*** ยี่เป็งเชียงใหม่...ดาวโคมไฟลอย ประดับฟ้า ***



โคมลอยถูกปล่อยเกลื่อนฟ้าในงานประ เพณียี่เป็งเชียงใหม่(ภาพ : ททท.)


ร่วมปล่อยเคราะห์ ปล่อยทุกโศกไปกับ การปล่อยโคมลอย

เหตุที่ชาวเหนือเรียกประเพณีลอยกระทง ว่า "ประเพณียี่เป็ง" นั้น เนื่องมาจากคำว่า ยี่เป็ง เป็นภาษาคำเมืองทางภาคเหนือ คำ ว่า ยี่ แปลว่า สอง ส่วนคำว่า เป็ง มีความ หมายตรงกับคำว่า เพ็ญ หรือพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งชาวไทยภาคเหนือจะนับเดือนทาง จันทรคติเร็วกว่าคนไทยภาคกลาง 2 เดือน ทำให้เดือนสิบสองของไทยภาคกลางตรงกับ เดือนยี่ หรือวันเพ็ญเดือนสิบสองตามปฏิทินพุทธศาสนานั้นเอง


ผางประทีปสารพัด ประโยชน์

ตามพงศาวดารโยนก และหนังสือจามเทวีวงศ์ กล่าวไว้อย่างสอดคล้องกันว่า เมื่อ พ.ศ.1490 ในสมัยที่พระยาจุเลราชได้ครองราชสมบัติในนครหริภุญชัย ได้เกิด โรคระบาด หรืออหิวาตกโรคขึ้น ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงพากันอพยพ ไปอาศัยอยู่ในเมืองสุธรรมวดี หรือเมืองสะเทิม แห่งอาณาจักรมอญ ต่อมาพระเจ้า พุกาม กษัตริย์พม่าตีได้เมืองสะเทิม ได้เก็บเอากุลธิดาของชาวเมืองไปเป็นบาท ปริจาริกาเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อเบื่อหน่ายก็ทอดทิ้งไม่ชุบเลี้ยงเหมือนดั่งก่อน พวกชาวเมืองหริภุญชัย จึงได้อพยพหนีไปอาศัยอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งพระองค์ทรงให้ความอนุเคราะห์ ชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี หลังจากที่อาศัยอยู่ไม่นาน ชาวเมืองได้ทราบข่าวว่าโรค ระบาดทางนครหริภุญชัยสงบแล้ว ก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองก็พากันกลับมายัง นครหริภุญชัยอีก ครั้ง

ครั้นถึงเดือนยี่เป็ง เวลาครบรอบที่ได้จากพี่น้องทางเมือง หงสามา ก็ได้จัดแต่งธูปเทียน เครื่องสักการะ บูชา วัตถุข้าวของ ใส่ในกระถางไหล ล่องลอยตามแม่น้ำเพื่อเป็นการระลึกนึกถึงญาติพี่น้อง โดยคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะ ลอยตามน้ำไปถึงญาติที่อยู่ในเมืองหงสาอันไกลโพ้น และเรียกการลอยกระทงนี้ ว่า "ลอยโขมด" หรือ "ลอย ไฟ"

ส่วนเหตุที่เรียกว่า "ลอยโขมด" นั้น คำว่า โขมด เป็นชื่อผีป่าเรียกกันว่าผีโขมด ชอบออกหากินเวลากลางคืน จะมี พะเนียงแสงไฟเห็นเป็นระยะคล้ายผีกระสือ ดังนั้น กระทงที่จุดเทียนลอยน้ำแสงไฟจะ กระทบกับน้ำทำให้เงาเกิดขึ้นสะท้อนวับๆแวมๆ จะเหมือนแสงไฟของผีโขมด ดังนั้นทาง ล้านนาโบราณ จึงเรียกการลอยกระทงว่า "ลอยโขมด" นั่น เอง


สาวงามร่วมลอยกระทงล่องสะเปาในวัน เพ็ญเดือนยี่


บรรยากาศงานลอยกระทงเชียงใหม่ยาม ค่ำคืน


ในงานประเพณียี่เป็งจะประดับประดา ต้นไม้ด้วยโคมแขวนสีสันสวยงามสว่างไสว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤศจิกายน 2550

***********************************************************



*** “รับบัว” ประเพณีอันเป็น เอกลักษณ์แห่งเมืองปากน้ำ ***


จากความมีน้ำใจที่ดีต่อกันระหว่างชาวไทย ชาวลาว และชาวรามัญ(มอญ)ในเขตอำเภอบาง พลีที่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ทำให้ที่นี่ก่อเกิดประเพณีอันดีงามสืบทอดมาถึง รุ่นลูกรุ่น หลาน

ในอดีตพอถึงวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 ชาวบางพลีจะช่วยกันเก็บ ดอกบัวรวบรวมไว้ที่วัดหลวงพ่อโต (วัดบางพลีใหญ่ใน) เพื่อมอบให้กับชาวรามัญ นำไป เป็นดอกไม้เป็นพุทธบูชาในวันออกพรรษา เมื่อใดที่ชาวรามัญมารับดอกบัว โดยใช้เรือ เป็นพาหนะ แล้วพร้อมใจกันส่งเสียงร้องรำทำเพลงมาตามลำน้ำเพื่อเพิ่มความคึกคัก สนุกสนานตลอดการเดินทาง นับเป็นงานบุญงานหนึ่งที่ชาวไทยและชาวมอญได้ยึดมั่นทำ เป็นประจำทุกปี สืบทอดจนเป็นประเพณีอันดีงาม ก่อเกิดเป็น “ประเพณีรับ บัว” ประเพณีสำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอบางพลีและชาวจังหวัดสมุทรปราการมาจน ทุกวันนี้ซึ่งถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ปี

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2550

***********************************************************



*** "วิ่งควาย" ประเพณีเก่าแก่แห่ง ชลบุรี ***


ทุกๆปีพอถึงช่วงใกล้วันออกพรรษา จังหวัดชลบุรีจะจัดงานประเพณีวิ่งควายขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีที่ มีการจัดมากว่า 100 ปี แล้ว ประเพณีวิ่ง ควาย เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากตราก ตรำกับการงานในท้องนามายาว นาน

ว่ากันว่าถ้าปีใดไม่มีการวิ่งควาย ปีนั้นวัวควายจะเป็นโรค ระบาดล้มตายเป็นจำนวนมาก หรือถ้าถ้าควายของใครเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา เจ้าของควาย มักจะนำควายของตนไปบนกับเทพารักษ์ โดยเมื่อหายเป็นปกติแล้วจะต้องนำควายมาวิ่ง แก้ บน

นอกจากนี้ประเพณีวิ่งควายยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อ ควายที่เป็นสัตว์มีบุญคุณต่อชาวนาและคนไทยอีกทั้งยังเพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาส พักผ่อนมาพบปะสังสรรค์กันในงานวิ่ง ควาย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 21 ตุลาคม 2550

***********************************************************