บาตร บาท บาด
  คำว่า “บาตร” “บาท” และ “บาด” เป็นคำที่มักใช้กันสับสน บางครั้งก็เขียนตามความเคยชิน เช่น คำว่า บิณฑบาต มักเขียนผิดเป็น บิณฑบาตร และมักจะสับสนกับคำว่า บาตรพระ ซึ่งโดยมากเขียนผิดเป็น บาตพระ วันนี้จึงจะเล่าถึงความหมายของคำทั้ง ๓ คำ
   
“บาตร” มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ว่า ภาชนะชนิดหนึ่งสําหรับภิกษุสามเณรใช้รับอาหารบิณฑบาต คำว่า บาตร เมื่อประสมกับคำอื่นแล้วได้ความ หมายใหม่ เช่น บาตรแก้ว หมายถึง บาตรใหญ่ ๓ ใบ ถักเชือกรอบนอก ในพระราชพิธีกัตติเกยา บาตรใหญ่ หมายถึง อำนาจที่ใช้ในทางข่มขี่ ใช้เข้าคู่กับ อำนาจ เป็น อำนาจบาตรใหญ่
   
“บาท” มีหลายความหมาย ความหมายแรก หมายถึง ตีน ราชาศัพท์ใช้ว่า พระบาท ความหมายที่ ๒ หมายถึง มาตราเงินตามวิธีประเพณี ๑๐๐ สตางค์ หรือ ๔ สลึง เท่ากับ ๑ บาท ส่วน บาท ในความหมายที่ ๓ หมายถึง ส่วนหนึ่งของบทแห่งคําประพันธ์ เช่น โคลง ๔ สุภาพ บทหนึ่งมี ๔ บาท  ความหมายที่ ๔ หมายถึง ช่วงเวลาเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของชั่วโมง เท่ากับ ๖ นาที
   
ส่วน “บาด” เป็นคำกริยาหมายถึง  ทําให้เกิดเป็นแผลหรือรอยขีดข่วนอย่างของมีคมบาด เช่น มีดบาด แก้วบาด หญ้าคาบาด หากเป็นคำนามหมายถึง แผล ซึ่งคำว่า บาด เมื่อประสมกับคำอื่นได้คำที่มีความ หมายใหม่ เช่น บาดใจ หมายถึง เจ็บแค้นใจ  บาดตา หมายถึง สะดุดตาเพราะเห็นสีฉูดฉาด  บาดหมาง หมายถึง โกรธเคืองกัน หมองใจกัน ผิดใจกัน บาดหู หมายถึง ขัดหู ระคายหู ทำให้ไม่สบอารมณ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ส.ค. 53

***********************************************************

ที่มาของสำนวน ถังแตก
 

ถังแตก
เป็นสำนวน มีความหมายว่า ไม่มีเงิน มักใช้ในกรณีที่เงินขาดมือเป็นครั้งคราว เช่น วันนี้ถังแตก หาอะไรถูก ๆ กินเถอะ
ด้วยเหตุที่สำนวน ถังแตก มีความหมายว่า ไม่มีเงิน จึงมีผู้นำไปเรียกขนมชนิดหนึ่งที่ทำด้วยแป้งเป็นแผ่นโรยน้ำตาลและงาว่า ขนมถังแตก เพราะเป็นขนมที่มีราคาถูก แม้เวลาที่ไม่มีเงินหรือที่เรียกว่า ถังแตก ก็สามารถซื้อรับประทานได้ นอกจากนั้นก็มี ก๋วยเตี๋ยวถังแตก คือ ก๋วยเตี๋ยวที่มีเส้นเป็นส่วนใหญ่ ใส่ผักเล็กน้อย ไม่มีเนื้อสัตว์
สำนวน ถังแตก เกิดจากการเปรียบเทียบกับถังน้ำมันรถที่แตก ไม่สามารถเก็บน้ำมันไว้เป็นเชื้อเพลิง รถจึงไม่มีกำลังที่จะแล่นต่อไปได้ เมื่อนำมาใช้เป็นสำนวน ถังแตก จึงมีความหมายว่า หมดทุนทรัพย์ หมดเงิน แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว

 

ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย" ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไท

***********************************************************

ญาณ
  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามคำ ญาณ, ญาณ-  [ยาน, ยานะ-, ยานนะ-] ว่า เป็นคำนามหมายถึง ปรีชาหยั่งรู้หรือกําหนดรู้ที่เกิด จากอํานาจสมาธิ, ความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ ใช้ในความหมายเดียวกับ วิชชา [วิด-] ซึ่งพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตย สถาน อธิบายคำ วิชชา [วิด-] ว่า ความรู้ ในพระพุทธศาสนา หมายถึง ความรู้ขั้นสูงเหนือความรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสและเหตุผลทางตรรกะ แบ่งออกเป็น วิชชา ๓ และวิชชา ๘
   
วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ (รู้จักระลึกชาติได้) ญาณเป็นเหตุให้ระลึกชาติของ ตนเองได้เช่นว่า ตนได้เกิดมาแล้วที่ไหน มีชื่ออะไร มีการดำเนินชีวิตอย่างไร มีอายุยืนหรืออายุสั้นอย่างไร จุตูปปาตญาณ  (รู้จักกําหนดจุติและเกิด) ญาณเป็นเหตุให้กำหนดรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายได้ เป็นความรู้ขั้นทำให้เห็นสัตว์ทั้งหลายที่กำลังตายและกำลังเกิดในภพภูมิต่าง ๆ  อาสวักขย ญาณ (รู้จักทําอาสวะให้สิ้น) ญาณเป็นเหตุให้รู้แจ้งธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งปวง
   
ส่วนวิชชา ๘ ได้แก่  วิปัสสนาญาณ ญาณอันนับเข้าในวิปัสสนา เป็นความรู้ที่พิจารณาเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง (อนิจจัง)  ผันแปรแตกสลาย (ทุกขัง)  ไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้ (อนัตตา) มโนมยิทธิ  ฤทธิ์ทางใจ เป็นความรู้ขั้นสามารถเนรมิตกายทิพย์ ขึ้นมาจากกายเนื้อ หรือที่เรียกว่า ถอดกายทิพย์ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้  ทิพโสต หูทิพย์ เจโตปริยญาณ รู้จักกําหนดใจผู้อื่น บุพเพ    นิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพจักขุ ตาทิพย์ และ อาสวักขยญาณ รู้จักทําอาสวะ   ให้สิ้น
   
ญาณ ความหมายต่างจาก ฌาน เพราะ ญาณ คือ ความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ ขณะที่ ฌาน หมายถึง ภาวะที่จิตสงบแน่วแน่เนื่องมาจากการเพ่งอารมณ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กค. 53

***********************************************************

กัลปนา
 
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ อธิบายว่า กัลปนา เป็นคำกริยาหมายถึง เจาะจงให้ ถ้าเป็นคำนามหมายถึง ที่ดินหรือสิ่งอื่นเช่นอาคารซึ่งเจ้าของอุทิศผลประโยชน์ให้แก่วัด หรือศาสนา อีกความหมายหนึ่งคือ ส่วนบุญที่ผู้ทําอุทิศให้แก่ผู้ตาย  และในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑ ได้อธิบายคำว่า กัลปนา ไว้อย่างละเอียดดังนี้
   
คำว่า กัลปนา มาจากคำภาษาบาลีและภาษาสันสก ฤตว่า กปฺปนา แปลว่า อุทิศให้ เจาะจงให้ หรือยกให้ เดิมหมายถึง ส่วนบุญที่ผู้ทำอุทิศให้แก่ผู้ตายโดยเชื่อว่าจะช่วยผู้ตายให้ประสบ ผลสำเร็จตามความปรารถนาของผู้อุทิศให้ เรียกว่า กัลปนาบุญ หรือกัลปนาผล ต่อมาความหมายขยายกว้างออกไปกว่าเดิมคือหมายถึง ที่ดิน เรือกสวน ไร่นา สิ่งของ และคนที่ผู้เป็นเจ้าของหรือเจ้านายอุทิศให้แก่ศาสนาด้วย เช่น กัลปนาที่ หรือ ที่กัลปนา คือ ที่ดินที่ผู้เป็นเจ้าของอุทิศเฉพาะ ผลประโยชน์ให้แก่ศาสนาหรือเพื่อบำรุงศาสนสถาน แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของเจ้าของที่ดินนั้นอยู่ กัลปนาสัตว์ หรือ กัลปนาสิ่งของ คือ สัตว์หรือสิ่งของที่มีผู้ถวายแก่ศาสนา กัลปนาคน คือ คนที่ผู้เป็นเจ้านาย ยกให้แก่ศาสนาเพื่อปรนนิบัติพระสงฆ์ หรือดูแลรักษาศาสนสถาน ซึ่งเรามักเรียกกันว่า ข้าพระโยมสงฆ์ หรือถ้ายกให้แก่ศาสนาพราหมณ์ก็จะ เรียกว่า ข้าพระนารายณ์ หรือ ข้าพระอิศวร คนที่กัลปนาเป็นข้าพระแล้วจะได้รับ ยกเว้นการเกณฑ์ไปรบและเรื่องอื่น ๆ เช่น การทำงานให้หลวง การเสียภาษีอากร
   
ส่วนการพระราชทานที่กัลปนาหรือข้าพระของพระมหากษัตริย์นั้น มักจะกระทำเมื่อมีการสร้างหรือบูรณะศาสนสถานใหม่ โดยจะประกาศเป็นพระราชโองการ จัดทำพระตำราบรมราชูทิศเพื่ออธิบายถึง เหตุผลในการพระราชทาน พระราชอธิษฐาน สาร บัญชีสิ่งที่กัลปนา และระบุคำสาปแช่งผู้ล่วงละเมิดที่กัลปนาหรือข้าพระดังกล่าว พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ระบุว่า ที่กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา.

 

ที่มา : เดลินิวส์ 2 ก.ค. 53

***********************************************************

ท้าว กับ เท้า
 
คำว่า ท้าว กับ เท้า เป็นคำที่ผู้ใช้ภาษาไทยมักใช้สับสน กันอยู่เสมอ จึงขอนำมาอธิบายผ่านคอลัมน์นี้ เพื่อให้เกิดความ  เข้าใจตรงกัน
   
คำว่า ท้าว เป็นได้ทั้งคำนามและคำวิเศษณ์  ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ผู้เป็นใหญ่หรือพระเจ้าแผ่นดิน (โดยมากพบใช้ในบทกลอน) เช่น ท้าวพญา, ท้าวพระยา หรือหมายถึง ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ข้าราชการฝ่ายใน เช่น ท้าวนาง และถ้าเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง อาการสั่นรัว ๆ (โดยมากพบใช้ในบทกลอน) เช่น ความกลัวตัวสั่นอยู่ท้าวท้าว  นอกจากนี้ คำว่า ท้าว ในภาษาถิ่นอีสานยังใช้เป็นคำประกอบชื่อผู้ชายที่เป็นเชื้อสาย เจ้าหรือขุนนางด้วย เช่น ท้าวฮุ่ง
   
ส่วนคำว่า เท้า เป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ตีน หรือใช้เป็นคำเรียกขาโต๊ะ ขาตู้ เช่น เท้าคู้, เท้าสิงห์  และถ้าเป็นคำกริยา หมายถึง ยัน เช่น ยืน เอามือเท้าโต๊ะ, เอามือเท้าเอว หรือหมายถึง อ้างถึง เช่น เท้าความ
   
นอก จากคำว่า เท้า จะปรากฏใช้ ตามลำพังโดยมีความหมายตามที่อธิบายไปข้างต้น แล้ว คำว่า เท้า ยังปรากฏใช้กับคำอื่นด้วย แต่มีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น
   
เท้าแชร์ หมายถึง ผู้เป็นหัวหน้าวงแชร์ มีหน้าที่จัดการและรับผิดชอบเรื่องเงิน ตามปรกติจะเป็นผู้ได้เงินเป็นคน แรกโดยไม่เสียดอกเบี้ย
   
เท้ายายม่อม หมายถึง ชื่อไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง หัวหรือเหง้ามีสัณฐานกลมแบน ใช้ทําแป้งเป็นอาหารได้ เรียกว่า แป้งเท้า  ยายม่อม

 

ที่มา : เดลินิวส์ 30 มิย. 53

***********************************************************

วัดก็มีชั้น
 
ชาวพุทธในประเทศไทยรู้จักวัดกันดี และคงทราบว่าวัดแบ่งเป็นวัดหลวงกับวัดราษฎร์ วัดหลวงหรือพระอารามหลวงเป็นวัดที่มีชั้น ชั้นในที่นี้เปรียบเหมือนบรรดา ศักดิ์ของวัด โดยแบ่งเป็น ชั้นเอก ชั้นโท และ ชั้นตรี มีชื่อเรียกตามชั้นดังนี้
   
พระอารามหลวง ชั้นเอกชนิดสูงสุด เรียกว่า ชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
   
พระอารามหลวง ชั้นเอกชนิดตํ่าสุด เรียกว่า ชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร เช่น วัดพระศรีมหาธาตุ, วัดพระธาตุพนม (จังหวัดนครพนม)
   
พระอารามหลวง ชั้นโทชนิดสูงสุดเรียกว่า ชั้นโทชนิดราชวรมหาวิหาร มี ๒ วัด คือวัดสระเกศและวัดชนะสงคราม        

พระ อารามหลวง ชั้นโทชนิดที่มีฐานะตํ่ากว่าชนิดราชวรวิหาร เรียกว่า ชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร เช่น วัดจักรวรรดิ วัดระฆังโฆสิตาราม
   
พระอารามหลวง ชั้นโทชนิดตํ่าสุดเรียกว่า ชั้นโทชนิดวรวิหาร เช่น วัดบพิตรพิมุข วัดอนงคาราม
   
พระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดที่มีฐานะตํ่ากว่าชนิดราชวรวิหาร เรียกว่า    ชั้นตรีชนิดวรวิหาร เช่น วัดราชนัดดา วัดเทพธิดา
   
และยังมีพระ อารามหลวง ชั้นตรีชนิดสามัญ เช่น วัดตรีทศเทพ วัดชัยชนะสงคราม
   
เมื่อกล่าวถึงชื่อวัดแบบเต็ม ได้ว่า วัดบพิตรพิมุขเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร เป็นวัดมหานิกาย ดังนี้เป็นต้น
   
ส่วนวัดราษฎร์หรือวัดสามัญจะไม่มี ชั้น แต่ทั้งวัดหลวงและวัดราษฎร์แบ่งเป็นนิกาย ๒ นิกาย คือ ธรรมยุติกนิกาย และมหานิกาย

 

ที่มา : เดลินิวส์ 29 มี.ค. 53

***********************************************************

เมือง กับ มหานคร
 
ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า “เมือง” กับ “มหานคร” ต่างกันอย่างไร เหตุใดเมืองบางเมืองจึงได้ชื่อว่าเป็นมหานคร มีหลักเกณฑ์อย่างไรจึงเรียกว่า มหานคร
   
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำนิยามของ “เมือง” (town) ว่า พื้นที่ตั้งชุมชนซึ่ง มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้าน มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลและจัดการ อาจเรียกเมืองต่าง ๆ ตามลักษณะกิจกรรมที่สำคัญในเมืองนั้น ๆ เช่น เมืองการค้า เมืองอุตสาหกรรม หรือตามสถานที่ตั้ง เช่น เมืองชายทะเล หรือเมืองท่าทางทะเล 
   
ส่วนคำว่า “มหานคร” ราชบัณ ฑิตยสถานบัญญัติจากคำว่า metropolis  หมายถึง เมืองขนาดใหญ่มากหรือเมืองแม่ของ รัฐหรือประเทศ มีความสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ลักษณะสำคัญของมหานคร คือ ประการแรก เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจการเงิน สังคมและวัฒนธรรม สามารถที่จะดึงเอาผลผลิตของประเทศนั้น ๆ มาอยู่ภายในเขตเมืองใหญ่ เพื่อการเก็บรวบรวม การค้าขายและการขนส่ง ตามปรกติแหล่งอุตสาหกรรมจะตั้งอ ยู่ภายในหรือใกล้มหานครด้วย ประการที่ ๒ ตั้งอยู่โดด ๆ ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับมหานครอื่น ๆ ถ้าติดต่อกับชุมชนเมืองอื่น ๆ จะกลายเป็นอภิมหานคร (megalopolis) ซึ่งก็คือ เขตที่มีเมืองและนครใหญ่ ๆ อยู่หนาแน่นติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น ทางชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาด้านมหาสมุทร แอตแลนติก ตั้งแต่ทางใต้ของเมืองบอสตันลงมาถึง กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีเมืองเรียงรายเป็นจำนวนมาก และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น
   
ตัวอย่างมหานครที่เห็นได้ชัดเจน คือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังมีลักษณะของความเป็น “เอกนคร หรือ เมืองโตเดี่ยว” (primate city) ด้วย คือ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และใหญ่กว่าเมืองในระดับรองลงมามากกว่า ๒-๓ เท่า ทั้งนี้ เนื่องจากมีการขยายตัวของเมืองมากกว่าเมืองอื่น ๆ จนเกิดความแตกต่างใน ขนาดของประชากรอย่างเห็นได้ชัด มีผู้เปรียบเทียบเมืองเอกนครนี้ว่าเป็นมหานคร

 

ที่มา : เดลินิวส์ 16 มี.ค. 53

***********************************************************