซาเบธที่ 2 ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 53 ของประเทศอังกฤษ ต่อจาก กอร์ดอน บราวน์ ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ หลังจากเดินทางเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ที่พระราชวังบัคคิงแฮม เพื่อรับคำขอจากสมเด็จพระราชินีนาถฯ ให้ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากพระองค์ได้รับการยืนยันการลาออกอย่างเป็นทางการของกอร์ ดอน บราวน์ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 11 พ.ค.ผ่านมา

สำหรับคาเมรอน ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 13 ปีที่มาจากพรรคอนุรักษ์นิยม และยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของอังกฤษในรอบ 200 ปีเลยทีเดียว

ด้าน นิค เคลกก์  หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย จะดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่นี้ด้วย ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง คาเมรอน กล่าวอย่างเป็นทางการบริเวณหน้าบ้านพัก ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยมีซาแมนธา คาเมรอน สตรีหมายเลข 1 เยือนเคียงข้างว่า เขามีเป้าหมายที่มีรูป แบบอย่างเหมาะสมในการร่วมมือระหว่างพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้ประเทศมีความแข็งแกร่งและมั่นคง ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดีและเหมาะสม โดยตัวเขากับเครก จะใช้ความแตกต่างมาทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ


"ประเทศเรายังเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งการเมืองที่ต้องมี การปฏิรูปกันใหม่ ซึ่งผมจะนำพรรคอนุรักษ์นิยมร่วมทำงานกับพรรคเสรีประชาธิปไตยอ ย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง" คาเมรอนกล่าว

นอกจากนี้ นายกฯคนใหม่ของอังกฤษ ยังระบุอีกว่า การที่ผมเล่นการเมืองเพราะผมรักประเทศ นี้

นิค เคลกก์ กับผมเป็นผู้นำพรรคการเมืองทั้งคู่ เราจะทำงานอย่างหนักเพื่อประเทศชาติของเรา ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีกับคาเมรอน และพร้อมจะเชิญคาเมรอนเยือนทำเนีบขาวในช่วงฤดูร้อนนี้ด้วย

โดย ไทยรัฐ

***********************************************************


คลอด กม.อุ้มบุญให้ผัว-เมีย ทำ ห้ามหญิงอื่นใช้ไข่ผสมอสุจิพ่อ
 
     ครม.คลอด กม.อุ้มบุญ ให้ทำได้ในคู่ผัว-เมีย ที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น ห้ามใช้ไข่ของหญิงที่รับเป็นแม่อุ้มบุญผสมอสุจิของพ่อ ป้องกันความรู้สึกผูกพัน พร้อมตั้ง กก.คุ้มครองเด็กอุ้มบุญ มีปลัดสธ. เป็นปธ.
       
        นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 11 พ.ค.ว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ..... หรือ “กฎหมายอุ้มบุญ” ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอมา หลังจากนี้ ให้ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ พิจารณาต่อไป สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายคือ 1.กำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัว มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีที่ เกี่ยวกับความเป็นบิดามารดาของผู้ที่เกิดโดยอาศัยการอุ้มบุญ และกำหนดให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยในกรณีที่มีปัญหาว่าคดี ใดอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลยุติธรรมอื่น
       
        นพ.ภูมินทร์ กล่าวอีกว่า 2.กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วย การเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคพ.) โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน มีนายกแพทยสภาเป็นรองประธานกรรมการ ส่วนกรรมการโดยตำแหน่งมี 6 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขอีก 5 คน 3.กำหนดให้การผสมเทียมต้องกระทำต่อหญิงที่มีสามีที่ชอบ ด้วยกฎหมายแล้วเท่านั้น และต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากสามีและ ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีการใช้อสุจิจากผู้บริจาค
       
        รอง โฆษกฯ กล่าวต่อไปว่า 4.กำหนดวิธีการดำเนินการตั้งครรภ์แทนไว้ 2 กรณี คือ 1.การใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิและไข่ของสามีภริยาที่ ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทน และ 2.การใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิหรือไข่ของสามี หรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประสงค์จะให้มีการตั้งครรภ์แทน กับอสุจิหรือไข่ของผู้อื่น ซึ่งหมายความว่าต่อไปหญิงที่รับอุ้มบุญไม่สามารถใช้ไข่ของตัวเอง ผสมกับอสุจิของพ่อโดยกฎหมายได้ เพื่อป้องกันความรู้สึกผูกพัน
       

        นพ.ภูมินทร์ กล่าวต่อว่า 4.กำหนดให้แพทยสภาโดยความเห็นชอบของ กคพ.ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสุขภาพของหญิงที่ รับตั้งครรภ์แทนในขณะตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด 5.กำหนดความเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดจาก เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ไว้เป็นการเฉพาะ และให้ผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ปกครองได้ กรณีที่สามีและภริยาที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนถึงแก่ความ ตายก่อนเด็กเกิด 6. ห้ามใช้ประโยชน์จากอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนที่ฝากไว้ในกรณีที่เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนดังกล่าวตายลง ยกเว้นเจ้าของให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ ก่อนตาย และต้องใช้อสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนเพื่อบำบัดรักษาภาวะการมีบุตรยากของสามีหรือภริยาที่ ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2553

***********************************************************


'นอยนอย อากิโน'คว้าชัยเลือกตั้งผู้นำปินส์ ประกาศเร่งแก้ยากจน-ปราบคอรัปชั่น
        เอเอฟพี/เอเจนซี/มะนิลา ไทมส์/ASTV ผู้จัดการรายวัน-วุฒิสมาชิกเบนินโญ“นอยนอย” อากิโน วัย 50 ปีบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีหญิงเหล็กกอราซอน อากิโน ผู้ล่วงลับ สามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของแดนตากาล็อกได้แบบถล่ม ทลายหลังได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ40 จากจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ทั้งหมดราว 37.5 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเจ้าตัวประกาศจะเร่งแก้ปัญหาความยากจนของประเทศและปราบปรามการคอร์
 
วุฒิสมาชิกเบนินโญ“นอยนอย” อากิโน ว่าที่ผู้นำฟิลิปปินส์คนใหม่
รัปชั่นเป็นลำดับแรกหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 30 มิถุนายนนี้
       
        โฮเซ อาร์มันโด เมโล ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ หรือ “โคเมเล็ค” แถลงที่กรุงมะนิลาวันอังคาร (11) ว่าวุฒิสมาชิกอากิโนซึ่งเป็นผู้สมัครจากพรรคลิเบอรัล เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่มีขึ้นเมื่อ วันจันทร์ (10) โดยได้รับคะแนนเสียงถึงราวร้อยละ 40.19 ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา วัย 73 ปีซึ่งเป็นผู้สมัครจากพรรค “พีเอ็มพี” ตามมาห่างๆเป็นลำดับที่สองโดยได้คะแนนร้อยละ 25.46
       
        ส่วน อันดับสาม คือ มหาเศรษฐีมานูเอล บีญาร์จากพรรคชาตินิยมได้คะแนนเสียงร้อยละ 14.22 และกิลเบร์โต เตโอโดโร อดีตรัฐมนตรีกลาโหมจากพรรค “ลากัส กัมปิ” ได้อันดับที่ 4 ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 10.65
       
        หลังโคเม เล็คประกาศผลการเลือกตั้งไม่นาน บรรดาผู้สมัครคู่แข่งทั้งบีญาร์และ เตโอโดโร ต่างออกมายอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมแสดงความยินดีกับวุฒิสมาชิกอากิโน ยกเว้นในรายของอดีตประธานาธิบดีเอสตราดาที่ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับ ความพ่ายแพ้จนกว่าการนับคะแนนจะเสร็จสมบูรณ์
       
        ด้าน วุฒิสมาชิกอากิโนแถลงต่อกลุ่มผู้สนับสนุนที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ เมืองตาร์ลัก ซิตี ในจังหวัดตาร์ลักทางตอนเหนือของกรุงมะนิลาว่า เขาจะเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนที่กำลังรุมเร้าชาวฟิลิปปินส์ ถึง 1 ใน 3 ของประเทศและจะปราบปรามการคอร์รัปชั่นในหน่วยงานต่างๆของ ภาครัฐทันที หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการในวัน ที่ 30 มิถุนายนนี้ ต่อจากประธานาธิบดีกลอเรีย มากาปากัล อาร์โรโย ซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ให้แก่เขาสมัยเป็นนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัย “อเตเนโอ” ในกรุงมะนิลา
       
        อย่างไรก็ตาม ว่าที่ผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของผู้สื่อข่าว ในประเด็นที่เขากำลังจะกลายเป็นผู้นำคนแรกของประเทศที่ยังไม่ได้สมรส โดยอากิโนตอบเพียงสั้นๆว่าตัวเขาและชาลานี โซเลดาด แฟนสาววัย 30 ปียังไม่มีแผนจะเข้าพิธีแต่งงานกันในเร็วๆนี้ เนื่องจากต้องการทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหาของประเทศตาม “คำสั่งเสียครั้งสุดท้าย”ของมารดาคืออดีตประธานาธิบดีกอราซอน อากิโนที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อสิงหาคมปีที่แล้วเสียก่อน
       
        อย่าง ไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งในส่วนของตำแหน่ง “รองประธานาธิบดี” นั้น ล่าสุด มาร์ โรซัส คู่หูของวุฒิสมาชิกอากิโนจากพรรคลิเบอรัลยังมีคะแนนตามหลัง เฮโฮมาร์ บินาย ผู้สมัครม้ามืดอยู่ที่ร้อยละ 36.84 ต่อ 39.51
       
        ขณะ เดียวกันมีรายงานว่าสมาชิก 3 คนของตระกูลมาร์กอส ซึ่งถือเป็นศัตรูทางการเมืองอันดับหนึ่งของพวกอากิโนต่างประสบชัย ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน โดยอิเมลดา มาร์กอส วัย 80 ปีอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งซึ่งเป็นภริยาหม้ายของประธานาธิบดีเฟร์ดิ นาน มาร์กอส ได้รับชัยชนะอย่างขาดลอยในการชิงเก้าอี้ ส.ส.ที่จังหวัดอิโลโกส นอร์เต ขณะที่อิมี มาร์กอส บุตรสาวคนโต วัย 56 ปีก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนั้น เฟร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ “บองบอง” บุตรชายก็ชนะการเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2553 20:33 น.

***********************************************************


สธ.ให้สิทธิรักษาฟรีผู้นำศาสนา-ผู้ บำเพ็ญประโยชน์ พร้อมลดค่าห้องพิเศษ50%
นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์
        “จุรินทร์” ลงนามระเบียบให้สิทธิรักษาฟรี ผู้นำศาสนา และผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศ ชาติ พร้อมลดค่าห้องพิเศษ อาหารพิเศษร้อยละ 50 ขณะนี้อยู่ระหว่างรอลง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
       

        นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงนามออกระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลฉบับที่ 5 พ.ศ.2553 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เพื่อให้สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลแก่กรรม การอิสลามประจำจังหวัด กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น พระภิกษุ และสามเณร รวมทั้งบุคคลที่ทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้ได้รับสิทธิการรักษา พยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า และหากอยู่ห้องพิเศษจะได้รับสิทธิส่วนลดค่าห้อง พิเศษและอาหารพิเศษ ร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้
       
        ตาม ระเบียบนี้ ได้กำหนดการรับสิทธิเป็น 2 ประเภท คือประเภทที่ 1 ได้รับสิทธิทั้งตนเอง รวมถึงบุคคลในครอบครัว มีทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรป 2.ทหารและเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งไปร่วมรบกับสหประชาชาติ ณ ประเทศเกาหลี หรือไปทำการรบ ณ สาธารณรัฐเวียดนาม 3.อาสาสมัครมาลาเรียตามโครงการ ของกระทรวงสาธารณสุข 4.ช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้านตามโครงการของกรมอนามัย 5.ผู้บริจาคเงิน ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นใดให้กับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งคำนวณเป็นเงิน แล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท 6.ผู้บริหารโรงเรียนและครูของโรงเรียนเอกชน ที่สอนศาสนาอิสลาม ควบคู่กับวิชาสามัญหรือวิชาชีพ ในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา และภูเก็ต และ 7. กรรมการอิสลามประจำจังหวัด และกรรมการอิสลามกลางแห่งประเทศไทย
       
        ประเภทที่ 2 ได้รับสิทธิเฉพาะตัว ประกอบด้วย 10 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชการชายแดน 2. ผู้ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน 3. ทหารและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาด เจ็บจากการปราบปรามผู้ก่อการร้าย 4. บุคคลผู้ได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปราบปราม ผู้กระทำความผิด 5. บุคคลผู้ถูกโจรทำร้ายร่างกาย 6. สมาชิกผู้บริจาคโลหิตของ สภากาชาดไทย ซึ่งมีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทยว่าได้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป 7. หมออาสาหมู่บ้านตามโครงการของกระทรวงกลาโหม 8. ผู้บริจาคเงิน ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นใดให้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคำนวณเป็นเงินแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท 9. พระภิกษุ และสามเณร และ 10. อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น
       
        ขณะนี้ ระเบียบดังกล่าว อยู่ระหว่างขั้นตอนรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2553

***********************************************************


สหรัฐฯ-รัสเซีย บรรลุข้อตกลงลด "นุก" คุกคามโลก
แฟ้มภาพ - ประธานาธิบดีโอบามา (ซ้าย) และประธานาธิบดีเมดเวเดฟ พบหารือกันในปี 2009

บีบีซีนิวส์ - ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ผู้นำรัสเซีย เห็นชอบข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์แล้ว เมื่อวันศุกร์(26) หลังจากการเจรจากันมานานหลายเดือน เพื่อมาทดแทนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ ยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Reduction Treaty - start) ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 5 ธันวาคมปีนี้

        ทำเนียบขาวสหรัฐฯเผยว่า สนธิสัญญาฉบับใหม่จำกัดให้ทั้งสองฝ่ายลดหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อม ประจำการลงมาเหลือ 1,550 ลูก หรือลดลงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นข้อตกลงฉบับใหม่ทด แทนสนธิสัญญาสตาร์ท ฉบับปี 1991 โดยบรรดาผู้นำชาติๆ มีกำหนดลงนามกันในกรุงปราก ประเทศออสเตรียในวันที่ 8 เมษายนนี้
       
        ประธานาธิบดีโอบามายกย่องสนธิสัญญา ฉบับใหม่ว่า นับเป็นข้อตกลงในการควบคุมจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่ครอบ คลุมที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี เขากล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ข้อตกลง ซึ่งรวมถึงฝ่ายสหรัฐฯและรัสเซีย สองประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ มากที่สุดในโลก ยังเป็นการส่งสัญญาณอันเด่นชัดว่า ทั้งสหรัฐฯและรัสเซียตั้งใจจะเป็นผู้นำในการลดภัยคุกคามโลก ตามสนธิสัญญายับยั้งการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์( the Nuclear Non-Proliferation Treaty) รวมถึงรับประกันว่าชาติๆ ต่างจะร่วมรับผิดชอบในการยับยั้งการแพร่กระจายอาวุธอานุภาพทำล้ายล้าง สูงพวกนี้ด้วย
       
        ด้านประธานาธิบดีเมดเวเดฟ บอกกับสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ในรัสเซียว่า สนธิสัญญาฉบับใหม่เป็นการะสะท้อน "ผลประโยชน์ที่สมดุลระหว่างรัสเซีย และสหรัฐฯ"
       
        ทั้งนี้ สนธิสัญญาฉบับใหม่ต้องได้รับการ ให้สัตยาบันของวุฒิสภาสหรัฐฯ และสภาดูมาของรัสเซียเสียก่อนถึงจะ มีผลบังคับใช้
       
        เจมส์ ร็อบบินส์ ผู้สื่อข่าวด้านการทูตของสำนักข่าวบีบีซีเผยว่า สหรัฐฯครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 2,000 ลูก ขณะที่เชื่อว่ารัสเซียมีมากกว่า 2,500 ลูก เท่ากับว่า สหรัฐฯ ยอมลดการครอบครองลงร้อยละ 30 รัสเซียยอมลดลงร้อยละ 25 โดยต่างฝ่ายต่างมีเวลา 7 ปีในการทยอยลดจำนวนลง นอกจากนี้ ข้อตกลงยังเรียกร้องมีการลดขีปนาวุธและระเบิดที่ใช้ไปติดหัวรบลง ครึ่งหนึ่งด้วย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2553

***********************************************************


'ยูโรโซน'ทำท่าตกลงช่วย'กรีซ'โดย ให้IMFเป็นผู้นำ
สำนักงานธนาคารกลางกรีซ ประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้สิน

 เอเอฟพี - บรรดาชาติที่ใช้เงินตราสกุลยูโร กำลังใกล้ที่จะสรุปกันได้เกี่ยวกับข้อ เสนอซึ่งจะให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นผู้มีบทบาทแกนกลางในการให้เงินกู้ช่วยหลือแก้ปัญหาวิกฤต หนี้สินแก่กรีซ โดยที่ชาติอื่นๆ ในยูโรโซนจะออกเงินสมทบด้วย ขณะเดียวกัน ข้อเสนอนี้ยังจะมีการเพิ่มมาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดแก่ชาติยูโร โซนที่ทำผิดกฎเกณฑ์เรื่องงบประมาณเป็นประจำ ทั้งนี้เป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าวการทูตในยุโรปต่อสำนักข่าวเอเอ ฟพี
       
        แหล่งข่าวบอกว่าฝรั่งเศสกับเยอรมนี เป็นคนกลางในการผลักดันข้อเสนอนี้ โดยคาดกันว่าจะมีการประกาศออก มาในวันพฤหัสบดี(25) ระหว่างการประชุมพิเศษของพวกผู้นำจาก 16 ชาติยูโรโซน ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดของสหภาพยุโรป(อียู) ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25-26 นี้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2553

***********************************************************


UN แต่งตั้ง “แอนโตนิโอ บันเดรัส” ทูตสันถวไมตรีคนล่าสุด

  เอเจนซี - สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประกาศเมื่อวันพุธ (17) แต่งตั้งให้ แอนโตนิโอ บันเดรัส

แอนโตนิโอ บันเดรัส เป็นทั้งนักแสดง นักเขียน นักร้อง โปรดิวเซอร์ และผู้กำกับภาพยนตร์

นักแสดงมากความสามารถคนดังของโลก ให้เป็นทูตสันถวไมตรี โดยระบุว่า นักแสดงชื่อดังชาวสเปนจะได้ใช้ชื่อเสียงของเขาเพื่อช่วยเหลือยูเอ็นดีพีในการรณรงค์ต่อสู้กับความยากจน ความอดอยาก โรคภัย ความไม่รู้หนังสือ มลภาวะ และการเลือกปฏิบัติต่อสตรี

ยูเอ็นดีพี ประกาศแต่งตั้งให้บันเดรัสเป็นทูตสันถวไมตรี เมื่อวันพุธ (17) ขณะที่แถลงการณ์ของนักแสดงวัย 49 ปี ระบุว่า ความยากจนกัดกร่อนศักยภาพของคน ทั้งยังขัดขวางไม่ให้คนได้เป็นในสิ่งที่สามารถจะเป็นได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคนจะต้องใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีในการแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จ

ด้านผู้อำนวยการยูเอ็นดีพี เฮเลน คลาร์ก ยกย่องว่า นักแสดงจากแดนกระทิงดุเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาทำงานร่วมกับยูเอ็นดีพี เพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความเสียสละที่จะเอาชนะปัญหาความยากจน และขาดโอกาสของเพื่อนมนุษย์ โดยเขาจะได้ใช้ชื่อเสียงอันโด่งดัง เพื่อดึงดูดให้โลกสนใจโครงการ “พิชิตเป้าหมายเพื่อการพัฒนาแห่งสหสวรรษ” (MDGs) ซึ่งประกอบด้วย เป้าหมายต่างๆ ที่ยูเอ็นดีพีตั้งขึ้นมานำปฏิบัติ โดยมุ่งหวังเพื่อลดปัญหาความยากจนของโลกให้ลงครึ่งหนึ่งให้ได้ ภายในปี 2015 โดยจะต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ทั้งความอดอยาก โรคภัย ความไม่รู้หนังสือ มลภาวะ และการเลือกปฏิบัติต่อสตรี

แอนโตนิโอ บันเดรัส เกิดบนเกาะมาญอกา ประเทศสเปน เขาเป็นทั้งนักแสดง นักเขียน นักร้อง และโปรดิวเซอร์ ปัจจุบันกำลังเขียนบทภาพยนตร์ กำกับ และผลิตภาพยตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ โบอับดิล หรือ อาบู อับดุลเลาะห์ มูฮัมหมัด ที่ 12 ผู้ปกครององค์สุดท้ายของอาณาจักรมุสลิมในกรานาดาของสเปน ประกาศแต่งตั้งให้บันเดรัสเป็นทูตสันถวไมตรีเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันอังคาร เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เตือนบรรดาชาติสมาชิก ว่า พัฒนาการสู่ความสำเร็จของโครงการเอ็มดีจีเอสยังไม่มีความสม่ำเสมอ และหลายชาติจำเป็นต้องพยายามมากกว่านี้เพื่อช่วยกันบรรลุเป้าหมายให้ได้

ทั้งนี้ คนดังที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีของยูเอ็นดีพี ยังได้แก่ มาเรีย ชาราโปวา สตาร์เทนนิสสาวรัสเซีย มาซาโกะ โคโน นักแสดงสาวญี่ปุ่น และ เจ้าชายคากอน แมกนุส แห่งนอร์เวย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มีนาคม 2553

***********************************************************


"มอนเตเนโกรรับ “ทักษิณ” ซุกหัวในประเทศ กร้าวไม่ยอมเป็นฐานให้เคลื่อนไหว"

 

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทักษิณ วิดีโอลิงค์จากมอนเตเนโกรมายังที่ชุมนุมในกรุงเทพฯ

เอเอฟพี - ตำรวจมอนเตเนโกร ยืนยันเมื่อวันพุธ(17) ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยผู้หลบหนีข้อหาคอร์รัปชัน พำนักอยู่ในมอนเตเนโกรจริง ขณะที่กระทรวงต่างประเทศของชาติซึ่งเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ลั่นไม่ยอมให้ใครใช้เป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน17 มีนาคม 2553

***********************************************************


“ชาย เวสต์อิน” รอด!! มติ ส.ว.49/76 ไม่ถอดถอนพ้นนายกฯ

 
  
 
    9 มีนาคม 2553 ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 ว่า จะถอดถอนได้ต้องมีเสียงสนับสนุนเกิน 90 เสียงขึ้นไป หากไม่ถึงก็ถอดถอนไม่ได้ และวุฒิสภาจะแจ้งผลการประชุมให้คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป ซึ่งหากผลการลงคะแนนให้ถอดถอนจะมีผลบังคับทันที ซึ่งนายสมชายจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เมื่อถามว่ามีข่าว ส.ว.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการถอดถอนอาจจะวอล์กเอาต์ นายประสพสุขกล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมี ส.ว.วอล์กเอาต์ เพราะกระบวนการถอดถอนต้องดำเนินไป ไม่สามารถเลื่อนการลงมติได้ ยังไม่ทราบข่าวว่าจะมีการวอล์กเอาต์ แต่ถ้าองค์ประชุมไม่ครบอาจต้องนัด ประชุมใหม่ จนกว่าจะครบองค์ประชุม หากคะแนนถอดถอนไม่ถึง 90 เสียง ไม่ถือว่าวุฒิสภาหน้าแตก แต่คนที่หน้าแตกคือฝ่ายที่เสนอให้ถอดถอน สำหรับการชุมนุมกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่ม นปช. คงไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีใครมากดดันวุฒิสภาได้ วุฒิสภาทำหน้าที่โดยสุจริตและ เป็นกลาง ทำตามหน้าที่ ทุกคนต้องเชื่อในความถูกต้องและมีเหตุมีผล
       
        ขณะ ที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.กลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวว่า ถือเป็นวันประวัติศาสตร์การเมือง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยประสบความสำเร็จเลย วันนี้จะทำให้สังคมรับรู้ว่าแม้ผู้ที่ยื่นถอดถอนจะพ้นจากตำแหน่งไป แล้ว ก็ไม่พ้นความรับผิดกระบวนการยังต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งในที่ประชุมวุฒิสภามีการถกเถียงกันมากว่าควรดำเนินการต่อไป หรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นการบวนการลงโทษทางการเมือง ที่จะมีการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตามมา 5 ปี เพราะหากไม่มีมาตรการนี้ต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้ต้องเป็นหมัน และรัฐมนตรีจะไม่กลัวการถูกถอดถอนอีก วันนี้ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐาน การเมือง
       
        เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าเป็นการจ้องทำลาย ล้างกัน น.ส.รสนากล่าวว่า เป็นกระบวนการทางการเมืองที่จะทำให้รัฐมนตรี ระมัดระวังการทำหน้าที่มากขึ้น เพราะสิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุดไม่ใช่การพ้นจากหน้าที่ เป็นกลัวถูกติดสิทธิ และเป็นการทำความสะอาดทางการเมือง เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวกลุ่ม ส.ว.ที่ไม่เห็นด้วยอาจวอล์กเอาท์ น.ส.รสนากล่าวว่า ไม่ควรวอล์กเอาต์ ส.ว.ควรมีวุฒิภาวะ ต้องนำข้อกล่าวหาและคำแก้ข้อกล่าวหา มาชั่งน้ำหนัก แล้วตัดสินใจโดยปราศจากอคติ จากความรัก ความหลง ความชอบ จะโหวตอย่างไรเป็นสิทธิ์ของส.ว.แต่ละคน
       
        ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมวุฒิสภาในกรณีพิเศษ โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นประธาน การประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมชายออกจากตำแหน่งจาก กรณีที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลกรณีการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวัน ที่ 7 ตุลาคม 2551 วาระการลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง โดยใช้วิธีการลงคะแนนลับโดยใช้บัตรลงคะแนน ทั้งนี้ มติที่ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือไม่น้อยกว่า 90 เสียงจาก 150 เสียง
       
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการประชุม หลังจากมีกระแสข่าวว่าจะมี ส.ว.บางส่วนวอล์กเอาท์เนื่องจากไม่เห็น ด้วยกับกระบวนการเดินหน้าถอดถอน ปรากฏว่า ส.ว.ได้เข้าประชุมอย่างพร้อม เพรียง มีผู้มารับบัตรลงคะแนน 134 คน ทั้งนี้ ผลการลงคะแนนปรากฏว่าวุฒิสภามีมติเห็นด้วยให้ถอดถอน 49 เสียง ไม่เห็นด้วย 76 เสียง งดออกเสียง 6 บัตรเสีย 3 ถือว่า วุฒิสภามีมติไม่ถอดถอนนายสมชาย ออกจากตำแหน่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2553

***********************************************************


สธ.แก้ประกาศกม.สูบบุหรี่ คุมเข้มพื้นที่สาธารณะ

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ลง นามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับ ที่ 19  พ.ศ.2553 

เรื่อง  กำหนดชื่อหรือประเภทของสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพ ของผู้ไม่สูบบุหรี่และกำหนดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่ สาธารณะดังกล่าวเป็นเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่ตามพ.ร.บ.คุ้มครอง สุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 โดยจะมี ผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 90 วัน ซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ ดังนั้น ประกาศฉบับนี้น่าจะมีผลบังคับใช้ ได้ในอีก 4 เดือนข้างหน้า

รม ว.สธ. กล่าวอีกว่า เนื้อหาสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ เป็นการกำหนดสถานที่ห้ามสูบบุหรี่โดยแบ่งเป็น  3 กลุ่มหลัก คือ

1.สถานที่ที่ห้ามสูบบุหรี่ทั้งหมด ซึ่งเดิมอนุญาตให้สูบบุหรี่ได้ในห้องส่วนตัวหรือในส่วนที่มีการ จัดพื้นที่ไว้เป็นการเฉพาะ ได้แก่ สถานที่สาธารณะทั่วไป ยานพาหนะสาธารณะ สถานบริการสาธารณสุขและส่งเสริมสุขภาพทั้งของคนและสัตว์  สถานศึกษา เช่น โรงเรียน อุทยานการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้  สถานกวดวิชา สอนดนตรี กีฬ่าและศิลปะ หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์สถาน สถานที่สาธารณะที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อาทิ  ร้านค้า สถานบันเทิง สถานที่ออกกำลังกาย ห้างสรรพสินค้า และบริเวณโถงพักคอยและบริเวณทาง เดินทั้งหมดภายในของอาคารโรงแรม ห้องเช่า หอพัก คอนโดมิเนียม ศาสนสถาน ธนาคารและสถาบันการเงิน


2.สถานที่ที่ ห้ามสูบบุหรี่ในอาคารแต่สามารถจัดพื้นที่สูบไว้นอกอาคารได้ ซึ่งเดิมอนุญาตให้สูบในอาคารได้หากมีการจัดพื้นที่ไว้เป็นการ เฉพาะ คือ สถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจ  ปั๊มน้ำมันและปั๊มแก๊ส  มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา สถานที่ทำงานเอกชน  สถานีขนส่งผู้โดยสารทางบกทุกประเภท สถานีรถไฟ และ 3.สถานที่ที่อนุญาตให้สูบในอาคารได้ แต่จะต้องมีการจัดพื้นที่ไว้เป็นการเฉพาะ มีเพียงสนามบินนานาชาติเท่านั้น ส่วนสนามบินภายในประเทศที่เดิมอนุญาต ให้สูบในพื้นที่เฉพาะได้ แต่ประกาศใหม่นี้ไม่อนุญาตให้สูบในอาคาร โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท


“ขณะนี้ยังไม่สามารถเอาผิดเจ้าของ สถานที่ห้ามสูบบุหรี่แต่กลับปล่อยให้มีคนสูบบุหรี่ได้ เช่น เจ้าของร้านอาหาร ในอนาคตจำเป็นจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับใช้ในการดำเนินการ กับเจ้าของสถานที่ด้วย เพราะควรจะมีส่วนในการรับผิดชอบ”นาย จุรินทร์กล่าว 


ด้านนพ.ชูฤทธิ์ เต็งไตรสรณ์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภค ยาสูบ กล่าวว่า สำหรับระเบียงคอนโดมิเนียมในห้องส่วนตัว

ประกาศฉบับนี้ยังไม่สามารถเอาผิดได้ แต่สามารถใช้กฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ในฐานที่สร้างความเดือดร้อน รำคาญให้กับผู้อื่นได้

โดย ข่าวสด

***********************************************************


ศาลฎีกาฯเสียงข้างมากสั่งยึดทรัพย์ "ทักษิณ"46,737ล้านบาทเฉพาะค่าหุ้นชินฯที่เพิ่มขึ้น-เงินปันผล


ศาลฎีกาฯเสียงข้างมากลงมติสั่งยึดทรัพย์ 46,737ล้านบาท-ผิดรวด5ข้อหา


เมื่อเวลา13.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองจำนวน 9 คน เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์ สินที่ร่ำรวยผิดปกติและได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจำนวน 76,621,603,061.05 บาท  ตกเป็นของแผ่นดิน

หลังจากอ่านคำร้องของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ ร้องและคำคัดค้านของ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านทั้ง 22 คนแล้ว ศาลฎีกาฯได้เริ่มวินิจฉัยประเด็นในข้อกฎหมายตามประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเสียงเอกฉันท์

2.คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อ ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)และอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจในการ ไต่สวนคดีดังกล่าวและกระบวนการไต่สวนเป็นไปโดยชอบ ขณะที่การแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป .ป.ช.)เป็นไปโดยชอบและมีอำนาจดำเนินการต่อจาก คตส. องค์คณะฯจึงมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ร้อง(อัยการสูงสุด) มีอำนาจในการยื่นคำร้องในคดีนี้

3.องค์คณะฯมีมติด้วยเสียง เอกฉันท์ว่าคำร้องของผู้ร้องแจ้งชัดและไม่เคลือบ คลุม

4.องค์คณะฯเริ่ม พิจารณาประเด็นการอำพรางหรือ"ซุกหุ้น"ชินคอร์ปจำนวน 1,419.49 ล้านหุ้นในชื่อลูกๆและเครือญาติและมี มติด้วยเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา(พ.ต.ท.ทักษิณ) เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริงในระหว่างการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

5.องค์คณะฯมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่าการออกเป็นพระราชกำหนด แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่า ภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปและบริษัทใน เครือ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท


6.องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในการ แก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลด อัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตร จ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD)เอื้อประโยชน์ให้ แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส )

7.องค์คณะมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนในแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อน ที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส แต่เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 แล้ว ทำให้ผู้ได้รับประโยชน์จาการลดอัตราการใช้เครือข่ายร่วมไม่ใช่ ผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นกลุ่มเทมาเส็ก 

8.องค์คณะฯมีมติด้วยเสียงข้างมาก ว่า การละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายใน ประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่อสัญญาณต่างประเทศอันเป็นการเอื้อประโยชน์กับ บริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท ชินแซทฯ

9.องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและ นำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของ บริษัท ชินแซทฯ โดยเฉพาะ ซึ่งครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบ ให้เอ็กซิมแบงก์ให้วงเงิน 3,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลสหภาพพม่า แล้วต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพ พม่า โดยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะ เวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซทฯ ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวชินวัตร กับพวกมีผลประโยชน์ถือหุ้นอยู่ ในการให้ได้รับงานจ้างพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า

10.องค์ คณะมีมติเสียงข้างมาก ว่า พ.ต.ท.ทักาณใช้อำนาจหน้าที่ระหว่าง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เอไอเอส และชินแซทฯโดยตรง อันมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทชินคอร์ปสูง ขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผลจำนวนดังกล่าว ศาลจึงมีอำนาจในการยึดทรัพย์ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้นและเงินปันผล ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติ หน้าที่ตกเป็นของแผ่นดินโดยให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่ เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเงินปันผลจำนวน 46,373,687,454.74 บาท

โดย มติชน

***********************************************************


ยกเลิกน้ำฟรีต่ออายุ'ไฟฟ้า-รถเมล์-รถไฟ'3ด.

คมชัดลึก :รัฐยอมแบกกว่า 4.5 พันล้าน ยืดมาตรการลดค่าครองชีพ ให้ใช้ไฟ-รถเมล์-รถไฟฟรีอีก 3 เดือน ส่วนน้ำให้ยกเลิก ชี้ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน พร้อมไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มองธุรกิจฟื้นตัวมีกำไรเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุ 3 มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนที่จะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม ออกไปอีก 3 เดือน

หรือสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ได้แก่ 1.มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย 2.มาตรการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางรถโดยสารประจำทาง โดยรัฐบาลรับภาระในการจัดหารถโดยสารประจำทาง จำนวน 800 คันต่อวันใน 73 เส้นทาง และ 3.มาตรการลดค่าใช้จ่ายค่าเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคมจำนวน 164 ขบวนต่อวันและรถไฟชั้น 3 ระยะไกลในขบวนเชิงพาณิชย์ 8 ขบวนต่อวัน

ส่วนมาตรการลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำให้แก่ครัวเรือนนั้น ครม.เห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการนี้

เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อประชาชนและประชาชนสามารถรับภาระดังกล่าวได้ โดยปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งยังมีการรายงานว่า ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในเดือนมกราคม ของประชาชนผู้ใช้น้ำระหว่าง 0-20 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนอยู่ที่ 75-258 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือ 15-52 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการ 3 มาตรการอีก 3 เดือน ทำให้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 4,538 ล้านบาท

แบ่งเป็นค่าใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน 3,648 ล้านบาท ค่าเดินทางโดยรถโดยสาร 611 ล้านบาท และค่าเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 วงเงิน 279 ล้านบาท โดยเฉพาะการที่รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน จะทำให้มีครัวเรือนได้ประโยชน์ถึง 8 ล้านครัวเรือน ส่วนการยกเลิกมาตรการลดภาระค่าน้ำนั้น กระทรวงการคลังเห็นว่า สมควรยกเลิกมาตรการนี้ เนื่องจากมีประชาชนที่ไม่ยากจนได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ แม้จะยกเลิกมาตรการ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาระประชาชนมากนัก เพราะค่าภาระค่าใช้จ่ายน้ำอยู่ที่ 15-52 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น
"มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนเป็นมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ชั่วคราว เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการอื่นที่ลดภาระค่าครองชีพและเสริมรายได้ให้ประชาชนที่ถาวรมาใช้ เช่น นโยบายเรียนฟรี โครงการประกันรายได้เกษตรกร การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการจ่ายเบี้ย อสม.ซึ่งเป็นมาตรการที่เพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน การใช้มาตรการชั่วคราวก็มีความจำเป็นที่ลดลง" นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ครม.มีมติให้ยุติมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม ทั้งการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.11%

สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และการลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% และ 1% เหลือ 0.01% ของราคาประเมินสำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากประชาชนต้องการได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำธุรกรรมซื้อขายบ้านก่อนวันที่ 28 มีนาคม

นอกจากนี้ ครม.มีมติไม่ขยายมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับประชาชนที่ซื้อบ้านใหม่หลังแรกเพื่อที่อยู่อาศัย เท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552

นายกรณ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทั้งการจ้างงาน และการใช้วัสดุก่อสร้าง ผลจากมาตรการทำให้มีการโอนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่อาศัยมีการโอนที่อยู่อาศัย 10% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก โดย ครม.มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มีนาคม อีกต่อไป

ทั้งนี้ การที่ ครม.มีมติล่วงหน้าเพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่ประชาชนที่จะได้เร่งโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ยังเหลือเวลาอีก 1 เดือน

และยืนยันว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ และ ครม.มีมติไม่ขยายกรอบเวลามาตรการที่จะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ลดหน่วยให้แก่การซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในอัตราไม่เกิน 3 แสนบาทนั้น ก็หมดอายุตั้งแต่สิ้นปีที่แล้ว

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.ทราบว่า ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผ่านมา สามารถลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการได้โดยตรง

ขณะที่การลดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ จากข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างในปี 2551 และปี 2552 พบว่ามีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด โดยไตรมาส 3 ปี 2552 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2551 ถึง 16.23% สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด 8 ประเภทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเพิ่มขึ้น 46.07% จากปีก่อนหน้า หากพิจารณาผลประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบว่ามีผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยหรือห้องชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ช่วยระบายปริมาณอสังหาริมทรัพย์คงค้างในระบบได้ในระดับหนึ่งแล้ว

อีกทั้งสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเพียงพอกับมาตรการกระตุ้นชั่วคราวแล้ว “กระทรวงการคลังมีความเห็นว่า มาตรการภาษีที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปและถาวรมีความเพียงพออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลามาตรการชั่วคราว” นายวัชระกล่าว

ที่มา : คมชัดลึก 

***********************************************************


*** คุณรู้จักประเทศเฮติไหม ?? ***
ในประเทศเฮติ คุณรู้ไหมว่า ชาร์ลีน ดูมัส สาวน้อยผู้ยากจนที่อาศัยอยู่ในสลัมกรุงปอร์โตแปรงซ์ กินอะไรเป็นมื้อกลางวัน
..
ถ้าได้ฟังคำตอบแล้วคุณอาจจะอึ้งด้วยความสลดใจ เพราะเธอต้อง กินดิน เป็นอาหารประทังชีวิต...


ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นพรวดพราดทำให้คนยากจนในเฮติไม่สามารถแม้แต่จะหาข้าวเพียงแค่จานเดียวมาลูบท้องได้ บางคนเลยต้องดิ้นรนหาทางออกที่สิ้นหวังเพื่อเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า


ชาร์ลีน สาวน้อยวัย
16 ซึ่งมีลูกชายอายุหนึ่งเดือนแล้วคนหนึ่ง ต้องหันมาพึ่งพิงวิธีประทังความหิวแบบโบร่ำโบราณของเฮติ นั่นคือ การกินคุ้กกี้ที่ทำด้วยดินเหลืองจากที่ราบสูงทางตอนกลางของประเทศ

ดินชนิดนี้ถูกใช้เป็นยาลดกรดในกระเพาะ รวมถึงเป็นแหล่งแคลเซี่ยมของผู้หญิงท้อง และเด็กๆชาวเฮติมานมนานแล้ว แต่ในสถานที่หลายๆแห่ง อาทิ ในสลัมไซต์ โซลีลที่ชาร์ลีน และลูกน้อยอาศัยอยู่ในบ้านขนาด
2 ห้องร่วมกับพี่น้อง 5 คน และพ่อแม่ที่ตกงานอีก  2 คนแล้ว คุ้กกี้ที่ทำจากดิน เกลือ และผัก นี้ได้กลายมาเป็นอาหารประจำวันไปแล้ว


ชาร์ลีนบอกว่าเวลาที่แม่ของเธอไม่ได้ทำกับข้าว เธอต้องกินคุ้กกี้ดินเป็นอาหารวันละ
3 มื้อเลยทีเดียว ส่วนลูกน้อยของเธอที่ชื่อว่า '' วู้ดสัน '' นั้นนอนนิ่งอยู่บนตักของชาร์ลีน ดูผอมลงเล็กน้อยกว่าเมื่อช่วงแรกเกิดที่มีน้ำหนัก 2.8 กิโลกรัมเสียอีก

ถึงแม้ว่าเธอจะชอบรสชาติที่เหมือนเนยแล้วก็ออกเค็มของคุ้กกี้ชนิดนี้ แต่ชาร์ลีนบอกว่า
คุ้กกี้ดินทำให้เธอปวดท้อง แถมเวลาที่เธอให้นม '' วูดสัน '' ก็ดูเหมือนว่าบางครั้งลูกน้อยก็จะมีอาการจุกเสียดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ราคาอาหารในประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนบางแห่งนั้นพุ่งขึ้นมากถึง
40% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะน้ำท่วม ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากฤดูเฮอร์ริเคนเมื่อปีที่แล้ว จนทำให้องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในเฮติ และอีกหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน


ทางด้านบรรดาผู้นำประเทศแถบแคริบเบียนเองก็ได้จัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเพื่อหารือกันเรื่องลดภาษีอาหาร และสร้างฟาร์มประจำภูมิภาคขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดการพึ่งพิงสินค้านำเข้า


ที่ตลาดในสลัมลา ซาลิเนส ข้าว
 2 ถ้วยวางขายกันอยู่ที่ 60 เซนต์สหรัฐ มีราคาเพิ่มขึ้นจากเมื่อเดือนธันวาคม 10 เซนต์ และเพิ่มขึ้นจากช่วงหนึ่งปีที่แล้วถึง 50% เลยทีเดียว ส่วนราคาถั่ว นมข้นหวาน และผลไม้ก็ขึ้นในอัตราเท่าๆกัน แม้แต่ราคาของดินที่กินได้ยังขยับขึ้นเกือบ 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน ราคาดินที่นำมาทำคุ้กกี้
100 ชิ้นนั้นสูงถึง 5 ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยชิ้นละประมาณ 5 เซนต์ก็ยังนับว่าถูกอยู่ดีเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่น พ่อค้าจะขับรถบรรทุกขนดินจากเมืองฮินเช ทางภาคกลาง มายังตลาดแล้วพวกผู้หญิงก็จะซื้อดินไปทำคุ้กกี้ โดยจะแบกถังบรรจุดิน และน้ำขึ้นบันไดไปยังหลังคาตึกที่เคยเป็นคุกเก่ามาก่อน แล้วไปคุกเคล้าส่วนผสม หยอดดินเป็นชิ้นคุ้กกี้ แล้วตากแดดที่ร้อนระอุจนแห้งสนิ



คุ้กกี้ที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วจะถูกจัดใส่ถังแล้วแบกกลับไปวางขายที่ตลาด หรือไม่ก็วางขายกันตามถนน
นักข่าวที่ลองกินคุ้กกี้ดูพบว่าเนื้อเหนียวละมุน แต่จะดูดเอาความชื้นทั้งหมดภายในปากออกมาทันทีที่ลิ้นแตะชิ้นคุ้กกี้ แถมรสชาติอันไม่พึงประสงค์ของดินจะยังอบอวลอยู่ในปากต่อไปเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องของผลกระทบจากการกินคุ้กกี้ดินนั้น ผลการประเมินออกมาหลากหลายมาก เจอรัลด์ เอ็น คัลลาฮาน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันจากมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโดในสหรัฐซึ่งศึกษาเรื่องการกินดินเป็นอาหารกล่าวว่า ดินอาจมีปรสิตหรือสารพิษที่ทำให้ถึงตายได้ แต่ก็อาจทำให้ภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดของทารกในครรภ์แข็งแรงขึ้นได้เช่นกัน ขณะที่แพทย์ชาวเฮติเองกล่าวว่าการกินคุ้กกี้ดินเป็นอาหารอาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารได้



แต่ชาวเฮติก็โต้ว่า
'' ฉันหวังว่าซักวันหนึ่งจะมีอาหารพอกิน จะได้หยุดกินดินพวกนี้เสียที ฉันรู้หรอกน่าว่ามันไม่ดีต่อตัวเอง ''
พูดง่ายๆก็คือไม่มีใครอยากกินดินกันหรอก แต่พวกเขามีทางเลือกอื่นนอกจากนี้หรือ


อย่าลืมทานข้าวให้หมดจานนะคะ


 

ที่มา : FW

***********************************************************

*** ประเทศที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ ***

ประเทศที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ

  • ประเทศออสเตรีย
  • ประเทศเบลเยียม
  • ประเทศฟินแลนด์
  • ประเทศฝรั่งเศส (ยกเว้นอาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิก)
  • ประเทศเยอรมนี
  • ประเทศไอร์แลนด์
  • ประเทศอิตาลี
  • ประเทศลักเซมเบิร์ก
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • ประเทศโปรตุเกส
  • ประเทศสเปน
  • ประเทศกรีซ (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2544)
  • ประเทศสโลวีเนีย (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550)
  • ประเทศไซปรัส (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)
  • ประเทศมอลตา (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)
  • ประเทศสโลวาเกีย (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552)

ประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโร

  • ประเทศโมนาโก
  • ประเทศซานมารีโน
  • นครรัฐวาติกัน
  • ประเทศอันดอร์รา
  • ประเทศมอนเตเนโกร
  • โคโซโว  

 

ที่มา : วิกิพีเดีย

***********************************************************

*** "บล็อบฟิช" ปลาประหลาด หน้าตาเหมือนคนเศร้า ใกล้สูญพันธุ์ ***

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า "บล็อบฟิช" ปลาที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนคนเศร้านี้ กำลังเศร้าอยู่จริงๆเนื่องจากมันกำลังจะสูญพันธุ์เพราะการจับปลามากเกินไป ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ปลา "บล็อบฟิช" นี้มักจะอาศัยอยู่พื้นทะเลที่ความลึกกว่า 800 เมตร ทำให้โดยปกติแล้วมันจะไม่เป็นที่พบเห็นของมนุษย์ โดยปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 ฟุต

แต่เนื่องจากการประมงโดยการจับสัตว์น้ำลึกใต้ทะเลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ ทำให้ปลาหน้าเศร้ามักจะถูกจับไปพร้อมกับปลาอื่นๆ

ศาสตราจารย์ผู้ เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์ทะเลน้ำลึก คัลลัม โรเบิร์ตส จากมหาวิทยาลัยยอร์คบอกว่า "บล็อบฟิช" เป็นปลาที่อาภัพมาก เนื่องจากการจับปลาใต้ทะเลที่เพิ่มขึ้นทำให้มันใกล้จะสูญพันธุ์ลงทุกที

 

ที่มา : FW

***********************************************************

*** เจ้าพ่อสื่อพันล้านชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีชิลีรอบชี้ขาด ***


เซบาสเตียน พิเนรา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของชิลี

เอเอฟพี - เซบาสเตียน พิเนรา มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อ ชนะการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (17) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของชิลี และเป็นการสิ้นสุดการครองอำนาจอย่างยาวนานถึง 20 ปีโดยพรรครัฐบาลฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต

เอดูอาร์โด เฟรย์ คู่แข่งคนสำคัญ ซึ่งเคยเป็นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังการนับคะแนนอย่างเป็นทางการชี้ว่า พิเนราเอาชนะไปได้ด้วยคะแนนร้อยละ 52 ต่อ 48 ขณะที่ประธานาธิบดีบาเชเลตไม่สามารถดำรงตำแหน่งอีกสมัยได้ตามรับธรรมนูญ

ชัยชนะของพิเนรา วัย 60 ปีนี้ ทำให้รัฐบาลผสม 4 พรรคกลางซ้าย ซึ่งปกครองชิลีมาตั้งแต่ปี 1990 หลังเผด็จการนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ต้องพ่ายแพ้ โดยก่อนหน้านี้ เขายังเอาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ปีที่ผ่านมาไปได้อย่างง่ายดาย

มหาเศรษฐี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ 4 แห่งของชิลี และมีหุ้นใหญ่ในสายการบินแอลเอเอ็น รวมถึงผลประโยชน์ธุรกิจอื่นๆ ถูกมองว่าน่าจะสานต่อนโยบายทางสังคม ซึ่งเคยทำให้บาเชเลตมีคะแนนนิยมพุ่งสูงถึงร้อยละ 80 มาแล้ว

ด้านโฆษกของพิเนราแสดงความดีใจกับผลการเลือกตั้งว่า “เรามีความสุข และพอใจมากๆ” โดยกล่าวรับรองว่า รัฐบาลของพิเนราจะทำงานเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และความสุขมากขึ้น

พิเนรา ซึ่งฟอร์บส์แมกกาซีนเคยประเมินทรัพย์ สินของเขาไว้ว่ามีมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ มีผลประโยชน์อยู่ในชิลีมากมาย รวมทั้งภาคยุทธศาสตร์ เช่น สื่อ การบิน รวมถึงสโมสรฟุตบอล โดยอดีตประธานาธิบดีเคยแนะนำอย่างหนักแน่นว่า การถือครองธุรกิจมากมายเช่นนี้อาจจะเพิ่มปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ที่ประชุม กนง.วันนี้ มีมติคงอัตรา ดบ.ไว้ที่ระดับ 1.25% ตามคาด ***

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (บอร์ด กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% ต่อปี ต่อไป เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553

***********************************************************

*** จีนแซงเยอรมนี ชาติส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ***


คนงานที่ท่าเรือน้ำลึกหยางซัน โดยยอดส่งออกของจีนเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าสูงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ - เอเจนซี่

วอชิงตันโพสต์,รอยเตอร์ – จีนผงาดเป็นชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ยอดส่งออกและนำเข้าของจีนเดือนธ.ค.พุ่งสูงเกินคาด นักวิเคราะห์ฟันธง ภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่าในเร็ว ๆ นี้

สำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยตัวเลขเมื่อวันอาทิตย์ (10 ม.ค.2553) ระบุ การส่งออกประจำเดือนธ.ค.ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ17.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

แม้มิใช่จีนชาติเดียว ที่ยอดส่งออกเดือนดังกล่าวพุ่งฉลุย เกาหลีใต้ และไต้หวันต่างก็ปรับขึ้นเช่นกัน ทว่าของจีนดีดไปไกลกว่า จนกระทั่งเบียดเยอรมนีตกอันดับชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกในปีที่แล้วด้วยยอดมูลค่าการส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเล็กน้อยกว่าประมาณการณ์ส่งออก ที่ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ของแดนเบียร์ โดยสมาพันธ์การค้าส่งและการค้าต่างชาติแห่งเยอรมน

 อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเมื่อปีที่แล้ว จีนเบียดขึ้นสู่อันดับหนึ่งได้ก็เนื่องจากยอดส่งออกของจีนตกลงเพียงร้อยละ16 ขณะที่ยอดส่งออกของเยอรมนีดิ่งลึกกว่า

อาร์เทอร์ โครเบอร์ กรรมการผู้จัดการของดราโกโนมิกส์ บริษัทวิจัยเศรษฐกิจในกรุงปักกิ่งระบุว่า ข่าวใหญ่อันดับต่อไปของจีนก็คือจีนก้าวขึ้นเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นชาติผู้นำเข้ารายใหญ่ โดยยอดนำเข้าเดือนธ.ค. เพิ่มร้อยละ 55.9 เป็นมูลค่า 112.3 พันล้าน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และเครื่องจักรกล ที่จำเป็นสำหรับโครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผุดขึ้นมากมายจากแผนกระตุ้นการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลของรัฐบาลจีน

ตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งรวมทั้งการเป็นชาติที่มีตลาดรถยนต์ และตลาดผู้ผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปีก่อน ล้วนสะท้อนถึงการบริโภคและการลงทุน ที่ความคึกคักแข็งแกร่งบนแดนมังกร ซึ่งช่วยปรับสมดุลใหม่แก่เศรษฐกิจโลก

รายงานของบาร์เคลย์ส แคปปิตอลเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า จีนเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญรายหนึ่งต่อการฟื้นตัวของตลาดโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นออสเตรเลียในปี2552 โดยจากข้อมูลส่วนใหญ่เมื่อไม่นาน เช่นการใช้ไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้น ล้วนบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะยังคงนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สินแร่เหล็ก น้ำมัน ตลอดจนถึงข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อัตราเร่งที่แข็งแกร่งของการนำเข้านี้ อาจทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่เศรษฐกิจจีนจะร้อนแรง และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งใช้นโยบายเข้ามาควบคุม ซึ่งเห็นได้จากการขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ0.05 สำหรับตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนของธนาคารกลางจีนเมื่อวันพฤหัสฯ ( 7 ม.ค.2553) ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว

นอกจากนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์ เช่น ไบรอัน แจ็กสัน แห่งรอยัล แบงก์ ออฟ แคนาดา เชื่อว่าภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะยิ่งกดดันให้ปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่า โดยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของจีนมั่นใจขึ้นว่า อุปสงค์ในโลกมิได้อ่อนแออย่างที่พวกตนกลัวกันไป และไตรมาสแรกของปีนี้จะเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง ที่จีนจะไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงคึกคัก รัฐบาลก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ รวมทั้งนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน หลังจากจีนไม่สนใจแรงกดดันจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่ให้ปล่อยเงินหยวนแข็งค่า หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อกลางปี 2551

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ประกาศผลแล้ว"เสกสรรค์-ปรีชา-มัณฑนา" เป็นศิลปินแห่งชาติปี 52 ***

รมว.วัฒนธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศผลการคัดเลือกศิลปินที่ได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติใน 3 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปีพ.ศ.2552 มีรายชื่อดังต่อไปนี้

1. ศ.ปรีชา เถาทอง สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตรกรรม

2. นายองอาจ สาตรพันธุ์ สาขาทัศนศิลป์ ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

3. นางเพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ สาขาทัศนศิลป์ ด้านประณีตศิลป์- แกะสลักเครื่องสด

4. นายวรนันทน์ ชัชวาลทิพากร สาขาทัศนศิลป์ด้านภาพถ่าย

5. นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สาขาวรรณศิลป์ ด้านเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์

6. นายจตุพร รัตนวราหะ สาขาศิลปะการแสดง ด้านนาฏศิลป-โขน

7. นายอุทัย แก้วละเอียด สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทย

8. นางมัณฑนา โมรากุล สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทยสากล-คำร้อง

9. นายประยงค์ ชื่นเย็น สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทยลูกทุ่ง-ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มกราคม 2553

***********************************************************

*** "ฮิลลารี" ระบุ เยเมนเป็นภัยคุกคามโลก-ปิดสถานทูตเป็นวันที่ 3 ***

เอเจนซี/เอเอฟพี - ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯระบุ ความไร้เสถียรภาพในเยเมนเป็นภัยคุก คามในภูมิภาค และแม้กระทั่งภัยคุกคามโลก ขณะที่สหรัฐฯ อังกฤษ ยังปิดทำการสถานทูตในกรุงซานา นครหลวงของเยเมนเป็นวันที่ 3 แล้ววันนี้(5) หลังจากถูกกลุ่มอัลกออิดะห์ขู่ว่าจะก่อเหตุโจมตี ล่าสุดฝรั่งเศสก็สั่งปิดสถานทูตด้วยเหตุผลเดียวกัน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ศุกร์ที่ 1 ม.ค.2553 เริ่มแล้ว FTAอาเซียน-จีน ***


ธงชาติของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หรืออาเซียน โดยเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน
เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันปีใหม่นี้ - แฟ้มภาพเอเอฟพี

เอเอฟพี - เขตเสรีการค้าอาเซียน-จีนผงาดต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ คาดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สะพัดจากการค้าการลงทุนทั่วตลาด อันมหึมาที่สุดในโลก สั่นสะเทือนเขตการค้าเสรีระดับบิ๊ก อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนบางชาติชี้พญามังกรเข้ามาเขมือบธุรกิจบางประเภทแน่

หลังจากวางแผนกันมานาน 8 ปี ในที่สุดเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับจีน ก็มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป หรืออียู และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ทั้งในแง่ของมูลค่า อีกทั้งแซงหน้าตลาดทั้งสองในแง่ผู้บริโภค ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1,700 ล้านคน

บรรดาเจ้าหน้าที่ของอาเซียนพากันหวังว่า การก่อตั้งเขตการค้าเสรีนี้จะช่วยขยายการค้าในทวีปเอเชีย และส่งเสริมการค้าขายภายในภูมิภาค ซึ่งโตถึงร้อยละ 20 ต่อปี

“ในปี2553 นี้ เราได้ส่งสัญญาณ ที่หนักแน่นว่า อาเซียนได้เปิดประตูแล้ว” นายเอช.อี. ซุนดรัม ปุชปานาทาน แห่งอาเซียนกล่าว

นอกจากนั้น ยังระบุว่า จีนเพิ่งแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นชาติคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียน และจะกระโดดข้ามญี่ปุ่นและอียู ขึ้นเป็น “นัมเบอร์วัน” ในอีก2-3ปีข้างหน้าของการเปิดFTA

ตาม ข้อตกลงดังกล่าว จีนและชาติผู้ก่อตั้งอาเซียน 6 ชาติ คือบรูไน, อินโดนีเชีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์,สิงค์โปร์ และไทย จะยกเลิกกำแพงกีดกันการลงทุน ตลอดจนลดการจัดเก็บภาษีศุลกากรลงถึงร้อยละ90 สำหรับสินค้า ส่วนชาติสมาชิกอาเซียน ที่เหลือ เช่น เวียดนาม และกัมพูชา จะเริ่มดำเนินการดังกล่าวในปี 2558

 นายจาง เคิ่นหนิง อธิบดีกรมกิจการเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของจีนระบุว่า อัตราเฉลี่ยการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากอาเซียนของจีนจะลดลงจากร้อยละ9.8 เหลือร้อยละ 0.1 ส่วนอัตราภาษีศุลกากรโดยเฉลี่ย ที่อาเซียนจัดเก็บสำหรับสินค้าจีนจะลดลงจากร้อยละ 12.8 เหลือร้อยละ 0.6

ทั้งนี้ การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโตอย่างมากจาก39,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2543 สูงถึง192,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันการค้าของจีนและอาเซียนกับชาติอื่น ๆ ก็พุ่งถึง 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ13.3 ของการค้าในโลก

ด้านนายTeng Theng Dar หัวหน้าผู้บริหารของสมาพันธ์ธุรกิจแห่งสิงค์โปร์ มองว่า FTAอาเซียน-จีนนับเป็นการเปิดโอกาสยิ่งใหญ่ทางธุรกิจสำหรับการสร้างโซ่อุปทาน (supply chain) สำหรับนวัตกรรมในภาคต่าง ๆ เช่นภาคบริการ, การก่อสร้าง , สิ่งสาธารณูปโภค และการผลิต

เจ้าหน้าที่อาเซียนยังมองด้วยว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะไม่ทำให้จีนได้เปรียบแต่ฝ่ายเดียวในแง่ของ การกอบโกยวัตถุดิบ ที่จีนกำลังกระหายเต็มที่ เช่น ปาล์มน้ำมัน, ไม้ซุง และยางพารา หรือการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน เช่นเหล็กกล้า และสิ่งทอ เนื่องจากตลาดเป้าหมายสำคัญของจีนและอาเซียนก็คือสหรัฐฯ และอียู โดยในขณะเดียวกัน แต่ละฝ่ายก็มีสินค้า ที่จะสนองความต้องการของกันอย่างครบถ้วนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมของสมาชิกอาเซียนบางชาติ เช่นอินโดนีเชีย ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน และฟิลิปปินส์ กลับวิตกว่า จีนจะเข้ามาแย่งตลาดในประเทศ จึงพยายามกดดันให้รัฐบาลของตนคงการจัดเก็บภาษีศุลกากรในภาคธุรกิจ ที่ยังอ่อนแอ ไปจนถึงปี2555

“ภาคเหล่านี้ยังไม่พร้อมแข่งขันกับสินค้า ที่นำเข้าจากจีน ถ้ารัฐบาลเปิดเสรีการค้าตอนนี้ อุตสาหกรรมเหล่านี้ตายแน่ ๆ” ส.ส. อินโดนีเชียคนหนึ่งระบุ

ภาคการผลิตแดนอิเหนา ที่จะเดือดร้อนมี 12 กลุ่ม เช่น กลุ่มสิ่งทอ, ปิโตรเคมี, รองเท้า,อิเล็กทรอนิกส์,เหล็กกล้า, ชิ้นส่วนรถยนต์,อาหารและเครื่องดื่ม, บริการทางวิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์

“ยก ตัวอย่าง กระสอบบรรจุน้ำตาล,ข้าวสาร และปุ๋ยในอินโดนีเชียราคาตกใบละ 1,600 รูเปียห์ (1.70 ดอลลาร์) แต่ของจีนแค่ใบละประมาณ 800 รูเปียห์เท่านั้น” เขากล่าว

ขณะที่ประธานสมาคมผู้ผลิตรองเท้าของอินโดนีเชียระบุว่า เมื่อเปิดเสรี บริษัทจีนจะเข้าครองส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเชียจากร้อยละ40 เป็นร้อยละ 60 ซึ่งจะทำให้คนตกงานถึงราว 40,000 ตำแหน่ง

ด้านประธานสมาคมผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แดนอิเหนาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาปกป้อง ในรูปแบบของการใช้มาตรการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแทน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ศาลฎีกาเปรูยืนโทษจำคุก 25 ปี “ฟูจิโมริ” ข้อหาละเมิดสิทธิมนุษย์ ***


อัลแบร์โต ฟูจิโมริ อดีตประธานาธิบดีของเปรู

เอเอฟพี - ศาลฎีกาของเปรูตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้อดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ รับโทษจำคุก 25 ปี ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาลฎีกาพิจารณาคดีฟูจิโมริใหม่อีกครั้งตามคำร้องขอของทนายความจำเลยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ศาลสูงเพิกถอนโทษจำคุกลูกความของเขา

 อัยการซีซาร์ นากาซากิกล่าวต่อศาลว่า หลักฐานทั้ง 10 ชิ้นไม่มีชิ้นใดที่จะนำมายกเลิกความผิดของเขา ในฐานะผู้บงการสังหารหมู่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อปี 1991 และ 1992 ได้

ด้านทนายความจำเลยยังยื่นขอให้ยกเลิกโทษของฟูจิโมริในคดีลักพาตัวนักข่าว และนักธุรกิจในปี 1992 โดยเขาอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าอดีตประธานาธิบดีผู้นี้เป็นคนสั่งการ

ฟูจิโมริถูกตัดสินว่าผิดจริงในการพิจารณาคดี 4 ครั้ง นับตั้งแต่เขาถูกส่งตัวข้ามแดนจากชิลี กลับเปรู ในเดือนกันยายนปี 2007 และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น เขายังถูกตัดสินโทษจำคุก 6 ปีฐานใช้อำนาจในทางที่ผิด

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขายังถูกตัดสินความผิดฐานจ่ายเงิน พิเศษ 15 ล้านดอลลาร์ให้แก่วลาดิมิโร มอนเตซิโน มือขวาของเขา ซึ่งเป็นเงินผิดกฎหมาย โดยต้องโทษจำคุก 7 ปีครึ่ง และกำลังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์

  และในวันที่ 30 กันยายน เขาก็ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 6 ปี และถูกปรับเป็นเงิน 9 ล้านดอลลาร์ หลังจากเขายอมรับความผิดฐานดักฟังโทรศัพท์ และติดสินบนนักข่าว นักการเมือง และผู้นำทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ชีวิตการเมืองของฟูจิโมริเริ่มเข้าสู่ขาลงในปี 2000 เมื่อวิดีโอ ที่แสดงให้เห็นว่ามอนเตซิโน ซึ่งเป็นห้วหน้าสายลับ ใช้เงินซื้อตัววุฒิสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน หลังจากนั้นไม่นาน ฟูจิโมริก็บินหนีไปยังเอเชีย และส่งแฟกซ์ยื่นใบลาออกจากโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ทว่า รัฐสภาไม่อนุมัติจดหมายลาออกของเขา แต่โหวตให้เขาออกจากตำแหน่ง และห้ามเขาลงการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

ในปี 2005 ฟูจิโมริ ซึ่งพยายามเข้าไปในหัวพันกับการเมืองของเปรู ขณะลี้ภัยอยู่ในญี่ปุ่น ก็เดินทางไปยังชิลีด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่ในระหว่างเดินทางเขาก็ถูกจับ และทางการเปรูได้เรียกร้องให้ส่งตัวเขากลับประเทศ ซึ่งในที่สุดชิลีก็ยินยอมในเดือนกันยายน ปี 2007

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2553

***********************************************************

*** สเปนรับช่วงประธานหมุนเวียนอียูต่อจากสวีเดน ***


นายกรัฐมตรีโฆเซ ลูอิส โรดิเกวซ ซาปาเตโรของสเปน

เอเอฟพี - สเปนเข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนสหภาพยุโรป หรือ อียูต่อจากสวีเดน ในวันนี้ (1) โดยยังเป็นประธานอียูประเทศแรกภายใต้โครงสร้างใหม่ ที่มีประธานเต็มเวลาคนแรก และหัวหน้านโยบายต่างประเทศคนใหม่

นายกรัฐมตรีโฆเซ ลูอิส โรดิเกวซ ซาปาเตโรของสเปนในฐานะประธานหมุนเวียนของอียู ตั้งปณิธานอันดับต้นๆ ไว้ว่าจะใช้สนธิสัญญาลิสบอนอย่างราบรื่น และรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

ส่วนตำแหน่งประธานเต็มเวลาคนแรกคือ แอร์มาน ฟาน รอมเปย ของเบลเยียม ส่วนนางแคเธอรีน แอชตัน ชาวอังกฤษได้รับเลือกเป็นหัวหน้านโยบายต่างประเทศคนใหม่ ตามสนธิสัญญาลิสบอน ที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทาง การตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเป้าหมายของโครงสร้างใหม่นี้ คือการทำให้กลุ่มประเทศยุโรป 27 ประเทศ มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นบนเวทีโลก

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ก.พาณิชย์ เตรียมพร้อมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.53 ***

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมพร้อมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยการยกเลิกภาษีนำเข้าข้าวเหลือร้อยละ 0 หวังเป็นโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายข้าวในภูมิภาค

นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2553 จะมีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA โดยที่ไทยจะต้องยกเลิกภาษีการนำเข้าข้าวให้เหลือร้อยละ 0 พร้อมทั้งยกเลิกโควตาการนำเข้าข้าว ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวขาว ข้าวหักหรือปลายข้าว และข้าวเปลือก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกรอบของ AFTA ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนด้วยการเปิดเสรีทางการค้า ลดภาษี และอุปสรรคข้อกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีภายในภูมิภาค และปรับโครงสร้างด้านภาษีศุลกากรที่เอื้อต่อการค้าเสรี อย่างไรก็ดี ไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดดังกล่าวบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับนั้นมีมากกว่า โดยนอกจากจะสามารถขยายตลาดผู้ซื้อรายใหญ่ในอาเซียนที่เคยมีปัญหา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ได้แล้ว ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะได้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายข้าวของภูมิภาครองรับความต้องการของตลาด แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำมาในประเทศ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปลอมปนเพื่อส่งออกหรือการสวมสิทธิ์ที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทยในสายตาชาวต่างประเทศได้

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

***********************************************************

*** ชมภาพบลูมูนข้ามปี ***

เมื่อ 1 ม.ค. สำนักข่าวเอพีเผยแพร่ภาพบลู มูน หรือพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ในเดือนเดียว ในคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คืนวันที่ 31 ธ.ค. หรือนิวเยียร์ อีฟ ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป อเมริกาใต้ และแอฟริกา ซึ่งปรากฏการณ์ที่จะตรงกับคืนส่งท้ายปีเก่าพอดีนี้จะเกิดทุกๆ 19 ปี ครั้งก่อนเกิดในปีค.ศ.1990 และครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปีค.ศ.2028

สำหรับฝั่งทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ซึ่งการเกิดตรงช่วงเคาต์ดาวน์อย่างนี้จะเห็นได้น้อยครั้ง เช่นกัน

ที่มา : ข่าวสด

***********************************************************

*** เผยสถิติปี 52 ฟ้องร้องกันในศาลยุติธรรม กว่า 1.2 ล้านคดี ***

รอง เลขาศาลยุติธรรม เผยสถิติ ปี 52 มีคดีฟ้องร้องเข้าสู่ศาลกว่า 1.2 ล้านคดี แบ่งเป็นคดีอาญา 5.7 แสนคดี ที่เหลือเป็นคดีแพ่ง,ผู้บริโภค,ล้มละลาย พิพากษาไปได้กว่าล้านคดี ชี้กระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นช่องทางสำคุญลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาล

วันนี้ (1 ม.ค.) ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ 2552 ของศาลยุติธรรม ด้านคดีความว่า ในศาลชั้นต้นมีคดีเข้าสู่การพิจาร ณาทั้งสิ้น 1,262,873 คดี เป็นคดีแพ่งจำนวน 300,810 คดี เป็นคดีอาญา 575,294 คดี คดีผู้บริโภค 356,230 คดี คดีล้มละลาย 30,539 คดี พิพากษาเสร็จสิ้นไป 1,067,907 คดี แบ่งเป็นคดีแพ่ง 242,050 คดี คดีอาญาจำนวน 508,497 คดี คดีผู้บริโภค 298,165 คดี คดีล้มละลาย 19,195 คดี คิดเป็นร้อยละ 84.56 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา

นายสราวุธกล่าวว่า หากจะดูข้อหา 4 อันดับแรกที่มีการฟ้องร้องในคดีแพ่ง จะพบว่า อันดับ 1 เรื่องขอจัดการมรดกจำนวน 62,416 คดี อันดับ 2 เรื่องละเมิด 21,183 คดี อันดับ 3 เรื่องยืม 19,674 คดี อันดับ 4 เรื่องซื้อขาย 8,000 คดี ส่วนคดีผู้บริโภค ที่มีการฟ้องร้องกันมาก 4 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สินเชื่อบุคคล/กู้ยืม/ค้ำประกัน จำนวน 146,465 คดี อันดับ 2 บัตรเครดิต 92,680 คดี อันดับ 3 กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 52,924 คดี อันดับ 4 เช่าซื้อรถยนต์ 33,884 คดี และความผิดคดีอาญา อันดับ 1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 135,793 คดี อันดับ 2 พ.ร.บ.การจราจรทางบก 110,730 คดี อันดับ 3 พ.ร.บ.การพนัน 70,774 คดี และอันดับ 4 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 38,482 คดี

 นายสราวุธกล่าวว่า สำหรับคดีในส่วนของศาลชำนัญพิเศษ มีปริมาณคดีเข้าสู้การพิจาร ณาของศาลภาษีอากร ทั้งสิ้น 478 คดี พิพากษาเสร็จสิ้น 308 คดี คิดเป็นร้อยละ 64.44 ซึ่งคดีที่ฟ้องร้องกันมากที่สุด ประกอบด้วย 1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม 128 คดี 2.พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 59 คดี 3.พ.ร.บ.ศุลกากร 53 คดี และ 4.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 41 คดี ส่วนคดีแรงงานที่เข้าสู่การพิจาร ณาของศาลแรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 26,103 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 17,336 คดี คิดเป็นร้อยละ 66.41 อันดับ 1 เรื่องขอให้จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลา 7,243 คดี อันดับ 2 เรื่องขอให้คิดค่าชดเชย 6,704 คดี อันดับ 3 ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกล่วงหน้า 6,011 คดี และ อันดับ 4 ขอให้รับกลับเข้าทำงานและหรือให้จ่ายค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,993 คดี

 “ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มีคดีที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น 8,464 คดี แบ่งออกเป็นคดีแพ่งจำนวน 1,283 คดี เป็นคดีอาญา 7,361 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 7,507 คดี เป็นคดีแพ่ง 664 คดี คดีอาญา 6,843 คดี คิดเป็นร้อยละ 86.83 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา หากดูข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณา 4 อันดับแรกพบว่า คดีแพ่ง อันดับ 1 เรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ 169 คดี อันดับ 2 รับขนทางทะเล 113 คดี อันดับ 3 สัญญาทรัสต์รีซีท สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต 61 คดี อันดับ 4 เพิกถอนคำวินิจฉัยคระกรรมการเครื่องหมายการค้า 40 คดี ส่วนคดีอาญา อันดับ 1 ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า 2,433 คดี อันดับ 2 จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายงานละเมิดลิขสิทธิ์ อันดับ 3 นำเข้าจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้า 1,913 คดี และอันดับ 4 พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ 657 คดี”

นายสราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของศาลเยาวชนและครอบครัว มีคดีเข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น 53,235 คดี เป็นคดีแพ่งจำนวน 16,414 คดี คดีอาญา 36,851 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 45,729 คดี เป็นคดีแพ่ง 13,621 คดี คดีอาญา 32,105 คดี 4 อันดับแรกที่มีการฟ้องกันมากที่สุดในคดีแพ่ง อันดับ 1 ฟ้องหย่า 5,408 คดี อันดับ 2 ร้องขอต่อศาลให้มีการสั่งให้ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร 2,456 คดี อันดับ 3 ขอให้สั่งเรื่องอำนาจปกครองบุตร 1,213 คดี อันดับ 4 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่กับบิดาหรือมารดา 934 คดี ส่วนคดีอาญา อันดับ 1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 9,487 คดี อันดับ 2 ความผิดฐานลักทรัพย์ 5,566 คดี อันดับ 3 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ 3,838 คดี อันดับ 4 พ.ร.บ.จราจรทางบก 2,960 คดี

นายสราวุธกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีคดีที่เข้าสู่การ พิจารณาของศาลล้มละลาย ทั้งสิ้น 30,986 คดี เป็นคดีล้มละลายจำนวน 30,583 คดี คดีฟื้นฟูกิจการ 54 คดี คดีสาขา 371 คดี และคดีอาญา 23 คดี พิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว 19,449 คดี ประกอบด้วยคดีล้มละลาย 19,195 คดี คดีฟื้นฟูกิจการ 37 คดี คดีสาขา 207 คดี และคดีอาญา 10 คดี คิดเป็นร้อยละ 62.77 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา คดีฟื้นฟูกิจการ ที่มีการฟ้องกันมากที่สุด อันดับ 1 คำสั่งฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำ แทน หรือผู้ทำแผนชั่วคราว 19 คดี อันดับ 2 คำสั่งยกคำร้องขอ 16 คดี อันดับ 3 คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ 15 คดี อันดับ 4 คำสั่งเห็นชอบด้วยแผน 11 คดี ส่วนคดีแพ่ง อันดับ 1 คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 15,430 คดี อันดับ 2 คำสั่งปิดคดี 3,010 คดี อันดับ 3 คำพิพากษาให้ล้มละลาย 3,001 คดี และอันดับ 4 คำสั่งปลดล้มละลาย 498 คดี

“คดีความเข้าสู่การพิจารณาของศาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เครื่องมือสำคัญในการลดปริมาณคดีคือการไกล่เกลี่ยประนอมความ ซึ่งจัดขึ้นทุกศาลทั่วประเทศ และสามารถลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลได้เป็นจำนวนมาก” รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าว

ที่มา : ทีมข่าวอาชญากรรม 1 มกราคม 2553

***********************************************************

 

++ เหตุการณ์ปัจจุบันช่วงปี 2552++  

++ เหตุการณ์ปัจจุบันช่วงปี 2551++