ปรากฏการณ์หลังจากการประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2010 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ก้าวข้ามผ่านอารมณ์ของความปลาบปลื้มยินดี สู่ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างแข็งกร้าว....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ปรากฏการณ์หลังจากการประกาศผลรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2010 เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ก้าวข้ามผ่านอารมณ์ของความปลาบปลื้มยินดี สู่ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
สื่อของรัฐบาลจีนปิดบล็อกทุกช่องทางข่าวสารและข้อมูล รวมทั้งสื่ออินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับ หลิวเสี่ยวโป นักโทษทางการเมืองจีน ผู้คว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2010 จนหมดสิ้น
ภาพการถ่ายทอดการประกาศผลรางวัลผ่านทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐ ดับมืด ข้อความทุกตัวที่เกี่ยวโยงกับหลิว ซึ่งปรากฏอยู่ในซิโน (Sino) ไมโครบล็อกของจีน ที่ให้บริการในลักษณะเดียวกันกับทวิตเตอร์ถูกลบทิ้งจนหมด
กระทั่งการส่งข้อความเกี่ยวกับ “ผู้เป็นภัยทางการเมืองสำหรับรัฐบาลจีน” ผ่านทางมือถือก็ไม่สามารถทำได้
ทั้งหมดคือท่าทีและการแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อคำตัดสินของคณะ กรรมการรางวัลโนเบล ที่มอบรางวัลแห่งสันติภาพให้กับอาชญากรทางการเมือง

การตัดสินจองจำครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2009 ผ่านการพิจารณาของศาลในจีนเพียง 1 วันเท่านั้น ก่อนที่อีกเพียง 2-3 วันต่อมาก็มีการประกาศลงโทษจำคุกยาวนานถึง 11 ปี เป็นของขวัญวันคริสต์มาสของครอบครัวหลิว และเป็นวันที่ฝั่งตะวันตกติดอยู่ในพะวงของความรื่นเริง
ขณะที่ระยะเวลาแห่งการต้องโทษที่ยาวนานก็เป็นอีกหนึ่งคำเตือนให้นักเคลื่อนไหวรายอื่นๆ พึงสังวร
อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะตกเป็นของนักเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐ
ทว่ารางวัลนี้เคยหยิบยื่นให้กับความมุมานะของนักเคลื่อนไหวหัวรั้นจาก หลายมุมโลกมาแล้ว เพียงแต่ครานี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ได้มอบให้กับนักเคลื่อนไหว ของจีนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่จีนปรับโฉมสู่การเปิดประเทศทางด้านเศรษฐกิจ จนกระจายความยิ่งใหญ่ได้เฉกเช่นทุกวันนี้
ทั้งนี้ ผู้ต่อต้านรัฐบาลที่เคยรับการยกย่องขึ้นสู่ทำเนียบรางวัลโนเบลทั่วโลก อาทิ คาร์ล ฟอน ออสซิเอ็ดซกี ผู้ต่อต้านเยอรมนี ครองรางวัลเมื่อปี 1935 อันเดร ดมิตริเยวิช ซาฮารอฟ ผู้ต่อต้านรัฐบาลรัสเซีย เจ้าของรางวัลเมื่อปี 1975 เลก วาเลซา แกนนำขบวนการโซลิดาริตีชาวโปแลนด์ รับโนเบลเมื่อปี 1983 และอองซานซูจี ผู้นำพรรคประชาธิปไตยในพม่า เจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปี 1991
นอกจากนี้ อีกมุมที่ต้องจารึกก็คือ หลิวเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลคนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ขณะที่เจ้าตัวยังคงอยู่ในคุก แม้ก่อนหน้านี้เมื่อพลิกไปดูประวัติศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลส่วนหนึ่งเพียงแค่อยู่ในการกักบริเวณภายในบ้านพัก หรือเคยผ่านโทษคุมขังมาแล้วเท่านั้น
ในมุมมองของจีนเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้คิดไปได้ว่า โลกตะวันตกไม่เพียงแต่สหรัฐเท่านั้นที่กำลังห้ำหั่นพญามังกรอย่างดุเดือดแทบ ทุกมุม ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องค่าเงิน การขยายอำนาจทางน่านน้ำ ภาวะโลกร้อน เสรีภาพในการเข้าถึงสื่อ อินเทอร์เน็ต จนกระทั่งรางวัลอันทรงเกียรตินี้
การ ประกาศรางวัล คณะกรรมการโนเบลกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า จีนในฐานะที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองจำเป็นต้องมี ความรับผิดชอบมากขึ้น ในการปกป้องสิทธิของประชาชน
“จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว ดังนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มหาอำนาจควรจะอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์” ทอร์บจอน แจกแลนด์ ประธานคณะกรรมาธิการรางวัลโนเบล กล่าว
แรงกดดันบนบ่าพญามังกร
หลังจากการประกาศผล ผู้นำในหลายประเทศออกมาเรียกร้องให้จีนปล่อยตัวเจ้าของรางวัลโนเบลในปีนี้ พร้อมทั้งให้จีนเปิดรับในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย และเสรีภาพการแสดงออก
ไทมส์ ออฟ อินเดียตั้งคำถามว่า หลิวจะตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับอองซานซูจีหรือไม่ เพราะเมื่อปี 1991 อองซานซูจีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรับรางวัลดังกล่าว
แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าจีนไม่ได้ต้องการที่จะถูกมองว่าเป็นประเทศ ที่ล้าหลัง และปิดกั้นทางการเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในพม่า หรือเกาหลีเหนือ
ดังนั้น ความท้าทายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ที่ทางการจีนต้องเผชิญศึกแรงกดดันจากภาย นอกประเทศ แต่ความท้าทายอีกเรื่องก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเตรียมรับมือกับความเคลื่อนไหวภายในประเทศ ตอบสนองท่าทีของสังคมที่ซึ่งแม้จะช้ากว่ากระแสเศรษฐกิจ แต่ก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง
นิโคลัส เบคิวลิน นักวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนในจีน กล่าวว่า ไม่มีความเป็นไปได้ที่จีนจะยอมรับคำสบประมาทจากนานาประเทศ
“แต่รางวัลนี้จะจุดฉนวนเพิ่มแรงกดดันให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้มีการปรับเปลี่ยนและตอบสนองกับความต้องการของสังคม ซึ่งในเวลานี้ก็รวมถึงระบบกฎหมาย หลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งเสรีภาพของสื่อให้เพิ่มขึ้น” เบคิวลิน กล่าว
อย่างน้อยที่สุดความพยายามกว่า 20 ปี ของ “นักโทษทางการเมือง” รายนี้กำลังได้รับการฟูมฟักในสังคมจีน และชาวโลกอาจจะกำลังได้เห็นการผลิดอกออกผล แม้จะทีละเล็กละน้อย แต่ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เกิดขึ้นแล้ว จากแรงกดดันในครั้งนี้
เบื้องลึกในจิตใจของนักเคลื่อนไหว
บุคลิกของ หลิว คือศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีและหนอนหนังสือตัวยง ดังนั้นสิ่งที่ติดสอยห้อยตามจากการเป็นผู้ที่หลงใหลการอ่าน คือ การเป็นนักเขียนที่รอบด้าน ทั้งการเมือง ศิลปะ รวมทั้งการใช้ชีวิตในหลากหลายแง่มุม
ทุกคนที่ได้มีโอกาสรู้จักหลิวจะสัมผัสได้ถึงลักษณะนิสัยเหล่านี้เป็น อย่างดี และนั่นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ลากหลิวเข้าสู่การเมือง ด้วยความหวังยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวคือ ต้องการที่ไขว่คว้าอิสระแห่งการแสดงออก และแล้วอีกหลายสิ่งในชีวิตก็ก่อเกิดตาม ซึ่งล้วนเป็นท่าทีต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน
คลื่นชีวิตถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า เป็นกระแสของการปะทะทัดทานของกลุ่มคนชนชั้นหัวกะทิและพรรคการเมืองที่ปกครอง ประเทศและถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ หลิวได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีเปรียบเทียบ เวลานั้นหลิวเองก็รู้สึกว่า อยากจะใช่
ชีวิตอย่างเงียบๆ ในฐานะนักวิชาการ แต่จนแล้วจนรอกก็ถูกลากไปเกี่ยวโยงกับความคิดในการปฏิรูปทางการเมือง
ในปี 1989 ศาสตราจารย์หนุ่มละทิ้งตำแหน่งนักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ของสหรัฐ ไว้เบื้องหลัง และรุดกลับบ้านเกิด เพื่อเข้าร่วมเคลื่อนไหวสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และเหตุการณ์นี้เองที่หลิวเคยกล่าวไว้ว่าเป็น “จุดผันแปรครั้งใหญ่ในเส้นทางชีวิตตลอด 50 ปีของฉัน”
นับจากเหตุการณ์นั้น หลิวถูกตราหน้าในฐานะผู้ล้มล้าง และถูกจับกุมเป็นเวลา 18 เดือน จากนั้นงานเขียนที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตก็พบกับอุปสรรคตลอดมา แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความพยายาม
หลิวถูกจับกุมอีกครั้งในปี 1995 ก่อนจะถูกส่งเข้าสู่ค่ายแรงงาน เพื่อ “ปรับปรุงการศึกษา” จนกระทั่งปี 1999ทว่าก็ถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะผู้ร่วมร่าง Charter 08 เอกสารเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองสู่ความเป็นประชาธิปไตยการถูกจองจำซ้ำ แล้วซ้ำเล่า พร้อมกับงานเขียนที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคไว้จบสิ้น แต่หลิวก็ยังคงรักษาความรู้สึกของการมองโลกในแง่ดีไว้ได้เสมอ และยังคงเน้นย้ำความเชื่อที่ว่า โลกกำลังหมุนอย่างไม่หยุดยั้งสู่อิสระเสรีภาพที่เพิ่มพูนและประชาธิปไตยที่ เพิ่มขึ้น
“ความรักของคุณเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอยู่เหนือกำแพงเรือนจำ และกำลังลูบไล้ทุกตารางนิ้วของผิวของฉัน ทำให้ทุกอณูในร่างกายอบอุ่น และทำให้ฉันยังคงรักษาความสงบนิ่งภายในตัวฉันไว้ได้ ความรักของฉันแข็งแกร่งแกร่งและแหลมคม สามารถรอดผ่านทุกอุปสรรคไปได้ แม้ว่าฉันจะถูกบดจนเป็นผุยผง แต่ฉันก็จะโอบกอดคุณด้วยเถ้าถ่าน” เจ้าของรางวัล โนเบลสันติภาพบอกกับภรรยา
เส้นทางตลอด 1 ทศวรรษ
รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเกิดขึ้นครั้ง
แรกนับตั้งแต่ปี 1901 จนถึงปัจจุบัน มีการมอบรางวัลดังกล่าวให้กับ 97 บุคคล และ 23 องค์กร โดยคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้ขึ้นติดอยู่ทำเนียบนี้ถึง 3 ครั้ง และข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติติดอยู่ทำเนียบนี้ถึง 2 ครั้ง ผู้ได้รับรางวัลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา:
2009 ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้มุมานะสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างผู้คนทั่วโลก
2008 มาร์ตตี อาติซาริ อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ ผู้ทำงานด้านการทูตให้กับสหประชาชาติมายาวนาน และความพยายามแก้ไขความขัดแย้งในหลายทวีปเป็นเวลานานกว่า 30 ปี
2007 อัลกอร์ อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐ และคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่พยายามสร้างและขยายความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิ อากาศ
2006 มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ริเริ่มแนวคิดธนาคารสินเชื่อรายย่อย เพื่อสร้างการพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับล่าง
2005 โมฮาเมด เอลบาราได และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ผู้ที่เดินหน้าปกป้องไม่ให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร พร้อมสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อด้วย วัตถุประสงค์ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
2004 ดอคเตอร์ วังการี มาไท นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวเคนยา หญิงผู้อุทิศตนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความสันติสุข และความเป็นประชาธิปไตยในเคนยา
2003 ชิริน อิบาดี สตรีอิหร่าน ผู้เป็นนักสู้แห่งโลกมุสลิม ที่มุมานะในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของผู้หญิงและเด็ก
2002 จิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างไร้ความเหน็ดเหนื่อยในการพยายามหาทางออก เพื่อสันติสุข ท่ามกลางความขัดแย้งของนานาประเทศ และเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ
2001 โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และยูเอ็น สำหรับการทำงานเพื่อสันติสุของโลก ด้วยการช่วยแก้ไขอันท้าทายนับตั้งแต่เรื่องความยากจน ไปจนถึงการก่อการร้าย
2000 คิม แดจุง อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ ผู้พยายามเจรจาสันติภาพกับเกาหลีเหนือ และทำงานเพื่อสันติภาพในเกาหลีใต้ และภูมิภาคเอเชียตะวันออก
|