ยกเลิกน้ำฟรีต่ออายุ'ไฟฟ้า-รถเมล์-รถไฟ'3ด.

คมชัดลึก :รัฐยอมแบกกว่า 4.5 พันล้าน ยืดมาตรการลดค่าครองชีพ ให้ใช้ไฟ-รถเมล์-รถไฟฟรีอีก 3 เดือน ส่วนน้ำให้ยกเลิก ชี้ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน พร้อมไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ มองธุรกิจฟื้นตัวมีกำไรเพิ่มขึ้น

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุ 3 มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนที่จะหมดอายุในวันที่ 31 มีนาคม ออกไปอีก 3 เดือน

หรือสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ได้แก่ 1.มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย 2.มาตรการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางรถโดยสารประจำทาง โดยรัฐบาลรับภาระในการจัดหารถโดยสารประจำทาง จำนวน 800 คันต่อวันใน 73 เส้นทาง และ 3.มาตรการลดค่าใช้จ่ายค่าเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายการจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคมจำนวน 164 ขบวนต่อวันและรถไฟชั้น 3 ระยะไกลในขบวนเชิงพาณิชย์ 8 ขบวนต่อวัน

ส่วนมาตรการลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำให้แก่ครัวเรือนนั้น ครม.เห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการนี้

เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อประชาชนและประชาชนสามารถรับภาระดังกล่าวได้ โดยปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งยังมีการรายงานว่า ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในเดือนมกราคม ของประชาชนผู้ใช้น้ำระหว่าง 0-20 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนอยู่ที่ 75-258 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน หรือ 15-52 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การต่ออายุมาตรการ 3 มาตรการอีก 3 เดือน ทำให้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 4,538 ล้านบาท

แบ่งเป็นค่าใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน 3,648 ล้านบาท ค่าเดินทางโดยรถโดยสาร 611 ล้านบาท และค่าเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 วงเงิน 279 ล้านบาท โดยเฉพาะการที่รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน จะทำให้มีครัวเรือนได้ประโยชน์ถึง 8 ล้านครัวเรือน ส่วนการยกเลิกมาตรการลดภาระค่าน้ำนั้น กระทรวงการคลังเห็นว่า สมควรยกเลิกมาตรการนี้ เนื่องจากมีประชาชนที่ไม่ยากจนได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ แม้จะยกเลิกมาตรการ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อภาระประชาชนมากนัก เพราะค่าภาระค่าใช้จ่ายน้ำอยู่ที่ 15-52 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น
"มาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนเป็นมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้ชั่วคราว เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการอื่นที่ลดภาระค่าครองชีพและเสริมรายได้ให้ประชาชนที่ถาวรมาใช้ เช่น นโยบายเรียนฟรี โครงการประกันรายได้เกษตรกร การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการจ่ายเบี้ย อสม.ซึ่งเป็นมาตรการที่เพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน การใช้มาตรการชั่วคราวก็มีความจำเป็นที่ลดลง" นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ครม.มีมติให้ยุติมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม ทั้งการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.11%

สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และการลดค่าธรรมเนียมการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์และค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% และ 1% เหลือ 0.01% ของราคาประเมินสำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากประชาชนต้องการได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องทำธุรกรรมซื้อขายบ้านก่อนวันที่ 28 มีนาคม

นอกจากนี้ ครม.มีมติไม่ขยายมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับประชาชนที่ซื้อบ้านใหม่หลังแรกเพื่อที่อยู่อาศัย เท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2552

นายกรณ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทั้งการจ้างงาน และการใช้วัสดุก่อสร้าง ผลจากมาตรการทำให้มีการโอนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่อาศัยมีการโอนที่อยู่อาศัย 10% ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ก่อนหักดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก โดย ครม.มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มีนาคม อีกต่อไป

ทั้งนี้ การที่ ครม.มีมติล่วงหน้าเพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่ประชาชนที่จะได้เร่งโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ยังเหลือเวลาอีก 1 เดือน

และยืนยันว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ และ ครม.มีมติไม่ขยายกรอบเวลามาตรการที่จะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ลดหน่วยให้แก่การซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ในอัตราไม่เกิน 3 แสนบาทนั้น ก็หมดอายุตั้งแต่สิ้นปีที่แล้ว

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานให้ ครม.ทราบว่า ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผ่านมา สามารถลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการได้โดยตรง

ขณะที่การลดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ จากข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างในปี 2551 และปี 2552 พบว่ามีกำไรสุทธิเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด โดยไตรมาส 3 ปี 2552 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2551 ถึง 16.23% สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด 8 ประเภทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเพิ่มขึ้น 46.07% จากปีก่อนหน้า หากพิจารณาผลประกอบการของผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบว่ามีผลประกอบการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยหรือห้องชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ชั่วคราวเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา ช่วยระบายปริมาณอสังหาริมทรัพย์คงค้างในระบบได้ในระดับหนึ่งแล้ว

อีกทั้งสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจก็ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเพียงพอกับมาตรการกระตุ้นชั่วคราวแล้ว “กระทรวงการคลังมีความเห็นว่า มาตรการภาษีที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปและถาวรมีความเพียงพออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลามาตรการชั่วคราว” นายวัชระกล่าว

ที่มา : คมชัดลึก 

***********************************************************


*** คุณรู้จักประเทศเฮติไหม ?? ***
ในประเทศเฮติ คุณรู้ไหมว่า ชาร์ลีน ดูมัส สาวน้อยผู้ยากจนที่อาศัยอยู่ในสลัมกรุงปอร์โตแปรงซ์ กินอะไรเป็นมื้อกลางวัน
..
ถ้าได้ฟังคำตอบแล้วคุณอาจจะอึ้งด้วยความสลดใจ เพราะเธอต้อง กินดิน เป็นอาหารประทังชีวิต...


ราคาอาหารที่พุ่งขึ้นพรวดพราดทำให้คนยากจนในเฮติไม่สามารถแม้แต่จะหาข้าวเพียงแค่จานเดียวมาลูบท้องได้ บางคนเลยต้องดิ้นรนหาทางออกที่สิ้นหวังเพื่อเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า


ชาร์ลีน สาวน้อยวัย
16 ซึ่งมีลูกชายอายุหนึ่งเดือนแล้วคนหนึ่ง ต้องหันมาพึ่งพิงวิธีประทังความหิวแบบโบร่ำโบราณของเฮติ นั่นคือ การกินคุ้กกี้ที่ทำด้วยดินเหลืองจากที่ราบสูงทางตอนกลางของประเทศ

ดินชนิดนี้ถูกใช้เป็นยาลดกรดในกระเพาะ รวมถึงเป็นแหล่งแคลเซี่ยมของผู้หญิงท้อง และเด็กๆชาวเฮติมานมนานแล้ว แต่ในสถานที่หลายๆแห่ง อาทิ ในสลัมไซต์ โซลีลที่ชาร์ลีน และลูกน้อยอาศัยอยู่ในบ้านขนาด
2 ห้องร่วมกับพี่น้อง 5 คน และพ่อแม่ที่ตกงานอีก  2 คนแล้ว คุ้กกี้ที่ทำจากดิน เกลือ และผัก นี้ได้กลายมาเป็นอาหารประจำวันไปแล้ว


ชาร์ลีนบอกว่าเวลาที่แม่ของเธอไม่ได้ทำกับข้าว เธอต้องกินคุ้กกี้ดินเป็นอาหารวันละ
3 มื้อเลยทีเดียว ส่วนลูกน้อยของเธอที่ชื่อว่า '' วู้ดสัน '' นั้นนอนนิ่งอยู่บนตักของชาร์ลีน ดูผอมลงเล็กน้อยกว่าเมื่อช่วงแรกเกิดที่มีน้ำหนัก 2.8 กิโลกรัมเสียอีก

ถึงแม้ว่าเธอจะชอบรสชาติที่เหมือนเนยแล้วก็ออกเค็มของคุ้กกี้ชนิดนี้ แต่ชาร์ลีนบอกว่า
คุ้กกี้ดินทำให้เธอปวดท้อง แถมเวลาที่เธอให้นม '' วูดสัน '' ก็ดูเหมือนว่าบางครั้งลูกน้อยก็จะมีอาการจุกเสียดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ราคาอาหารในประเทศหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียนบางแห่งนั้นพุ่งขึ้นมากถึง
40% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะน้ำท่วม ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากฤดูเฮอร์ริเคนเมื่อปีที่แล้ว จนทำให้องค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในเฮติ และอีกหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน


ทางด้านบรรดาผู้นำประเทศแถบแคริบเบียนเองก็ได้จัดการประชุมฉุกเฉินขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเพื่อหารือกันเรื่องลดภาษีอาหาร และสร้างฟาร์มประจำภูมิภาคขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดการพึ่งพิงสินค้านำเข้า


ที่ตลาดในสลัมลา ซาลิเนส ข้าว
 2 ถ้วยวางขายกันอยู่ที่ 60 เซนต์สหรัฐ มีราคาเพิ่มขึ้นจากเมื่อเดือนธันวาคม 10 เซนต์ และเพิ่มขึ้นจากช่วงหนึ่งปีที่แล้วถึง 50% เลยทีเดียว ส่วนราคาถั่ว นมข้นหวาน และผลไม้ก็ขึ้นในอัตราเท่าๆกัน แม้แต่ราคาของดินที่กินได้ยังขยับขึ้นเกือบ 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน ราคาดินที่นำมาทำคุ้กกี้
100 ชิ้นนั้นสูงถึง 5 ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยชิ้นละประมาณ 5 เซนต์ก็ยังนับว่าถูกอยู่ดีเมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่น พ่อค้าจะขับรถบรรทุกขนดินจากเมืองฮินเช ทางภาคกลาง มายังตลาดแล้วพวกผู้หญิงก็จะซื้อดินไปทำคุ้กกี้ โดยจะแบกถังบรรจุดิน และน้ำขึ้นบันไดไปยังหลังคาตึกที่เคยเป็นคุกเก่ามาก่อน แล้วไปคุกเคล้าส่วนผสม หยอดดินเป็นชิ้นคุ้กกี้ แล้วตากแดดที่ร้อนระอุจนแห้งสนิ



คุ้กกี้ที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วจะถูกจัดใส่ถังแล้วแบกกลับไปวางขายที่ตลาด หรือไม่ก็วางขายกันตามถนน
นักข่าวที่ลองกินคุ้กกี้ดูพบว่าเนื้อเหนียวละมุน แต่จะดูดเอาความชื้นทั้งหมดภายในปากออกมาทันทีที่ลิ้นแตะชิ้นคุ้กกี้ แถมรสชาติอันไม่พึงประสงค์ของดินจะยังอบอวลอยู่ในปากต่อไปเป็นเวลานานหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องของผลกระทบจากการกินคุ้กกี้ดินนั้น ผลการประเมินออกมาหลากหลายมาก เจอรัลด์ เอ็น คัลลาฮาน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันจากมหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโดในสหรัฐซึ่งศึกษาเรื่องการกินดินเป็นอาหารกล่าวว่า ดินอาจมีปรสิตหรือสารพิษที่ทำให้ถึงตายได้ แต่ก็อาจทำให้ภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดของทารกในครรภ์แข็งแรงขึ้นได้เช่นกัน ขณะที่แพทย์ชาวเฮติเองกล่าวว่าการกินคุ้กกี้ดินเป็นอาหารอาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารได้



แต่ชาวเฮติก็โต้ว่า
'' ฉันหวังว่าซักวันหนึ่งจะมีอาหารพอกิน จะได้หยุดกินดินพวกนี้เสียที ฉันรู้หรอกน่าว่ามันไม่ดีต่อตัวเอง ''
พูดง่ายๆก็คือไม่มีใครอยากกินดินกันหรอก แต่พวกเขามีทางเลือกอื่นนอกจากนี้หรือ


อย่าลืมทานข้าวให้หมดจานนะคะ


 

ที่มา : FW

***********************************************************

*** ประเทศที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ ***

ประเทศที่ใช้ยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ

  • ประเทศออสเตรีย
  • ประเทศเบลเยียม
  • ประเทศฟินแลนด์
  • ประเทศฝรั่งเศส (ยกเว้นอาณานิคมในมหาสมุทรแปซิฟิก)
  • ประเทศเยอรมนี
  • ประเทศไอร์แลนด์
  • ประเทศอิตาลี
  • ประเทศลักเซมเบิร์ก
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์
  • ประเทศโปรตุเกส
  • ประเทศสเปน
  • ประเทศกรีซ (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2544)
  • ประเทศสโลวีเนีย (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550)
  • ประเทศไซปรัส (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)
  • ประเทศมอลตา (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)
  • ประเทศสโลวาเกีย (เริ่มวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552)

ประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ใช้สกุลเงินยูโร

  • ประเทศโมนาโก
  • ประเทศซานมารีโน
  • นครรัฐวาติกัน
  • ประเทศอันดอร์รา
  • ประเทศมอนเตเนโกร
  • โคโซโว  

 

ที่มา : วิกิพีเดีย

***********************************************************

*** "บล็อบฟิช" ปลาประหลาด หน้าตาเหมือนคนเศร้า ใกล้สูญพันธุ์ ***

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า "บล็อบฟิช" ปลาที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนคนเศร้านี้ กำลังเศร้าอยู่จริงๆเนื่องจากมันกำลังจะสูญพันธุ์เพราะการจับปลามากเกินไป ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ปลา "บล็อบฟิช" นี้มักจะอาศัยอยู่พื้นทะเลที่ความลึกกว่า 800 เมตร ทำให้โดยปกติแล้วมันจะไม่เป็นที่พบเห็นของมนุษย์ โดยปลาชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 ฟุต

แต่เนื่องจากการประมงโดยการจับสัตว์น้ำลึกใต้ทะเลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ ทำให้ปลาหน้าเศร้ามักจะถูกจับไปพร้อมกับปลาอื่นๆ

ศาสตราจารย์ผู้ เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์ทะเลน้ำลึก คัลลัม โรเบิร์ตส จากมหาวิทยาลัยยอร์คบอกว่า "บล็อบฟิช" เป็นปลาที่อาภัพมาก เนื่องจากการจับปลาใต้ทะเลที่เพิ่มขึ้นทำให้มันใกล้จะสูญพันธุ์ลงทุกที

 

ที่มา : FW

***********************************************************

*** เจ้าพ่อสื่อพันล้านชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีชิลีรอบชี้ขาด ***


เซบาสเตียน พิเนรา ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของชิลี

เอเอฟพี - เซบาสเตียน พิเนรา มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อ ชนะการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (17) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของชิลี และเป็นการสิ้นสุดการครองอำนาจอย่างยาวนานถึง 20 ปีโดยพรรครัฐบาลฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต

เอดูอาร์โด เฟรย์ คู่แข่งคนสำคัญ ซึ่งเคยเป็นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว ยอมรับความพ่ายแพ้ หลังการนับคะแนนอย่างเป็นทางการชี้ว่า พิเนราเอาชนะไปได้ด้วยคะแนนร้อยละ 52 ต่อ 48 ขณะที่ประธานาธิบดีบาเชเลตไม่สามารถดำรงตำแหน่งอีกสมัยได้ตามรับธรรมนูญ

ชัยชนะของพิเนรา วัย 60 ปีนี้ ทำให้รัฐบาลผสม 4 พรรคกลางซ้าย ซึ่งปกครองชิลีมาตั้งแต่ปี 1990 หลังเผด็จการนายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ต้องพ่ายแพ้ โดยก่อนหน้านี้ เขายังเอาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ปีที่ผ่านมาไปได้อย่างง่ายดาย

มหาเศรษฐี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ 4 แห่งของชิลี และมีหุ้นใหญ่ในสายการบินแอลเอเอ็น รวมถึงผลประโยชน์ธุรกิจอื่นๆ ถูกมองว่าน่าจะสานต่อนโยบายทางสังคม ซึ่งเคยทำให้บาเชเลตมีคะแนนนิยมพุ่งสูงถึงร้อยละ 80 มาแล้ว

ด้านโฆษกของพิเนราแสดงความดีใจกับผลการเลือกตั้งว่า “เรามีความสุข และพอใจมากๆ” โดยกล่าวรับรองว่า รัฐบาลของพิเนราจะทำงานเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และความสุขมากขึ้น

พิเนรา ซึ่งฟอร์บส์แมกกาซีนเคยประเมินทรัพย์ สินของเขาไว้ว่ามีมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ มีผลประโยชน์อยู่ในชิลีมากมาย รวมทั้งภาคยุทธศาสตร์ เช่น สื่อ การบิน รวมถึงสโมสรฟุตบอล โดยอดีตประธานาธิบดีเคยแนะนำอย่างหนักแน่นว่า การถือครองธุรกิจมากมายเช่นนี้อาจจะเพิ่มปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ที่ประชุม กนง.วันนี้ มีมติคงอัตรา ดบ.ไว้ที่ระดับ 1.25% ตามคาด ***

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (บอร์ด กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.25% ต่อปี ต่อไป เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553

***********************************************************

*** จีนแซงเยอรมนี ชาติส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ***


คนงานที่ท่าเรือน้ำลึกหยางซัน โดยยอดส่งออกของจีนเมื่อปีที่แล้วมีมูลค่าสูงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ - เอเจนซี่

วอชิงตันโพสต์,รอยเตอร์ – จีนผงาดเป็นชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ยอดส่งออกและนำเข้าของจีนเดือนธ.ค.พุ่งสูงเกินคาด นักวิเคราะห์ฟันธง ภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่าในเร็ว ๆ นี้

สำนักงานศุลกากรของจีนเปิดเผยตัวเลขเมื่อวันอาทิตย์ (10 ม.ค.2553) ระบุ การส่งออกประจำเดือนธ.ค.ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ17.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน

แม้มิใช่จีนชาติเดียว ที่ยอดส่งออกเดือนดังกล่าวพุ่งฉลุย เกาหลีใต้ และไต้หวันต่างก็ปรับขึ้นเช่นกัน ทว่าของจีนดีดไปไกลกว่า จนกระทั่งเบียดเยอรมนีตกอันดับชาติผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกในปีที่แล้วด้วยยอดมูลค่าการส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงเล็กน้อยกว่าประมาณการณ์ส่งออก ที่ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ของแดนเบียร์ โดยสมาพันธ์การค้าส่งและการค้าต่างชาติแห่งเยอรมน

 อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยเมื่อปีที่แล้ว จีนเบียดขึ้นสู่อันดับหนึ่งได้ก็เนื่องจากยอดส่งออกของจีนตกลงเพียงร้อยละ16 ขณะที่ยอดส่งออกของเยอรมนีดิ่งลึกกว่า

อาร์เทอร์ โครเบอร์ กรรมการผู้จัดการของดราโกโนมิกส์ บริษัทวิจัยเศรษฐกิจในกรุงปักกิ่งระบุว่า ข่าวใหญ่อันดับต่อไปของจีนก็คือจีนก้าวขึ้นเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกแทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ขณะเดียวกัน จีนยังคงเป็นชาติผู้นำเข้ารายใหญ่ โดยยอดนำเข้าเดือนธ.ค. เพิ่มร้อยละ 55.9 เป็นมูลค่า 112.3 พันล้าน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และเครื่องจักรกล ที่จำเป็นสำหรับโครงการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผุดขึ้นมากมายจากแผนกระตุ้นการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลของรัฐบาลจีน

ตัวเลขเหล่านี้ ซึ่งรวมทั้งการเป็นชาติที่มีตลาดรถยนต์ และตลาดผู้ผลิตเหล็กกล้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อปีก่อน ล้วนสะท้อนถึงการบริโภคและการลงทุน ที่ความคึกคักแข็งแกร่งบนแดนมังกร ซึ่งช่วยปรับสมดุลใหม่แก่เศรษฐกิจโลก

รายงานของบาร์เคลย์ส แคปปิตอลเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า จีนเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญรายหนึ่งต่อการฟื้นตัวของตลาดโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นออสเตรเลียในปี2552 โดยจากข้อมูลส่วนใหญ่เมื่อไม่นาน เช่นการใช้ไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้น ล้วนบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะยังคงนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สินแร่เหล็ก น้ำมัน ตลอดจนถึงข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่า อัตราเร่งที่แข็งแกร่งของการนำเข้านี้ อาจทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่เศรษฐกิจจีนจะร้อนแรง และยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งใช้นโยบายเข้ามาควบคุม ซึ่งเห็นได้จากการขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ0.05 สำหรับตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนของธนาคารกลางจีนเมื่อวันพฤหัสฯ ( 7 ม.ค.2553) ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว

นอกจากนั้น บรรดานักเศรษฐศาสตร์ เช่น ไบรอัน แจ็กสัน แห่งรอยัล แบงก์ ออฟ แคนาดา เชื่อว่าภาคการส่งออกที่แข็งแกร่งจะยิ่งกดดันให้ปักกิ่งปล่อยเงินหยวนแข็งค่า โดยตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ของจีนมั่นใจขึ้นว่า อุปสงค์ในโลกมิได้อ่อนแออย่างที่พวกตนกลัวกันไป และไตรมาสแรกของปีนี้จะเป็นช่วงสำคัญอย่างยิ่ง ที่จีนจะไตร่ตรองสิ่งที่เกิดขึ้น โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงคึกคัก รัฐบาลก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ รวมทั้งนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน หลังจากจีนไม่สนใจแรงกดดันจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ที่ให้ปล่อยเงินหยวนแข็งค่า หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อกลางปี 2551

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ประกาศผลแล้ว"เสกสรรค์-ปรีชา-มัณฑนา" เป็นศิลปินแห่งชาติปี 52 ***

รมว.วัฒนธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศผลการคัดเลือกศิลปินที่ได้รับเลือกเป็นศิลปินแห่งชาติใน 3 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปีพ.ศ.2552 มีรายชื่อดังต่อไปนี้

1. ศ.ปรีชา เถาทอง สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตรกรรม

2. นายองอาจ สาตรพันธุ์ สาขาทัศนศิลป์ ด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

3. นางเพ็ญพรรณ สิทธิไตรย์ สาขาทัศนศิลป์ ด้านประณีตศิลป์- แกะสลักเครื่องสด

4. นายวรนันทน์ ชัชวาลทิพากร สาขาทัศนศิลป์ด้านภาพถ่าย

5. นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สาขาวรรณศิลป์ ด้านเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์

6. นายจตุพร รัตนวราหะ สาขาศิลปะการแสดง ด้านนาฏศิลป-โขน

7. นายอุทัย แก้วละเอียด สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทย

8. นางมัณฑนา โมรากุล สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทยสากล-คำร้อง

9. นายประยงค์ ชื่นเย็น สาขาศิลปะการแสดง ด้านดนตรีไทยลูกทุ่ง-ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มกราคม 2553

***********************************************************

*** "ฮิลลารี" ระบุ เยเมนเป็นภัยคุกคามโลก-ปิดสถานทูตเป็นวันที่ 3 ***

เอเจนซี/เอเอฟพี - ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯระบุ ความไร้เสถียรภาพในเยเมนเป็นภัยคุก คามในภูมิภาค และแม้กระทั่งภัยคุกคามโลก ขณะที่สหรัฐฯ อังกฤษ ยังปิดทำการสถานทูตในกรุงซานา นครหลวงของเยเมนเป็นวันที่ 3 แล้ววันนี้(5) หลังจากถูกกลุ่มอัลกออิดะห์ขู่ว่าจะก่อเหตุโจมตี ล่าสุดฝรั่งเศสก็สั่งปิดสถานทูตด้วยเหตุผลเดียวกัน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ศุกร์ที่ 1 ม.ค.2553 เริ่มแล้ว FTAอาเซียน-จีน ***


ธงชาติของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หรืออาเซียน โดยเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน
เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันปีใหม่นี้ - แฟ้มภาพเอเอฟพี

เอเอฟพี - เขตเสรีการค้าอาเซียน-จีนผงาดต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ คาดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สะพัดจากการค้าการลงทุนทั่วตลาด อันมหึมาที่สุดในโลก สั่นสะเทือนเขตการค้าเสรีระดับบิ๊ก อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาเซียนบางชาติชี้พญามังกรเข้ามาเขมือบธุรกิจบางประเภทแน่

หลังจากวางแผนกันมานาน 8 ปี ในที่สุดเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับจีน ก็มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป หรืออียู และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ทั้งในแง่ของมูลค่า อีกทั้งแซงหน้าตลาดทั้งสองในแง่ผู้บริโภค ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1,700 ล้านคน

บรรดาเจ้าหน้าที่ของอาเซียนพากันหวังว่า การก่อตั้งเขตการค้าเสรีนี้จะช่วยขยายการค้าในทวีปเอเชีย และส่งเสริมการค้าขายภายในภูมิภาค ซึ่งโตถึงร้อยละ 20 ต่อปี

“ในปี2553 นี้ เราได้ส่งสัญญาณ ที่หนักแน่นว่า อาเซียนได้เปิดประตูแล้ว” นายเอช.อี. ซุนดรัม ปุชปานาทาน แห่งอาเซียนกล่าว

นอกจากนั้น ยังระบุว่า จีนเพิ่งแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นชาติคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียน และจะกระโดดข้ามญี่ปุ่นและอียู ขึ้นเป็น “นัมเบอร์วัน” ในอีก2-3ปีข้างหน้าของการเปิดFTA

ตาม ข้อตกลงดังกล่าว จีนและชาติผู้ก่อตั้งอาเซียน 6 ชาติ คือบรูไน, อินโดนีเชีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์,สิงค์โปร์ และไทย จะยกเลิกกำแพงกีดกันการลงทุน ตลอดจนลดการจัดเก็บภาษีศุลกากรลงถึงร้อยละ90 สำหรับสินค้า ส่วนชาติสมาชิกอาเซียน ที่เหลือ เช่น เวียดนาม และกัมพูชา จะเริ่มดำเนินการดังกล่าวในปี 2558

 นายจาง เคิ่นหนิง อธิบดีกรมกิจการเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของจีนระบุว่า อัตราเฉลี่ยการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากอาเซียนของจีนจะลดลงจากร้อยละ9.8 เหลือร้อยละ 0.1 ส่วนอัตราภาษีศุลกากรโดยเฉลี่ย ที่อาเซียนจัดเก็บสำหรับสินค้าจีนจะลดลงจากร้อยละ 12.8 เหลือร้อยละ 0.6

ทั้งนี้ การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโตอย่างมากจาก39,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2543 สูงถึง192,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันการค้าของจีนและอาเซียนกับชาติอื่น ๆ ก็พุ่งถึง 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวร้อยละ13.3 ของการค้าในโลก

ด้านนายTeng Theng Dar หัวหน้าผู้บริหารของสมาพันธ์ธุรกิจแห่งสิงค์โปร์ มองว่า FTAอาเซียน-จีนนับเป็นการเปิดโอกาสยิ่งใหญ่ทางธุรกิจสำหรับการสร้างโซ่อุปทาน (supply chain) สำหรับนวัตกรรมในภาคต่าง ๆ เช่นภาคบริการ, การก่อสร้าง , สิ่งสาธารณูปโภค และการผลิต

เจ้าหน้าที่อาเซียนยังมองด้วยว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะไม่ทำให้จีนได้เปรียบแต่ฝ่ายเดียวในแง่ของ การกอบโกยวัตถุดิบ ที่จีนกำลังกระหายเต็มที่ เช่น ปาล์มน้ำมัน, ไม้ซุง และยางพารา หรือการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน เช่นเหล็กกล้า และสิ่งทอ เนื่องจากตลาดเป้าหมายสำคัญของจีนและอาเซียนก็คือสหรัฐฯ และอียู โดยในขณะเดียวกัน แต่ละฝ่ายก็มีสินค้า ที่จะสนองความต้องการของกันอย่างครบถ้วนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมของสมาชิกอาเซียนบางชาติ เช่นอินโดนีเชีย ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน และฟิลิปปินส์ กลับวิตกว่า จีนจะเข้ามาแย่งตลาดในประเทศ จึงพยายามกดดันให้รัฐบาลของตนคงการจัดเก็บภาษีศุลกากรในภาคธุรกิจ ที่ยังอ่อนแอ ไปจนถึงปี2555

“ภาคเหล่านี้ยังไม่พร้อมแข่งขันกับสินค้า ที่นำเข้าจากจีน ถ้ารัฐบาลเปิดเสรีการค้าตอนนี้ อุตสาหกรรมเหล่านี้ตายแน่ ๆ” ส.ส. อินโดนีเชียคนหนึ่งระบุ

ภาคการผลิตแดนอิเหนา ที่จะเดือดร้อนมี 12 กลุ่ม เช่น กลุ่มสิ่งทอ, ปิโตรเคมี, รองเท้า,อิเล็กทรอนิกส์,เหล็กกล้า, ชิ้นส่วนรถยนต์,อาหารและเครื่องดื่ม, บริการทางวิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์

“ยก ตัวอย่าง กระสอบบรรจุน้ำตาล,ข้าวสาร และปุ๋ยในอินโดนีเชียราคาตกใบละ 1,600 รูเปียห์ (1.70 ดอลลาร์) แต่ของจีนแค่ใบละประมาณ 800 รูเปียห์เท่านั้น” เขากล่าว

ขณะที่ประธานสมาคมผู้ผลิตรองเท้าของอินโดนีเชียระบุว่า เมื่อเปิดเสรี บริษัทจีนจะเข้าครองส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเชียจากร้อยละ40 เป็นร้อยละ 60 ซึ่งจะทำให้คนตกงานถึงราว 40,000 ตำแหน่ง

ด้านประธานสมาคมผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์แดนอิเหนาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาปกป้อง ในรูปแบบของการใช้มาตรการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแทน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ศาลฎีกาเปรูยืนโทษจำคุก 25 ปี “ฟูจิโมริ” ข้อหาละเมิดสิทธิมนุษย์ ***


อัลแบร์โต ฟูจิโมริ อดีตประธานาธิบดีของเปรู

เอเอฟพี - ศาลฎีกาของเปรูตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอย่างเป็นเอกฉันท์ ให้อดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ รับโทษจำคุก 25 ปี ในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาลฎีกาพิจารณาคดีฟูจิโมริใหม่อีกครั้งตามคำร้องขอของทนายความจำเลยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ศาลสูงเพิกถอนโทษจำคุกลูกความของเขา

 อัยการซีซาร์ นากาซากิกล่าวต่อศาลว่า หลักฐานทั้ง 10 ชิ้นไม่มีชิ้นใดที่จะนำมายกเลิกความผิดของเขา ในฐานะผู้บงการสังหารหมู่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อปี 1991 และ 1992 ได้

ด้านทนายความจำเลยยังยื่นขอให้ยกเลิกโทษของฟูจิโมริในคดีลักพาตัวนักข่าว และนักธุรกิจในปี 1992 โดยเขาอ้างว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าอดีตประธานาธิบดีผู้นี้เป็นคนสั่งการ

ฟูจิโมริถูกตัดสินว่าผิดจริงในการพิจารณาคดี 4 ครั้ง นับตั้งแต่เขาถูกส่งตัวข้ามแดนจากชิลี กลับเปรู ในเดือนกันยายนปี 2007 และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้น เขายังถูกตัดสินโทษจำคุก 6 ปีฐานใช้อำนาจในทางที่ผิด

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขายังถูกตัดสินความผิดฐานจ่ายเงิน พิเศษ 15 ล้านดอลลาร์ให้แก่วลาดิมิโร มอนเตซิโน มือขวาของเขา ซึ่งเป็นเงินผิดกฎหมาย โดยต้องโทษจำคุก 7 ปีครึ่ง และกำลังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์

  และในวันที่ 30 กันยายน เขาก็ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 6 ปี และถูกปรับเป็นเงิน 9 ล้านดอลลาร์ หลังจากเขายอมรับความผิดฐานดักฟังโทรศัพท์ และติดสินบนนักข่าว นักการเมือง และผู้นำทางธุรกิจ

ทั้งนี้ ชีวิตการเมืองของฟูจิโมริเริ่มเข้าสู่ขาลงในปี 2000 เมื่อวิดีโอ ที่แสดงให้เห็นว่ามอนเตซิโน ซึ่งเป็นห้วหน้าสายลับ ใช้เงินซื้อตัววุฒิสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน หลังจากนั้นไม่นาน ฟูจิโมริก็บินหนีไปยังเอเชีย และส่งแฟกซ์ยื่นใบลาออกจากโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ทว่า รัฐสภาไม่อนุมัติจดหมายลาออกของเขา แต่โหวตให้เขาออกจากตำแหน่ง และห้ามเขาลงการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

ในปี 2005 ฟูจิโมริ ซึ่งพยายามเข้าไปในหัวพันกับการเมืองของเปรู ขณะลี้ภัยอยู่ในญี่ปุ่น ก็เดินทางไปยังชิลีด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่ในระหว่างเดินทางเขาก็ถูกจับ และทางการเปรูได้เรียกร้องให้ส่งตัวเขากลับประเทศ ซึ่งในที่สุดชิลีก็ยินยอมในเดือนกันยายน ปี 2007

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 มกราคม 2553

***********************************************************

*** สเปนรับช่วงประธานหมุนเวียนอียูต่อจากสวีเดน ***


นายกรัฐมตรีโฆเซ ลูอิส โรดิเกวซ ซาปาเตโรของสเปน

เอเอฟพี - สเปนเข้ารับตำแหน่งประธานหมุนเวียนสหภาพยุโรป หรือ อียูต่อจากสวีเดน ในวันนี้ (1) โดยยังเป็นประธานอียูประเทศแรกภายใต้โครงสร้างใหม่ ที่มีประธานเต็มเวลาคนแรก และหัวหน้านโยบายต่างประเทศคนใหม่

นายกรัฐมตรีโฆเซ ลูอิส โรดิเกวซ ซาปาเตโรของสเปนในฐานะประธานหมุนเวียนของอียู ตั้งปณิธานอันดับต้นๆ ไว้ว่าจะใช้สนธิสัญญาลิสบอนอย่างราบรื่น และรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

ส่วนตำแหน่งประธานเต็มเวลาคนแรกคือ แอร์มาน ฟาน รอมเปย ของเบลเยียม ส่วนนางแคเธอรีน แอชตัน ชาวอังกฤษได้รับเลือกเป็นหัวหน้านโยบายต่างประเทศคนใหม่ ตามสนธิสัญญาลิสบอน ที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทาง การตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเป้าหมายของโครงสร้างใหม่นี้ คือการทำให้กลุ่มประเทศยุโรป 27 ประเทศ มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นบนเวทีโลก

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มกราคม 2553

***********************************************************

*** ก.พาณิชย์ เตรียมพร้อมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.53 ***

กระทรวงพาณิชย์ เตรียมพร้อมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยการยกเลิกภาษีนำเข้าข้าวเหลือร้อยละ 0 หวังเป็นโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายข้าวในภูมิภาค

นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2553 จะมีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA โดยที่ไทยจะต้องยกเลิกภาษีการนำเข้าข้าวให้เหลือร้อยละ 0 พร้อมทั้งยกเลิกโควตาการนำเข้าข้าว ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวขาว ข้าวหักหรือปลายข้าว และข้าวเปลือก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกรอบของ AFTA ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนด้วยการเปิดเสรีทางการค้า ลดภาษี และอุปสรรคข้อกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีภายในภูมิภาค และปรับโครงสร้างด้านภาษีศุลกากรที่เอื้อต่อการค้าเสรี อย่างไรก็ดี ไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดดังกล่าวบ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับนั้นมีมากกว่า โดยนอกจากจะสามารถขยายตลาดผู้ซื้อรายใหญ่ในอาเซียนที่เคยมีปัญหา เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ได้แล้ว ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะได้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายข้าวของภูมิภาครองรับความต้องการของตลาด แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำมาในประเทศ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปลอมปนเพื่อส่งออกหรือการสวมสิทธิ์ที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทยในสายตาชาวต่างประเทศได้

ที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

***********************************************************

*** ชมภาพบลูมูนข้ามปี ***

เมื่อ 1 ม.ค. สำนักข่าวเอพีเผยแพร่ภาพบลู มูน หรือพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ในเดือนเดียว ในคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คืนวันที่ 31 ธ.ค. หรือนิวเยียร์ อีฟ ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป อเมริกาใต้ และแอฟริกา ซึ่งปรากฏการณ์ที่จะตรงกับคืนส่งท้ายปีเก่าพอดีนี้จะเกิดทุกๆ 19 ปี ครั้งก่อนเกิดในปีค.ศ.1990 และครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปีค.ศ.2028

สำหรับฝั่งทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ซึ่งการเกิดตรงช่วงเคาต์ดาวน์อย่างนี้จะเห็นได้น้อยครั้ง เช่นกัน

ที่มา : ข่าวสด

***********************************************************

*** เผยสถิติปี 52 ฟ้องร้องกันในศาลยุติธรรม กว่า 1.2 ล้านคดี ***

รอง เลขาศาลยุติธรรม เผยสถิติ ปี 52 มีคดีฟ้องร้องเข้าสู่ศาลกว่า 1.2 ล้านคดี แบ่งเป็นคดีอาญา 5.7 แสนคดี ที่เหลือเป็นคดีแพ่ง,ผู้บริโภค,ล้มละลาย พิพากษาไปได้กว่าล้านคดี ชี้กระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นช่องทางสำคุญลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาล

วันนี้ (1 ม.ค.) ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ 2552 ของศาลยุติธรรม ด้านคดีความว่า ในศาลชั้นต้นมีคดีเข้าสู่การพิจาร ณาทั้งสิ้น 1,262,873 คดี เป็นคดีแพ่งจำนวน 300,810 คดี เป็นคดีอาญา 575,294 คดี คดีผู้บริโภค 356,230 คดี คดีล้มละลาย 30,539 คดี พิพากษาเสร็จสิ้นไป 1,067,907 คดี แบ่งเป็นคดีแพ่ง 242,050 คดี คดีอาญาจำนวน 508,497 คดี คดีผู้บริโภค 298,165 คดี คดีล้มละลาย 19,195 คดี คิดเป็นร้อยละ 84.56 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา

นายสราวุธกล่าวว่า หากจะดูข้อหา 4 อันดับแรกที่มีการฟ้องร้องในคดีแพ่ง จะพบว่า อันดับ 1 เรื่องขอจัดการมรดกจำนวน 62,416 คดี อันดับ 2 เรื่องละเมิด 21,183 คดี อันดับ 3 เรื่องยืม 19,674 คดี อันดับ 4 เรื่องซื้อขาย 8,000 คดี ส่วนคดีผู้บริโภค ที่มีการฟ้องร้องกันมาก 4 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 สินเชื่อบุคคล/กู้ยืม/ค้ำประกัน จำนวน 146,465 คดี อันดับ 2 บัตรเครดิต 92,680 คดี อันดับ 3 กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 52,924 คดี อันดับ 4 เช่าซื้อรถยนต์ 33,884 คดี และความผิดคดีอาญา อันดับ 1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 135,793 คดี อันดับ 2 พ.ร.บ.การจราจรทางบก 110,730 คดี อันดับ 3 พ.ร.บ.การพนัน 70,774 คดี และอันดับ 4 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 38,482 คดี

 นายสราวุธกล่าวว่า สำหรับคดีในส่วนของศาลชำนัญพิเศษ มีปริมาณคดีเข้าสู้การพิจาร ณาของศาลภาษีอากร ทั้งสิ้น 478 คดี พิพากษาเสร็จสิ้น 308 คดี คิดเป็นร้อยละ 64.44 ซึ่งคดีที่ฟ้องร้องกันมากที่สุด ประกอบด้วย 1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม 128 คดี 2.พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 59 คดี 3.พ.ร.บ.ศุลกากร 53 คดี และ 4.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 41 คดี ส่วนคดีแรงงานที่เข้าสู่การพิจาร ณาของศาลแรงงาน จำนวนทั้งสิ้น 26,103 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 17,336 คดี คิดเป็นร้อยละ 66.41 อันดับ 1 เรื่องขอให้จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลา 7,243 คดี อันดับ 2 เรื่องขอให้คิดค่าชดเชย 6,704 คดี อันดับ 3 ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกล่วงหน้า 6,011 คดี และ อันดับ 4 ขอให้รับกลับเข้าทำงานและหรือให้จ่ายค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,993 คดี

 “ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มีคดีที่เข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น 8,464 คดี แบ่งออกเป็นคดีแพ่งจำนวน 1,283 คดี เป็นคดีอาญา 7,361 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 7,507 คดี เป็นคดีแพ่ง 664 คดี คดีอาญา 6,843 คดี คิดเป็นร้อยละ 86.83 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา หากดูข้อหาที่เข้าสู่การพิจารณา 4 อันดับแรกพบว่า คดีแพ่ง อันดับ 1 เรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ 169 คดี อันดับ 2 รับขนทางทะเล 113 คดี อันดับ 3 สัญญาทรัสต์รีซีท สัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต 61 คดี อันดับ 4 เพิกถอนคำวินิจฉัยคระกรรมการเครื่องหมายการค้า 40 คดี ส่วนคดีอาญา อันดับ 1 ปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า 2,433 คดี อันดับ 2 จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายงานละเมิดลิขสิทธิ์ อันดับ 3 นำเข้าจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้า 1,913 คดี และอันดับ 4 พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ 657 คดี”

นายสราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของศาลเยาวชนและครอบครัว มีคดีเข้าสู่การพิจารณาทั้งสิ้น 53,235 คดี เป็นคดีแพ่งจำนวน 16,414 คดี คดีอาญา 36,851 คดี พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว 45,729 คดี เป็นคดีแพ่ง 13,621 คดี คดีอาญา 32,105 คดี 4 อันดับแรกที่มีการฟ้องกันมากที่สุดในคดีแพ่ง อันดับ 1 ฟ้องหย่า 5,408 คดี อันดับ 2 ร้องขอต่อศาลให้มีการสั่งให้ผู้ร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร 2,456 คดี อันดับ 3 ขอให้สั่งเรื่องอำนาจปกครองบุตร 1,213 คดี อันดับ 4 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าอำนาจปกครองบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่กับบิดาหรือมารดา 934 คดี ส่วนคดีอาญา อันดับ 1 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 9,487 คดี อันดับ 2 ความผิดฐานลักทรัพย์ 5,566 คดี อันดับ 3 พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ 3,838 คดี อันดับ 4 พ.ร.บ.จราจรทางบก 2,960 คดี

นายสราวุธกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีคดีที่เข้าสู่การ พิจารณาของศาลล้มละลาย ทั้งสิ้น 30,986 คดี เป็นคดีล้มละลายจำนวน 30,583 คดี คดีฟื้นฟูกิจการ 54 คดี คดีสาขา 371 คดี และคดีอาญา 23 คดี พิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว 19,449 คดี ประกอบด้วยคดีล้มละลาย 19,195 คดี คดีฟื้นฟูกิจการ 37 คดี คดีสาขา 207 คดี และคดีอาญา 10 คดี คิดเป็นร้อยละ 62.77 ของปริมาณคดีที่เข้าสู่การพิจารณา คดีฟื้นฟูกิจการ ที่มีการฟ้องกันมากที่สุด อันดับ 1 คำสั่งฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำ แทน หรือผู้ทำแผนชั่วคราว 19 คดี อันดับ 2 คำสั่งยกคำร้องขอ 16 คดี อันดับ 3 คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ 15 คดี อันดับ 4 คำสั่งเห็นชอบด้วยแผน 11 คดี ส่วนคดีแพ่ง อันดับ 1 คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 15,430 คดี อันดับ 2 คำสั่งปิดคดี 3,010 คดี อันดับ 3 คำพิพากษาให้ล้มละลาย 3,001 คดี และอันดับ 4 คำสั่งปลดล้มละลาย 498 คดี

“คดีความเข้าสู่การพิจารณาของศาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เครื่องมือสำคัญในการลดปริมาณคดีคือการไกล่เกลี่ยประนอมความ ซึ่งจัดขึ้นทุกศาลทั่วประเทศ และสามารถลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลได้เป็นจำนวนมาก” รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าว

ที่มา : ทีมข่าวอาชญากรรม 1 มกราคม 2553

***********************************************************

 

++ เหตุการณ์ปัจจุบันช่วงปี 2552++  

++ เหตุการณ์ปัจจุบันช่วงปี 2551++